Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Binance TH ชี้จุดเปลี่ยน Bitcoin: สินทรัพย์เสี่ยงสู่ Safe Haven ประเทศค่าเงินพัง

Binance TH ชี้จุดเปลี่ยน Bitcoin: จากสินทรัพย์เสี่ยงสู่ Safe Haven ในประเทศที่ค่าเงินพัง

ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีกำลังเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างการเติบโตรูปแบบใหม่ หลังจากเผชิญความผันผวนจากทั้งปัจจัยสงครามตะวันออกกลางและแรงขายทางเทคนิคที่กดดันราคา Bitcoin ร่วงลงมาเกือบ 50% จากจุดสูงสุด

Binance Research ระบุในรายงาน FULL-YEAR 2025 & THEMES FOR 2026 ว่า ปี 2026 (พ.ศ. 2569)จะเป็นปีที่ตลาดเข้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนจากแรงขับเคลื่อนของนโยบายการเงินและการคลัง พร้อมนิยามสถานการณ์ปัจจุบันว่าเป็น “Risk Reboot” หรือการล้างกระดานความเสี่ยงครั้งใหญ่ ซึ่งจะนำไปสู่การเริ่มต้นใหม่ของสินทรัพย์เสี่ยงอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีเม็ดเงินสถาบันและระดับรัฐบาล (Sovereign-scale Liquidity) เข้ามาแทนที่การเก็งกำไรจากนักลงทุนรายย่อย

สามปัจจัยมหภาคหนุนตลาด

รายงาน Binance Research ระบุว่า ทิศทางตลาดในปีนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย Policy Triumvirate ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยขับเคลื่อนทางมหภาค 3 ประการที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่ การผ่อนคลายนโยบายการเงินทั่วโลก มาตรการกระตุ้นทางการคลัง และการผ่อนปรนกฎระเบียบ

  • ด้านนโยบายการคลัง (Fiscal Stimulus) การเริ่มใช้กฎหมาย One Big Beautiful Bill Act (OBBBA) ในสหรัฐฯ จะส่งคืนเงินภาษีให้ภาคครัวเรือนกว่า 1-1.5 แสนล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปี 2026 ตามประวัติศาสตร์แล้ว เม็ดเงินที่ไหลตรงสู่ครัวเรือนมักเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงได้เร็วกว่าสภาพคล่องจากธนาคารกลาง นอกจากนี้ยังมีมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับองค์กรที่ลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีอีกกว่า 1.6 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งจะช่วย boost Earnings และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ
  • ด้านนโยบายการเงิน (Monetary Easing) ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 2 ครั้งในปีนี้ สู่ระดับ Neutral Rate ที่ประมาณ 3% พร้อมกลับมาขยายงบดุล (Balance Sheet) ซึ่งคาดว่าจะฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบราว 5-6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สอดคล้องกับการผ่อนคลายเชิงนโยบายจากธนาคารกลางจีน (PBoC) และยุโรป (ECB)

    ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาคือปริมาณเงินโลก (Global M2) ที่ปัจจุบันพุ่งทำสถิติสูงสุด (All-time high) ที่ 105 ล้านล้านดอลลาร์ หมายความว่ามีเงินสดล้นระบบที่รอหมุนเวียนไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโท
  • ด้านการผ่อนปรนกฎระเบียบ (Deregulation) รัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดข้อจำกัดด้านเงินทุนใน Wall Street ซึ่งจะช่วยปลูก “จิตวิญญาณแห่งสัตว์ป่า” (Animal Spirits) ให้กิจกรรมการควบรวมกิจการ (M&A) และการขายหุ้น IPO กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ดร.กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และผู้อำนวยการโครงการ Binance TH Academy, ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์ กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า การผ่อนคลายกฎเกณฑ์ (Deregulation) ของสหรัฐฯ จะทำให้ตลาดทุนคึกคัก มีการนำหุ้นเข้าตลาดมากขึ้น และกระตุ้นการควบรวมกิจการ ซึ่งความคึกคักนี้จะหลั่งไหลมาสู่ตลาดคริปโทด้วย ตัวอย่างเช่น หากกฎหมายชัดเจน ธนาคารใหญ่ๆ อาจเข้ามาซื้อกิจการหรือโปรเจกต์คริปโท เช่น โปรเจกต์ Stablecoin ทำให้เกิดกิจกรรมทางธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

Bitcoin: จากเครือข่ายธุรกรรมสู่สินทรัพย์สำรองของรัฐ

รายงาน Binance Research ระบุว่า ในปี 2569 บทบาทของ Bitcoin จะชัดเจนยิ่งขึ้นในฐานะสินทรัพย์ทางการเงินระดับมหภาค มากกว่าเป็นเพียงเครือข่ายการชำระเงิน

เป้าหมายหลักของวาระทางการเมืองในปีนี้คือการผลักดันกฎหมายเพื่อรับรองการมีอยู่ของกองทุนสำรอง Bitcoin ของสหรัฐฯ ซึ่งจะเปลี่ยนจากการถือครองเฉพาะสินทรัพย์ที่ยึดมาได้ เป็นการเข้าซื้อโดยตรงจากตลาดด้วยงบประมาณแผ่นดิน โดยมีประเทศอย่างบราซิล ปากีสถาน และรัสเซียที่กำลังพิจารณาแนวทางเดียวกัน

ปัจจุบันมูลค่าตลาดของ Bitcoin คิดเป็นประมาณ 2% ของปริมาณเงิน M2 ในกลุ่มประเทศ G4 หากแนวโน้มการเติบโตในทศวรรษที่ผ่านมายังดำเนินต่อไป สัดส่วนนี้อาจแตะ 3% ภายในปี 2028 ซึ่งหมายถึงราคาพื้นฐานของ Bitcoin ที่อาจเข้าใกล้ระดับ 160,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ

เส้นทางราคา Bitcoin: สองมุมมองท่ามกลางความผันผวน

การร่วงลงมาเกือบ 50% จากจุดสูงสุดทำให้ตลาดอยู่ในภาวะขายมากเกินไป (Oversold) อย่างรุนแรง

นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล, CFA, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์   กล่าวว่า เชื่อมั่นว่าราคา Bitcoin จะทะลุ 100,000 ดอลลาร์ได้ภายในสิ้นปีนี้ แต่ในระยะสั้นโครงสร้างราคาที่เกิดความเสียหายต้องใช้เวลาซ่อมแซม โดยราคาจะแกว่งตัวอยู่ในกรอบ (Range bound) ไปอีกระยะ อาจมีการดีดตัวขึ้นไป 80,000 ดอลลาร์ หรือย่อตัวลง 50,000 ดอลลาร์ได้ ก่อนจะเห็นภาพการฟื้นตัวชัดเจนในช่วงเดือนตุลาคม

ดร.กร พูนศิริวงศ์ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันเสียงของนักวิเคราะห์แตกออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งประเมินว่าเมื่อราคาหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน (50 SMA) มักจะร่วงลงไปทดสอบเส้น 200 วัน (200 SMA) ที่ระดับ 50,000 ดอลลาร์ แต่อีกฝั่งเชื่อว่าการลงมาเกือบ 50% มาที่ 60,000 ดอลลาร์ถือว่าลึกมากพอแล้วสำหรับรอบที่มีสถาบันและ ETF เข้ามาหนุนหลัง และคาดว่าจะกลับไปทำ All-Time High ได้ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม

Bitcoin กับสถานะ Safe Haven ในมุมมองต่างกัน

ดร.กร กล่าวถึงประเด็นสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ของ Bitcoin ว่า ต้องแบ่งพิจารณาออกเป็นสองกรณี

สำหรับประเทศที่มีเศรษฐกิจมั่นคง เช่น สหรัฐฯ ยุโรป สิงคโปร์ หรือไทย Bitcoin ยังไม่ใช่ Safe Haven แต่ถือเป็น “สินทรัพย์เสี่ยง” ที่มีการเคลื่อนไหวสอดคล้อง (Correlate) กับตลาดหุ้นเทคโนโลยี

