Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

บล.บัวหลวงชี้เป้าหุ้นไทย รับเศรษฐกิจชะลอตัว เน้น S-Curve และปันผล

บล.บัวหลวง ชี้เป้าหุ้นไทยรับเศรษฐกิจชะลอตัว เน้น S-Curve และปันผล

ความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจไทยที่ส่งสัญญาณชะลอตัว ข้อจำกัดทางการคลังของภาครัฐในการออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และความผันผวนของกระแสเงินทุนต่างชาติในตลาดหุ้น บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ชูแผนยุทธศาสตร์การลงทุนเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน ชี้จุดเปลี่ยนผ่านสำคัญที่นักลงทุนต้องปรับกลยุทธ์จากการพึ่งพาปัจจัยระยะสั้น สู่การเฟ้นหาหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีศักยภาพการเติบโตจากผลการดำเนินงานปกติ (Organic Growth) พร้อมเปิดตัวนวัตกรรม “Digital Research” ที่เข้ามาพลิกโฉมการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ด้วยการผสานเครื่องมือเชิงปริมาณเข้ากับความเชี่ยวชาญของทีมนักวิเคราะห์ เพื่อใช้เป็นเข็มทิศนำทางและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่นักลงทุน

ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค: ข้อจำกัดทางการคลังและแรงขับเคลื่อนใหม่

วัชราภรณ์ กันทะพะเยา ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่งสายงานวิจัย บริษัท หลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด ประเมินว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยมีกรณีฐาน (Base case) ของตัวเลข GDP ปรับลดลงจาก 2.4% มาอยู่ที่ระดับ 1.8% แม้ตัวเลขภาพรวมจะชะลอตัว แต่โครงสร้างเศรษฐกิจในบางภาคส่วนยังมีศักยภาพในการขยายตัว ปัจจัยเชิงบวกในระยะสั้นมาจากการคาดการณ์เรื่องเสถียรภาพทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

รัฐบาลชุดใหม่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางการคลังที่เข้มงวด กรอบงบประมาณสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะถัดไปเหลือวงเงิน 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งอาจนำไปใช้กับโครงการกระตุ้นการบริโภคระดับย่อย แต่ไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินนโยบายขนาดใหญ่อย่างโครงการแจกเงินดิจิทัลหลักแสนล้านบาท ปัจจัยกดดันหลักมาจากโครงสร้างหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงถึง 66.1% ของ GDP ประกอบกับการที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch Ratings ปรับลดมุมมองลงมาอยู่ที่ระดับ Negative ทำให้การก่อหนี้เพิ่มเติมทำได้ในวงจำกัด

นอกจากนี้ โครงสร้างการจัดเก็บรายได้ของรัฐเป็นความท้าทายระดับโครงสร้าง สัดส่วนการจัดเก็บรายได้ลดลงเหลือ 15% ของ GDP อันเป็นผลพวงจากการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึงของภาคธุรกิจ SME ส่งผลให้ภาษีเงินได้นิติบุคคลลดลง ในขณะที่ฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีขนาดเล็ก โดยมีผู้เสียภาษีจริงเพียง 4.2 ล้านคนจากผู้ยื่นแบบ 11 ล้านคน รัฐบาลจึงต้องหาทางปฏิรูปโครงสร้างรายได้และรายจ่าย เนื่องจากรายจ่ายประจำและสวัสดิการผู้สูงอายุกินสัดส่วนงบประมาณในระดับที่สูง

ในด้านการค้าระหว่างประเทศ ภาคการส่งออกของไทยได้รับแรงกดดันจากนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา แม้จะมีการปรับท่าทีจากการใช้อัตราภาษีตอบโต้ 19% มาเป็นอัตราภาษีระดับโลกที่ 15% ในระยะเวลา 150 วัน ซึ่งช่วยลดผลกระทบระยะสั้นได้ แต่สินค้ากลุ่มเหล็ก อะลูมิเนียม และยานยนต์ ยังคงเผชิญมาตรการกีดกันอื่น ๆ สินค้าที่เป็นเสาหลักพยุงการส่งออกคือกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีสัดส่วน 19.2% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด การแสวงหาตลาดใหม่ผ่านข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) จึงเป็นกลยุทธ์ที่ต้องให้ความสำคัญ

กลยุทธ์ตลาดหุ้นไทย: กระแสเงินทุนต่างชาติและการปรับฐาน

พิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐานฝ่าย Wealth Research บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงจำกัด อธิบายถึงทิศทางดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ว่าในช่วงต้นปีมีทิศทางการปรับตัวในระดับสูง ปัจจัยขับเคลื่อนหลักคือกระแสเงินทุนจากต่างชาติ (Fund Flow) ที่มีการปรับพอร์ตลดสัดส่วนหุ้นกลุ่มเติบโต (Growth) ในตลาดโลก และหมุนเงินเข้าสู่หุ้นกลุ่มคุณค่า (Value) ซึ่งตลาดหุ้นไทยอยู่ในจุดที่มีมูลค่า (Valuation) ต่ำสุดในรอบ 16 ปี โดยมีส่วนลด (Discount) ถึง 30%

การไหลเข้าของกระแสเงินทุนสะท้อนชัดเจนในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งมีเม็ดเงินต่างชาติเข้ามาถึง 5.4 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 6.8% ของปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยทั้งเดือน สภาพตลาดจึงเข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) โดยมีสัดส่วนหุ้นที่อยู่ในภาวะนี้เพิ่มขึ้นจาก 4% เป็น 33% อัตราส่วน P/E ของตลาดขยับขึ้นมาแตะระดับค่าเฉลี่ยที่ 16.7 เท่า และส่วนต่างผลตอบแทน (Earning Yield Gap) กลับมาอยู่ในระดับปกติที่ 4% ทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมจากการกวาดซื้อหุ้นเพื่อปรับมูลค่า มาเป็นการคัดเลือกหุ้นจากปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental)

การรักษาเป้าหมายดัชนีที่ระดับ 1,500 จุด ไปจนถึงการทดสอบระดับ 1,570-1,600 จุด ขึ้นอยู่กับการคลี่คลายของความไม่แน่นอน 3 ประการ ได้แก่ นโยบายการค้าของสหรัฐฯ สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาลในประเทศ จากสถิติในอดีต ภาวะสงครามมักทำให้ดัชนี SET ปรับฐานลง 4-5%

สำหรับการจัดพอร์ตการลงทุน บล.บัวหลวง ประเมินว่าการปรับฐานที่เหมาะสม (Healthy Correction) สู่ระดับ 1,400-1,450 จุด เป็นโซนที่สามารถทยอยสะสมหุ้น โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตจากผลการดำเนินงานปกติ (Organic Growth) แทนการลงทุนที่พึ่งพานโยบายกระตุ้นจากภาครัฐ จังหวะการลงทุนในช่วงที่ตลาดปรับฐานเพื่อสะสมกำลัง ควรเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างกลุ่ม S-Curve โครงสร้างพื้นฐานด้าน Data Center โรงไฟฟ้า สายส่ง และกลุ่ม ICT ในขณะที่ช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์สูง หุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ โรงพยาบาล และ ICT จะมีความโดดเด่น ส่วนในช่วงที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวหรือมีความผันผวน การเลือกลงทุนในกลุ่มหุ้นปันผลสูงอย่างกลุ่มธนาคาร ถือเป็นทางเลือกที่สอดคล้องกับสถานการณ์ และสำหรับภาพรวมในช่วงครึ่งปีหลัง หากภาคการผลิตระดับโลกเริ่มกลับมาฟื้นตัว กลุ่มธุรกิจที่อิงกับวัฏจักรเศรษฐกิจเช่นกลุ่มปิโตรเคมี จะเป็นกลุ่มที่มีโอกาสกลับมาสร้างผลตอบแทนได้

นวัตกรรม Digital Research: ยกระดับข้อมูลสู่การตัดสินใจเชิงลึก

อิทธิ สุตัณฑวิบูลย์ นักกลยุทธ์เชิงปริมาณเพื่อบริหารความมั่งคั่ง สายงานวิจัย บริษัท หลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด ให้ข้อมูลถึงการพัฒนาระบบนิเวศด้านข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม Digital Research ซึ่งเป็นการผสานข้อมูลปัจจัยพื้นฐาน เชิงปริมาณ และเชิงเทคนิคเข้าด้วยกัน แพลตฟอร์มนี้ช่วยบริหารจัดการข้อมูลเพื่อสนับสนุนการทำงานของทีมนักวิเคราะห์และผู้แนะนำการลงทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ระบบมีการนำเสนอเครื่องมือที่หลากหลาย เช่น การติดตามกระแสเงินทุนต่างชาติเชิงลึก การอัปเดตคาดการณ์ผลกำไรช่วงฤดูกาลประกาศงบ และการวิเคราะห์ผลตอบแทนตามฤดูกาล (Seasonality) ของหุ้นรายตัว ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการประเมินมูลค่าหุ้นผ่านโมเดล Star Rating ที่ปรับแต่งปัจจัยการวัดผลทางการเงินให้สอดคล้องกับธรรมชาติของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector Specific) ข้อมูลทั้งหมดถูกคัดกรองและวิเคราะห์โครงสร้างโดยทีมนักวิเคราะห์ แตกต่างจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไปที่ดึงข้อมูลสาธารณะซึ่งอาจขาดการตรวจสอบความถูกต้อง

การพัฒนาเครื่องมือลักษณะนี้สะท้อนทิศทางการให้บริการของธุรกิจหลักทรัพย์ ที่ต้องการสร้างการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีและข้อมูลเชิงลึก เพื่อเป็นทางเลือกเสริมในการนำเสนอบริการที่ได้มาตรฐานและตอบโจทย์การลงทุนจริง

ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจมหภาค ข้อจำกัดด้านนโยบายการคลังของภาครัฐ และความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกประเทศ กลยุทธ์การลงทุนที่มีประสิทธิภาพจึงไม่อาจพึ่งพาเพียงกระแสเงินทุนหรือข่าวสารระยะสั้น ทิศทางการปรับตัวของ บล.บัวหลวง ที่ผสานการวิเคราะห์เชิงลึกทั้งภาพใหญ่แบบ Top-down และการคัดกรองปัจจัยพื้นฐานแบบ Bottom-up เข้ากับเทคโนโลยีการประมวลผลข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม Digital Research จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการตัดสินใจ ท้ายที่สุดแล้ว ความพร้อมด้านข้อมูลและการเลือกลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตจากปัจจัยพื้นฐานอย่างแท้จริง จะเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงและสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่มั่นคงแก่นักลงทุนในทุกสภาวะตลาด

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

วอลโว่ คาร์ ชูแผนปี 69 รุก EV-ขยายศูนย์บริการ ดันยอดโต 4% สวนตลาดพรีเมียมซบ

ยุทธศาสตร์ LH Bank ทศวรรษที่ 3 ปรับพอร์ตดัน SME-รายย่อย ก้าวสู่ Mid-size Bank

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar