Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

เจาะกลยุทธ์ Bluebik Digital ลุยโปรเจกต์ร้อยล้านด้วย AI

เจาะกลยุทธ์ Bluebik Digital ลุยโปรเจกต์ร้อยล้านด้วย AI

ท่ามกลางยุคที่เทคโนโลยี AI เข้ามาพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรม การปรับโครงสร้างองค์กรคือสิ่งจำเป็นสำหรับการเติบโตในระยะยาว ล่าสุด Bluebik Group ได้ควบรวมทีมงานสายเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ภายใต้ชื่อบริษัทใหม่ Bluebik Digital เพื่อเจาะตลาดโปรเจกต์ขนาดใหญ่ระดับร้อยล้านบาท และวางเป้าหมายในการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้า

ประเด็นสำคัญของการปรับทัพครั้งนี้คือการรวมศูนย์ทีมงานเพื่อการเติบโต โดยนำทีมงานเดิมอย่าง Bluebik Vulcan, ทีม Digital Excellence & Delivery (DX) และทีมย่อยอื่น ๆ มารวมกันเป็นบริษัทใหม่ด้าน Digital เพื่อรวมศูนย์การวิจัยและพัฒนา พร้อมสร้างมาตรฐานการทำงาน (Standardize) เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

เป้าหมายสำคัญคือการเจาะตลาดโปรเจกต์ใหญ่ระดับ Enterprise โดยโฟกัสการพัฒนา Large Scale Application ให้กับลูกค้าระดับองค์กรขนาดใหญ่ และตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนโปรเจกต์ระดับ 100 ล้านบาทขึ้นไปให้เป็นครึ่งหนึ่งของพอร์ตโฟลิโอ รวมถึงการนำ AI เข้ามาอยู่ในทุกกระบวนการทำงานแบบ End-to-End ตั้งแต่การวิเคราะห์ธุรกิจไปจนถึงการพัฒนาแอปพลิเคชัน

3 ยุทธศาสตร์หลักและเป้า IPO ใน3-5 ปี

พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK กล่าวว่า การจัดตั้งบริษัทใหม่ในสาย Digital เป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่เข้ามาตอบโจทย์ยุทธศาสตร์หลักของกลุ่มบริษัทโดยยุทธศาสตร์แรกคือการสร้าง Market Innovation เพื่อผลักดันรายได้ระดับ Top Line ให้เติบโต ท่ามกลางกระแสความต้องการด้านเทคโนโลยีที่พุ่งสูง โดยเฉพาะโซลูชันด้าน AI บริการคลาวด์ และ Virtual Banking

การรวมพลบุคลากรสายเทคฯ เข้าด้วยกันจะช่วยแก้ปัญหาเดิมที่แต่ละทีมแยกกันทำวิจัยและพัฒนาแบบต่างคนต่างทำจนเกิดภาวะเบี้ยหัวแตก เมื่อรวบรวมงบประมาณและทรัพยากรบุคคลมาอยู่ในจุดศูนย์กลางก็จะทำให้เกิดการรวมศูนย์ด้าน R&D สามารถกำหนดทิศทางเทรนด์ สร้างสรรค์นวัตกรรมชิ้นใหญ่ที่ตอบโจทย์ตลาดได้อย่างทันท่วงที และยังช่วยให้การปรับทักษะพนักงานไปในทิศทางเดียวกันเพื่อรองรับกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ

ยุทธศาสตร์ที่สองมุ่งเน้นไปที่การเพิ่ม Operation Efficiency เพื่อยกระดับผลกำไรในฝั่ง Bottom Line เป้าหมายสำคัญคือการผลักดันอัตราการใช้บุคลากรให้ไปถึงจุดที่เหมาะสมที่ 70% จากภาพรวมที่เคยทำได้เฉลี่ยราว 60% กว่า ที่สำคัญกว่านั้นคือการแก้ปัญหาต้นทุนการทำงานที่เคยสูงเกินความจำเป็นในโปรเจกต์ที่เพิ่งเริ่มทำเป็นครั้งแรก

การจัดทัพใหม่ทำให้เกิดการสร้างมาตรฐานกระบวนการทำงานขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม จากเดิมที่แต่ละทีมมีวิธีการทำงานและชื่อเรียกตำแหน่งที่แตกต่างกันจะถูกปรับให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ซึ่งจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้จากความผิดพลาด ลดความซ้ำซ้อนของการทำงาน เช่น การนำ Standard Code หรือโมดูลพื้นฐานมาใช้ซ้ำแทนการเขียนใหม่ทั้งหมด เมื่อผสานเข้ากับการนำ AI มาช่วยบริหารจัดการการทำงานอย่างรวมศูนย์ ก็จะยิ่งทำให้ต้นทุนลดลงและเพิ่มประสิทธิภาพได้มากขึ้น

สำหรับยุทธศาสตร์สุดท้ายคือการผลักดันการเติบโตแบบ Inorganic ด้วยขนาดของทีมสาย Digital ที่ใหญ่จนกลายเป็นหัวเรือหลักที่ครองสัดส่วนพนักงานถึงครึ่งหนึ่งของกลุ่มบริษัท ทำให้มีศักยภาพสูงเพียงพอที่จะแยกตัวออกมาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์

บริษัทเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในกรอบระยะเวลา 3-5 ปี เม็ดเงินจากการระดมทุนในอนาคตจะช่วยเปิดโอกาสในการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้าควบรวมกิจการ การร่วมทุน หรือการนำไปลงทุนต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้บริษัทฯ จะยังคงผสานพลังการทำงานร่วมกับบริษัทแม่ เพื่อรักษาสะพานเชื่อมในการทำงานเชิงกลยุทธ์และการส่งมอบบริการแบบ End-to-End ให้กับลูกค้าได้อย่างแข็งแกร่งและสมบูรณ์แบบเช่นเดิม

ขุมกำลังกว่า 500 ชีวิตและพันธมิตรระดับโลก 

ภายใต้การนำทัพของ ปัญญา พรขจรกิจกุล President ของ Bluebik Digital ผู้มีประสบการณ์ในสายงาน Digital Delivery ให้กับลูกค้ารายใหญ่มาอย่างยาวนานเกือบ 20 ปี ทีมงานชุดนี้เรียกได้ว่าผ่านร้อนผ่านหนาวและเติบโตมาพร้อมกับทุกคลื่นการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ตั้งแต่ยุคบุกเบิกระบบ Web Portal ให้กับหน่วยงานราชการ ต่อเนื่องมาถึงการทำระบบ Payment Gateway ในยุคแรกเริ่ม การบุกเบิก Mobile Banking ผ่านระบบ ATM SIM ระบบประมวลผลกลางเพื่อยืนยันตัวตน (NDID) การนำบริการขึ้นไปอยู่บนโซเชียลแอปพลิเคชันอย่าง Line ไปจนถึงการทำระบบ Blockchain สำหรับการชำระเงินให้กับธนาคาร

ความแข็งแกร่งของบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีกว่า 500 ชีวิตในปัจจุบัน ไม่ได้มีเพียงแค่นักพัฒนาซอฟต์แวร์เท่านั้น แต่เป็นทีมที่พร้อมให้บริการแบบ End-to-End อย่างแท้จริง ประกอบไปด้วยทีม Business Analyst (BA) ทีมทำกลยุทธ์และการออกแบบร่วมกับบริษัทแม่ ทีมควบคุมคุณภาพ (Tester) ไปจนถึงทีมสนับสนุนหลังการนำระบบขึ้นใช้งาน นอกจากนี้ ทางทีมงานยังได้พัฒนาเครื่องมือ AI ขึ้นมาเป็นทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ของตัวเอง เพื่อนำมาใช้ตรวจสอบและควบคุมคุณภาพการเขียนโค้ดของนักพัฒนาระดับจูเนียร์และระดับกลาง ให้ได้มาตรฐานและพร้อมรองรับการขยายสเกลงานในอนาคต

ในส่วนของการจับมือกับพันธมิตรระดับโลก Bluebik Digital มีความพร้อมในการผสานเทคโนโลยีจากบริษัทชั้นนำที่ถือเป็นระดับท็อปของตลาดไอทีในปัจจุบัน ครอบคลุมทั้งการทำงานฝั่ง Frontend ไม่ว่าจะเป็น Web, Mobile หรือ Social และฝั่ง Backend Service ที่มีผู้เชี่ยวชาญรองรับทั้ง Kotlin, Spring Boot และ Java รวมถึงโซลูชันด้าน API Management ที่ได้จับมือกับพันธมิตรหลักอย่าง Kong, Apigee, Layer7 และ Axway

ในด้าน AI บริษัทฯ ยังสามารถรองรับเครื่องมือชั้นนำได้ครบทุกค่าย ไม่ว่าจะเป็น Microsoft Copilot, Google Gemini ตลอดจนระบบจากฝั่ง AWS โดยบุคลากรของบริษัทจำนวนมากได้ผ่านการรับรอง (Certified) จากแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Microsoft, Google และ AWS ทำให้ในการทำงานโครงการขนาดใหญ่ บริษัทฯ สามารถดึงทีมงานผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทพันธมิตรเหล่านี้เข้ามาร่วมทำงาน เพื่อส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ท้าชน Global Firm ด้วย ROI และ Local Legacy 

ในสมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือด Bluebik Digital ได้วางตำแหน่งทางธุรกิจที่แตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นในตลาดอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับผู้ให้บริการด้านไอทีในประเทศที่เป็นเพียง System Integrator หรือ SI ซึ่งมักจะนำโซลูชันสำเร็จรูปที่มีอยู่แล้วมาประกอบเข้าด้วยกันตามคำสั่งของลูกค้า บริษัทฯ จะก้าวเข้าไปในฐานะที่ปรึกษาที่ช่วยคิดวิเคราะห์และชี้เป้าหมายทางธุรกิจให้กับลูกค้าก่อน จากนั้นจึงนำเสนอการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบสั่งตัดเฉพาะ (Customize Development) ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาขององค์กรนั้นโดยเฉพาะ ซึ่งช่วยสร้างความแตกต่างและทำให้คู่แข่งลอกเลียนแบบได้ยาก

“สิ่งที่เราแข่งขันก็คือเราสามารถที่จะทำให้ Return On Investment ของลูกค้าสูงกว่าเจ้าอื่น งานที่เราทำส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของการ Develop ที่เรียกว่า Customize Development คือเราทำขึ้นมาเพื่อ Specific กับลูกค้าเจ้าใดเจ้าหนึ่ง เพราะถ้าเราใช้ของที่เป็น Off the Shelf ลูกค้าสามารถซื้อของนี้จากใครก็ได้ สิ่งที่เราพยายามจะชูคือเรื่องของการทำอะไรที่มัน Customize ให้ตรงจุดกับโจทย์ของลูกค้าคนนั้นเท่านั้นและทำให้ Copy ได้ยาก”

สำหรับการแข่งขันกับคู่แข่งทางตรงซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก หรือ Global Firm นั้น บริษัทฯ ได้ใช้กลยุทธ์การตัดสินใจเลือก (Trade-off) ด้วยการเลือกที่จะไม่แบกรับต้นทุนค่าแบรนด์พรีเมียมแบบบริษัทต่างชาติ ทำให้สามารถนำเงินส่วนนั้นมาพัฒนาศักยภาพของทีมงาน และส่งมอบความประหยัดนี้กลับคืนสู่ลูกค้าในรูปแบบของราคาที่คุ้มค่า ส่งผลให้ลูกค้าได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ ROI ที่สูงกว่าบริษัทอื่น ในขณะที่คุณภาพงานที่ส่งมอบนั้นเทียบเท่าหรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ จุดแข็งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้บริษัทฯ ได้เปรียบยักษ์ใหญ่จากต่างชาติในยุคแห่ง AI คือการมีความรู้ความเข้าใจในข้อมูลท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะความซับซ้อนของระบบโครงสร้างพื้นฐานเดิม หรือ Legacy System ขององค์กรขนาดใหญ่ในไทย เช่น ระบบ Mainframe COBOL ที่ใช้งานมายาวนานนับ 30 ปี ระบบของแต่ละองค์กรแม้จะมีชื่อเรียกเหมือนกัน เช่น ระบบของธนาคารสีต่าง ๆ แต่โค้ดและโครงสร้างภายในกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงจนไม่สามารถคัดลอกข้ามองค์กรได้ ซึ่ง AI ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาในปัจจุบันยังคงอิงกับบริบทของต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ และไม่มีความเข้าใจในความซับซ้อนของระบบท้องถิ่นเหล่านี้

การผสานความเชี่ยวชาญระดับลึกซึ้งของบุคลากรเข้ากับเทคโนโลยี AI จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ Bluebik Digital สามารถจัดการกับระบบเก่าได้อย่างไร้รอยต่อ และส่งมอบโซลูชันที่ตอบโจทย์องค์กรในไทยได้ตรงจุดและเหนือกว่าคู่แข่งจากต่างชาติ

ขยับเป้าหมายจับปลาใหญ่ ลุยโปรเจกต์ 100 ล้านบาท 

เป้าหมายสำคัญของการจัดตั้ง Bluebik Digital คือการมุ่งเป้าไปที่การคว้าโครงการขนาดใหญ่ระดับ 100 ล้านบาทขึ้นไปให้ได้มากขึ้น ปัจจุบันโครงการสเกลนี้มีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ประมาณ 20 ถึง 30% ซึ่งผู้บริหารตั้งเป้าหมายที่จะขยับสัดส่วนนี้ให้เพิ่มขึ้นเป็นระดับครึ่งหนึ่งหรือ 50% ของพอร์ตโฟลิโอ

การมีโครงการขนาดใหญ่ระดับร้อยล้านบาทจะช่วยให้บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการการเติบโตได้ดียิ่งขึ้น แม้ที่ผ่านมาบริษัทฯ อาจจะเสียเปรียบเรื่องความเชื่อมั่นเมื่อเทียบกับบริษัทระดับโลก แต่การรวมศูนย์และสร้างมาตรฐานการทำงานใหม่จะช่วยพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณภาพที่สูงขึ้น ยิ่งในสภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน องค์กรต่าง ๆ ย่อมต้องเปิดใจมองหาทางเลือกที่ให้ความคุ้มค่าสูงสุด ซึ่งภายใต้งบประมาณที่เท่ากัน Bluebik Digital สามารถส่งมอบงานได้มากกว่าแบรนด์ต่างชาติอย่างแน่นอน

สำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายนั้น บริษัทยังคงมุ่งเน้นไปที่ระดับองค์กรขนาดใหญ่ (Large Enterprise) ใน 5 อุตสาหกรรมหลักที่ยังมีกำไรและมีการแข่งขันสูง ได้แก่ กลุ่มการเงินและการธนาคาร กลุ่มพลังงาน กลุ่มเทคโนโลยีภาครัฐ กลุ่มโทรคมนาคม และกลุ่มฟินเทค โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีฐานลูกค้าในพอร์ตเป็นหลักร้อยราย และมีลูกค้าที่ใช้บริการอย่างต่อเนื่องหรือ Active Client อยู่ที่ประมาณ 30-40 รายต่อปี การพัฒนาซอฟต์แวร์ให้กับลูกค้ากลุ่มนี้มุ่งเน้นไปที่แอปพลิเคชันขนาดใหญ่ระดับ Super App ที่สามารถรองรับผู้ใช้งานหลักสิบล้านรายขึ้นไป

ในด้านของผลประกอบการและการเติบโตนั้น ผู้บริหารได้อธิบายตัวเลขเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ มีอัตราการเติบโตของรายได้ที่แท้จริงสูงถึง 17% แม้ตัวเลขในงบการเงินอาจจะแสดงการเติบโตเพียง 3% ก็ตาม ซึ่งสาเหตุมาจากการปรับโครงสร้างองค์กรที่ทำให้รายการค่าใช้จ่ายทางบัญชีระหว่างบริษัทร่วมทุน (Settlement Fee) ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่มีผลกำไร หายไปจากระบบ การชี้แจงส่วนนี้ช่วยยืนยันถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจที่ยังคงทำสถิติเติบโตและสร้างสถิติสูงสุดใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง

ยุคขอ งAI และ Conversational Experience 

ท่ามกลางยุคที่เทคโนโลยีเอไอเข้ามามีบทบาทและสร้างแรงกระเพื่อมต่อทุกอุตสาหกรรม ผู้บริหารของบริษัทฯ ไม่ได้มองว่า AI จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ไปเสียทั้งหมด แต่มองว่าคลื่นความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน หรือเกิดการ Reshape บทบาทของบุคลากรเสียใหม่ ตำแหน่งงานที่เน้นการเขียนโค้ดขั้นพื้นฐาน หรือเป็นงานที่มีมูลค่าเพิ่มน้อย ซึ่งทับซ้อนกับบทบาทของนักพัฒาระดับจูเนียร์จะมีความต้องการที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ในทางกลับกัน ทักษะของบุคลากรระดับซีเนียร์ และ Tech Lead จะยิ่งทวีความสำคัญและเป็นที่ต้องการสูงขึ้น เพราะแม้ว่าเครื่องมือ AI ทุกคนจะสามารถเข้าถึงได้ แต่การนำมาสร้างสรรค์แอปพลิเคชันที่มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์บริบททางธุรกิจนั้น ยังคงต้องอาศัยวิจารณญาณของมนุษย์ในการตัดสินใจ

เปรียบเสมือนการสร้างบ้านที่ AI อาจช่วยร่างแบบจำลองได้ แต่เมื่อถึงขั้นตอนการก่อสร้างจริง วิศวกรเท่านั้นที่จะเป็นผู้ชี้ขาดเรื่องโครงสร้างการรับน้ำหนักหรือการเดินระบบท่อน้ำ ในโลกของการพัฒนาซอฟต์แวร์ก็เช่นกัน AI ไม่สามารถเข้าใจบริบทของแต่ละองค์กรว่าต้องการชั่งน้ำหนัก หรือ Trade-off ระหว่างการใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลจำนวนมากเพื่อให้ประมวลผลได้เร็ว หรือจะยอมใช้เวลาประมวลผลนานขึ้นเพื่อประหยัดพื้นที่จัดเก็บข้อมูล การตัดสินใจเชิงลึกที่ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวเหล่านี้ คือคุณค่าที่ AI ไม่สามารถทำแทนมนุษย์ได้

นอกเหนือจากการยกระดับกระบวนการทำงานแล้ว บริษัทฯ ยังมองเห็นแนวโน้มการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้งาน หรือ UX/UI ที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค Conversational Experience ในอนาคตหน้าจอแอปพลิเคชันจะไม่ใช่เพียงแค่ปุ่มกดเพื่อให้ผู้ใช้ป้อนข้อมูลฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่ระบบจะต้องสามารถพูดคุยและตอบโต้กับผู้ใช้งานได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น การทำธุรกรรมทางการเงินในอนาคต ผู้ใช้อาจไม่จำเป็นต้องกดปุ่มเพื่อโอนเงิน แต่สามารถใช้คำพูดหรือเสียงสั่งงานกับแอปพลิเคชันได้โดยตรง ปัจจุบันบริษัทฯ กำลังนำแนวคิด Conversational Banking นี้ไปพัฒนาและพูดคุยกับลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารไร้สาขา หรือ Virtual Bank เพื่อสร้างโซลูชันการทำธุรกรรมผ่านแชทหรือเสียงที่สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย ซึ่งจะกลายเป็นอาวุธสำคัญที่ช่วยให้ลูกค้าสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้ในอนาคต

ความท้าทายในตลาดแรงงาน 

แม้ภาพรวมตลาดแรงงานด้านไอทีในปัจจุบันจะเริ่มทรงตัวและไม่ดุเดือดเท่าช่วง 4-5 ปีก่อนหน้า โดยจะเห็นได้จากอัตราการลาออก (Turnover) ในอุตสาหกรรมที่เคยพุ่งสูงถึง 30 ถึง 40% ได้ปรับลดลงมาอยู่ในระดับ 20 % กว่า ซึ่งถือเป็นระดับที่บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น ทว่าความท้าทายระลอกใหม่ที่บริษัทฯ กำลังเผชิญหน้า กลับเป็นการเฟ้นหาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูงที่สามารถทำงานสอดรับกับโลกของ AI ได้อย่างแท้จริง

ผู้บริหารยอมรับว่าหากต้องการจ้างพนักงานทั่วไปในเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่ตลาดกำลังขาดแคลนหรือเกิดภาวะ Supply Crunch อย่างหนัก คือกลุ่มคนทำงานระดับ Tech Lead หรือซีเนียร์ที่มีวิจารณญาณในการตัดสินใจสูง ไม่ใช่เพียงแค่นักเขียนโค้ดทั่วไป

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายที่จะเปิดรับพนักงานใหม่เพิ่มอีกประมาณ 100 คน หรือคิดเป็น 10% ของจำนวนพนักงานทั้งเครือที่มีอยู่กว่าพันคน โดยทรัพยากรบุคคลกว่าครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 50 คน จะถูกส่งเข้ามาเสริมทัพความแข็งแกร่งให้กับทีม Blubik Digital ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การดึงตัวบุคลากรระดับ Tech Lead เป็นหลัก เพื่อนำมาช่วยยกระดับและขับเคลื่อนงานพัฒนาซอฟต์แวร์ระดับองค์กรที่ต้องการความซับซ้อนและแม่นยำสูง

การจัดตั้ง Bluebik Digital สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางของอุตสาหกรรมที่กำลังก้าวข้ามการพัฒนาแอปพลิเคชันรูปแบบเดิม ไปสู่ยุคของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Enablement) การรวมศูนย์บุคลากรและขุมกำลังทางเทคโนโลยีในครั้งนี้ จึงเป็นกลยุทธ์ในการเติมเต็มระบบนิเวศทางธุรกิจของ Bluebik Group ให้ครบวงจร เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ (Enterprise) และขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ซูเปอร์สปอร์ตทุ่ม 200 ล้าน ลุย 3 กลยุทธ์ ปักธงผู้นำค้าปลีกกีฬาระดับอาเซียน

CPN ทุ่ม 500 ล้านบาท ปั้นสงกรานต์สู่เทศกาลระดับโลก

MU SYNERGY: มหิดลจับมือ 200 พันธมิตรธุรกิจ พลิกงานวิจัยสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจ

×

Share

ผู้เขียน

Asina Pornwasin Avatar