สำหรับประเทศที่เผชิญสงครามหรือค่าเงินพังทลาย เช่น อิหร่านที่ค่าเงิน Rial ร่วงลงกว่า 99% ในหนึ่งปี Bitcoin ถือเป็น Safe Haven อย่างแท้จริง เพราะประชาชนไม่สามารถเข้าถึงหรือเก็บรักษาทองคำได้ง่าย การซื้อ Bitcoin จึงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการรักษามูลค่าทรัพย์สิน (Purchasing power)

Flight to Quality: การไหลของเงินทุนสู่สินทรัพย์คุณภาพ

รายงาน Binance Research ระบุว่าปี 2026 จะเป็นปีที่เกิด Flight to Quality หรือการกระจุกตัวของเงินทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ โดย Bitcoin Dominance จะปรับตัวขึ้นทำ All-Time High ครั้งใหม่โดยที่อัลต์คอยน์ไม่ได้ปรับตัวขึ้นตาม (ไม่มี broad altcoin lift) เนื่องจากทุนจะไหลไปสู่สินทรัพย์ที่มีประโยชน์จริง (provable utility)

ขณะที่โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) อย่าง L1/L2 จะเผชิญ Compression เนื่องจากพื้นที่บล็อก (blockspace) กลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (commoditized) ทำให้อัตรารายได้ (take rates) ลดลง ในขณะที่แอปพลิเคชัน (apps) จะเป็นฝ่ายเก็บมูลค่า (capture value)

ด้าน DeFi จะเกิดการ Consolidation โดยโปรโตคอลที่พึ่งพาแรงจูงใจ (incentives) โดยไม่มีอุปสงค์จากผู้ใช้จริง (organic demand) จะยังคง underperform นอกจากนี้ Liquidity Bifurcation จะทำให้สินทรัพย์แข็งแกร่งดึงดูดสภาพคล่อง ส่วนสินทรัพย์อ่อนแอจะเผชิญสภาพคล่องที่แย่ลงและการควบรวมกิจการ

Prediction Markets: ตลาดคาดการณ์เข้าสู่ช่วงเติบโต

อีกหนึ่งธีมสำคัญที่รายงานระบุคือการเติบโตของ Prediction Markets หรือตลาดคาดการณ์เหตุการณ์ ซึ่งมีปริมาณการซื้อขายในปี 2025 กว่า 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์ และ open interest เติบโต 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์

ขอบเขตสัญญา (Contract Scope) ขยายไปสู่การคาดการณ์ macroeconomic releases, path ของอัตราดอกเบี้ย, นโยบาย และผลประกอบการของบริษัท ขณะที่ผลลัพธ์จาก Prediction Markets ถูกนำไปฝังในเทอร์มินัล แดชบอร์ด และเครื่องมือธรรมาภิบาล (Distribution)

นอกจากนี้ยังเริ่มมีการหลอมรวมผลิตภัณฑ์ (Product Convergence) กับ derivatives, structured products และ AI agents โดยปัจจัยสำคัญที่สุดคือกฎระเบียบที่จะเป็นตัวกำหนดว่า jurisdiction หรือโมเดลใดจะสามารถ scale ได้

การแข่งขันด้านพลังงาน: AI vs Crypto

ใน Theme 02 ระบุถึง The Great Energy Displacement หรือการย้ายการใช้พลังงานจากคริปโตไปสู่ AI

Data center ของ AI ได้รับการจัดลำดับความสำคัญในการใช้พลังงานมากกว่าการขุดคริปโต (Power Allocation) ผู้ประกอบการแบบ Hybrid ที่ดำเนินธุรกิจทั้ง AI และ mining จะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น (resilience) ผ่านการ cross-subsidy

ขณะที่ Pure-play Miners ที่ทำ mining อย่างเดียวจะถูกผลักไปสู่การใช้ stranded gas และพลังงานน้ำจากพื้นที่ห่างไกล (remote hydro) ส่วน Green Narrative จะทำให้ Bitcoin ถูกมองในมุมบวกมากขึ้นในฐานะผู้รับซื้อพลังงานส่วนเกิน (energy offtaker)

ดร.กร กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า การลงทุนใน AI กว่า 611,000 ล้านดอลลาร์ หากไม่สามารถสร้างผลตอบแทน (ROI) ได้ตามคาด อาจทำให้เกิดฟองสบู่แตกในหุ้นกลุ่มเทคฯ ซึ่งจะฉุดราคา Bitcoin ลงมาด้วย

Tokenized RWA และการชำระเงินยุคใหม่

รายงาน Binance Research ระบุว่า Tokenization (การแปลงสินทรัพย์จริงเป็นโทเคน) กำลังขยายตัวจากแค่การ “เพิ่มอุปทาน” ไปสู่การใช้ใน “กระบวนการทำงานจริง” (Workflow Utility) โดยเฉพาะหุ้นและพันธบัตรที่แปลงเป็นโทเคนจะถูกนำมาใช้เป็นหลักประกัน (Collateral) และการชำระดุลข้ามระบบได้อย่างไร้รอยต่อ

การชำระเงินผ่าน AI (Agentic Payments) ก็เป็นอีกแนวโน้มสำคัญ โดย “AI Agent” สามารถทำธุรกรรมได้เองผ่านมาตรฐาน x402 (Payment Required) ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อการชำระเงินเข้ากับโปรโตคอล HTTP โดยตรง ในปีที่ผ่านมาพบว่ากว่า 90% ของปริมาณเงินในระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่นี้ถูกขับเคลื่อนโดยบอท AI

นอกจากนี้ Decentralised perpetual platforms เริ่มถูกใช้เป็นเครื่องมือในการค้นพบราคา (price discovery) แบบเรียลไทม์สำหรับสินค้าโภคภัณฑ์ดั้งเดิมในช่วงนอกเวลาทำการ (off-hours events) โดยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Bloomberg ได้อ้างอิง Hyperliquid ซึ่งเป็น decentralized perpetual futures market ในการให้ข้อมูลราคาน้ำมันดิบแบบเรียลไทม์

ตลาดไทยกับการขับเคลื่อนนวัตกรรม

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีท่าทีที่ชัดเจนขึ้นในการมองคริปโทเป็นสินทรัพย์การลงทุน โดยเปิดทางให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แนะนำการลงทุนได้ รวมถึงเตรียมเปิดตัว Crypto ETF และ Crypto Futures (สัญญาซื้อขายล่วงหน้าบน TFEX) ในไทย เพื่อดึงเม็ดเงินไม่ให้ไหลออกไปซื้อ ETF ในต่างประเทศ

นอกจากนี้ Binance TH อยู่ระหว่างหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ ก.ล.ต. เพื่อผลักดันให้เกิดการใช้งาน THB Stablecoin ในการโอนเงินข้ามประเทศได้ทันที แทนที่จะถูกจำกัดให้ใช้แค่ภายในประเทศเท่านั้น

ดร.กร กล่าวถึงความท้าทายด้านกฎระเบียบว่า การผ่อนคลายกฎเกณฑ์ (Deregulation) ของสหรัฐฯ จะทำให้ตลาดทุนคึกคัก มีการนำหุ้นเข้าตลาด (IPO) มากขึ้น และกระตุ้นการควบรวมกิจการ (M&A) ซึ่งความคึกคักนี้จะหลั่งไหลมาสู่ตลาดคริปโทด้วย ตัวอย่างเช่น หากกฎหมายชัดเจน ธนาคารใหญ่ๆ อาจเข้ามาซื้อกิจการหรือโปรเจกต์คริปโท เช่น โปรเจกต์ Stablecoin ทำให้เกิดกิจกรรมทางธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

Binance TH: ฟีเจอร์ใหม่รับมือความผันผวน

Fear & Greed Index

Binance TH เปิดตัวเครื่องมือที่ช่วยนักลงทุนรายย่อยตัดสินใจง่ายขึ้น ประกอบด้วย Fear & Greed Index สำหรับดูอารมณ์ตลาด โดยมีคำแนะนำว่าควรเข้าซื้อเมื่อดัชนีต่ำกว่า 15 และขายเมื่อเกิน 70, Daily Insight ที่อัปเดตข่าวสารสำคัญรายวัน, Spotlight Crypto สำหรับเฝ้ากราฟราคาแบบเรียลไทม์, CRYPTO MARKET CAP & VOLUME ที่วิเคราะห์ภาพรวมตลาดโลกพร้อมระบบ Smart Notification สรุปสถานการณ์ทุก 6 โมงเย็น, และ Auto DCA (Recurring Buy) ระบบตั้งเวลาซื้ออัตโนมัติรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน

ดร.กร กล่าวว่า การทำ DCA อย่างมีวินัยทุกเดือนติดต่อกันเกิน 4 ปี ในอดีตที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครขาดทุน โดยให้ข้อมูลว่าผลตอบแทนขั้นต่ำอยู่ที่ 114%

นอกจากนี้ ฟีเจอร์ Smart AI Summary ที่กำลังจะเปิดตัว จะใช้ AI สรุปข่าวสารรายวันและวิเคราะห์ปัจจัยที่ผลักดันให้เหรียญนั้นราคาขึ้นหรือลง รวมถึงไฮไลต์เหตุการณ์สำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น เช่น Mainnet, Airdrop, Token Unlock, Listing ใหม่ เพื่อให้นักลงทุนตัดสินใจได้ทันทีโดยไม่ต้องไล่หาอ่านข่าวตามโซเชียลมีเดีย

Binance TH ยังมีบริการ AI Select ที่ใช้ AI Sentiment ช่วยวิเคราะห์เหรียญฮิต ติดตามอารมณ์ในคอมมูนิตี้, Learn To Earn สำหรับเรียนรู้โปรเจกต์เหรียญพร้อมลุ้นรับรางวัลทุกวันพุธ, และ BINANCE TH APEX Token ที่รวบรวม Pre-listing Token กว่า 50 โทเคน (ข้อมูล ณ เดือนตุลาคม 2568) ซึ่งผ่านการคัดกรองจากทีมผู้เชี่ยวชาญ พิจารณาจากคุณภาพของโปรเจกต์, ความสนใจของคอมมูนิตี้, ความนิยมที่เพิ่มขึ้นในตลาด และแนวโน้มการเติบโตของอุปสงค์ในตลาด

ดร.กร กล่าวทิ้งท้ายว่า ภูมิทัศน์ในปี 2569 คือการ “ล้างไพ่” (Purification) ยุคของการเก็งกำไรที่ไร้ทิศทางจบลงแล้ว และถูกแทนที่ด้วยโมเดลธุรกิจที่สร้างรายได้จริง โดยโปรโตคอล DeFi ชั้นนำสามารถสร้างรายได้รวมกันกว่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ เทียบชั้นได้กับสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง BNY Mellon หรือ BlackRock ความท้าทายหลักของปีนี้ไม่ใช่แค่การกระจายอำนาจ (Decentralization) แต่คือการวิศวกรรม “ความไว้วางใจที่ตรวจสอบได้” (Verifiable Trust) เพื่อให้ผู้บริโภคและสถาบันทั่วโลกก้าวเข้าสู่โลกคริปโท

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

บ้านปูตั้ง NewCo ชู ‘Energy Architect’ ดันพอร์ตพลังงานสะอาดทะลุ 50% รับยุค AI

เมอร์เคิล เผยน้ำมันพุ่ง 20% เซ่นพิษปิดช่องแคบฮอร์มุซ กดดันเฟดคงดอกเบี้ย-ดอลลาร์แข็งค่าสูงสุดรอบ 6 เดือน

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar