ประเทศที่ต้องการกำหนดทิศทางของตนเองในยุคปัญญาประดิษฐ์ ต้องเข้าใจว่า ข้อมูลของประชาชนและธุรกิจถูกนำไปสร้างมูลค่าอย่างไร พร้อมสร้างบุคลากรที่รู้เท่าทันเทคโนโลยี และช่วยวางนโยบายได้ นี่คือประเด็นสำคัญจากเวทีเสวนา Capital for Security ในงาน Future-Ready Economy 2026 ซึ่งเชื่อมการแข่งขันด้าน AI เข้ากับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางอิทธิพลของสหรัฐฯ และจีนที่มีต่อการพัฒนาเทคโนโลยี โดยผู้ร่วมเสวนาเสนอทั้งการใช้ข้อมูลเป็นอำนาจต่อรอง การเปิดโอกาสให้เข้าถึง AI และการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพันธมิตรเพียงรายเดียว
จอห์น ราโดแวน (John Radovan) ผู้อำนวยการด้านภาครัฐสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT มองว่า ปัญหาสำคัญคือทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจยังไม่เข้าใจพื้นฐานการทำงานของ AI มากพอ ขณะที่คำว่า “อธิปไตยด้าน AI” ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย เขาตั้งข้อสังเกตว่าแนวคิดนี้ถูกผลักดันโดยบริษัทเทคโนโลยีในซิลิคอนแวลลีย์เพื่อขายเทคโนโลยีให้ประเทศต่าง ๆ และเห็นว่าการมีอธิปไตยด้าน AI อย่างแท้จริงเป็นเรื่องยาก เพราะสหรัฐฯ และจีนยังเป็นสองประเทศหลักที่กำหนดทิศทางของเทคโนโลยี โดยแต่ละฝ่ายมีเป้าหมายและมุมมองต่างกัน สิ่งที่ประเทศต่าง ๆ ควรให้ความสำคัญในการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์จึงอยู่ที่ข้อมูลและกำลังคน
ข้อมูลสร้างมูลค่าประเทศต้องมีสิทธิต่อรอง
ราโดแวน อธิบายว่า มูลค่าของข้อมูลไม่ได้สิ้นสุดเมื่อมีการนำไปใช้ให้บริการครั้งแรก แต่ยังเพิ่มขึ้นได้จากการวิเคราะห์และนำไปใช้ต่อ เขายกตัวอย่าง Grab ที่ใช้ข้อมูลเพื่อจับคู่ผู้โดยสารกับคนขับและระบุตำแหน่ง ขณะเดียวกัน ข้อมูลเหล่านี้ยังช่วยให้แพลตฟอร์มเข้าใจรูปแบบการเดินทาง โรงแรมที่ผู้ใช้ไปพัก และนำไปพัฒนาคำแนะนำหรือบริการอื่นได้อีก ผลประโยชน์จากการใช้งานต่อเนื่องเหล่านี้ตกอยู่กับแพลตฟอร์ม จึงเกิดคำถามว่า ประเทศที่เปิดรับบริการเข้าใจหรือไม่ว่า ข้อมูลภายในประเทศกำลังสร้างมูลค่าให้ใคร และรัฐบาลควรมีสิทธิใช้ข้อมูลเหล่านั้นอย่างไร
เขาเแนะให้มองข้อมูลเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ เช่นเดียวกับแร่ธาตุ เพราะข้อมูลเกี่ยวกับประเทศ ประชาชน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ มีคุณค่าต่อการพัฒนานวัตกรรมและการเข้าถึงตลาด โดยเฉพาะเมื่อเซ็นเซอร์และอุปกรณ์ IoT สร้างข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศต่าง ๆ จึงควรพิจารณารูปแบบการอนุญาตให้บริษัทนำข้อมูลไปใช้ แทนการปล่อยให้มีการรวบรวมไปใช้โดยไม่ตระหนักถึงมูลค่า พร้อมยกเรื่องสิทธิของรัฐบาล ในการใช้ข้อมูลตามสัญญาที่ทำกับบริษัท ขึ้นมาเป็นประเด็นนโยบายที่ควรศึกษาให้ชัดเจน
การเปลี่ยนแปลงนี้ ยังทำให้ธุรกิจฮาร์ดแวร์มีบทบาทเป็นผู้รวบรวม และทำธุรกิจจากข้อมูลมากขึ้น ราโดแวนเล่าถึงประสบการณ์ใช้เครื่องช่วยรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งส่งข้อมูลให้บริษัทประกันเพื่อยืนยันการใช้งาน แต่เขาเลือกปิดการส่งข้อมูล เพราะข้อมูลจากอุปกรณ์อาจบ่งบอกได้ทั้งเวลานอน ช่วงที่มีกิจกรรม และการมีบุคคลอื่นอยู่ใกล้ตัว ตัวอย่างนี้สะท้อนว่า อุปกรณ์หนึ่งชิ้นสามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าวัตถุประสงค์หลักที่ผู้ใช้รับรู้ และทำให้การเข้าใจรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนไป เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับทั้งผู้กำหนดนโยบายและประชาชน
Open-weight AI เพิ่มโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงเทคโนโลยียังเป็นอีกเงื่อนไขสำคัญ แดเนียลอาร์. ฟุง (Daniel R. Fung) รองประธาน Financial Services Development Council เสนอให้พิจารณา AI แบบเปิดเผยค่าน้ำหนักของโมเดล หรือ Open-weight AI เป็นทางเลือกหนึ่งในการขยายโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ มีส่วนร่วม เขามองว่า แนวทางที่เปิดให้เข้าถึงเทคโนโลยี อาจช่วยส่งเสริมความร่วมมือ และลดการกระจุกตัวของอำนาจในผู้พัฒนารายใหญ่ พร้อมแสดงความกังวลต่อโลกที่มีเพียง 2 มหาอำนาจเข้มแข็ง ขณะที่ประเทศอื่นถูกกันออกจากโอกาส โดยย้ำว่า แนวทางนี้เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ควรพิจารณาภายในระบบเทคโนโลยีที่ซับซ้อน
ข้อเสนอของฟุงให้ความสำคัญกับโอกาสเข้าถึง AI ส่วนราโดแวนย้ำถึงสิทธิและมูลค่าของข้อมูลที่นำไปใช้กับเทคโนโลยี เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า ประเทศต่าง ๆ มีข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์อยู่ในมือ แต่หลายประเทศยังไม่ตระหนักว่า สามารถนำมาใช้ต่อรองเรื่องนวัตกรรมและการเข้าถึงตลาดได้ ขณะที่มูลค่าของการซื้อกิจการบริษัทเทคโนโลยีจำนวนหนึ่งในสหรัฐฯ อยู่ที่ชุดข้อมูลเฉพาะซึ่งบริษัทนั้นครอบครอง การเข้าใจมูลค่าของข้อมูลจึงมีผลต่อการตัดสินใจ ว่าจะเปิดให้ใช้ข้อมูลภายใต้เงื่อนไขใด และประเทศจะได้รับประโยชน์อย่างไร
สร้างคนให้เข้าใจ AI เพื่อกำหนดนโยบายได้เอง
การวางเงื่อนไขเหล่านี้ต้องอาศัยคนที่เข้าใจเทคโนโลยี ราโดแวนเสนอให้ทุกประเทศลงทุนสร้างบุคลากรที่รู้ว่า AI ทำอะไรได้ มีข้อจำกัดตรงไหน และกำลังเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจอย่างไร เพื่อให้มีผู้เชี่ยวชาญภายในประเทศช่วยกำหนดนโยบายและประเมินผลที่จะตามมา เขามองว่าความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ AI จะมีความสำคัญต่อการศึกษาเช่นเดียวกับคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และภาษา จึงควรเริ่มพัฒนาตั้งแต่ระดับโรงเรียนไปจนถึงอุดมศึกษา รวมถึงเปิดทางให้คนทำงานเรียนรู้เพิ่มเติมได้โดยไม่ต้องกลับไปเรียนปริญญาใหม่ทั้งหมด
ราโดแวน ยกตัวอย่างโครงการ Universal AI ที่มหาวิทยาลัยเปิดขึ้นเพื่อให้ผู้ที่ไม่มีพื้นฐานทางเทคนิคเรียนรู้สิ่งจำเป็นเกี่ยวกับ AI ผ่านหลักสูตรระยะสั้นที่มีการรับรองความรู้ เขาเห็นว่าการเรียนรู้ด้านนี้ใช้เวลาได้สั้นกว่าการศึกษาปริญญา 4 ปี และรูปแบบการเรียนรู้ของผู้คนก็เปลี่ยนไปแล้ว ทั้งการดูวิดีโอและเรียนรู้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์นอกห้องเรียน ประเทศต่าง ๆ จึงมีโอกาสเร่งพัฒนาความเข้าใจเรื่อง AI ในวงกว้าง ซึ่งจะช่วยให้ตัดสินใจได้ด้วยตนเองมากขึ้น แทนการรอรับคำแนะนำจากบริษัทเทคโนโลยีที่ออกแบบการดำเนินธุรกิจตามเป้าหมายทางการตลาดของตน
อาเซียนต้องขยายพันธมิตรลดความเสี่ยงยุค AI
ขณะเดียวกัน การจัดการความเสี่ยงจากเทคโนโลยีต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศด้วย โรเบิร์ต แฟรงก์ โกเดค (Robert Frank Godec) อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทยเคนยาและตูนิเซีย เห็นว่าโลกจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือขึ้นใหม่ หลังระบบระหว่างประเทศเผชิญแรงสั่นคลอน จากการกระทำของมหาอำนาจ เขาเสนอให้ประเทศต่าง ๆ กระจายพันธมิตรและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ พร้อมเร่งความร่วมมือทั้งด้านสินค้าและบริการ สำหรับ AI ควรมีกรอบกำกับดูแลที่ให้ความสำคัญกับมนุษย์ และสร้างความสัมพันธ์ที่ครอบคลุมตั้งแต่รัฐบาล ธุรกิจ เมือง ชุมชน ไปจนถึงภาคประชาสังคม
สำหรับอาเซียน โกเดคมองว่า ประเทศสมาชิกมีโอกาสทางเศรษฐกิจสูง แต่ความร่วมมือและการประสานงานภายในยังพัฒนาได้อีกมาก การแก้ปัญหาระหว่างสมาชิกและทำงานร่วมกันให้เข้มแข็งขึ้นจะช่วยให้อาเซียนเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลกได้ดีขึ้น พร้อมเสนอให้ขยายความสัมพันธ์ไปยังอินเดียและแอฟริกา ควบคู่กับการรักษาความร่วมมือกับสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย ส่วนฟุงเสนอให้ส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาค โดยเชื่อมอาเซียนกับจีนและเขต Greater Bay Area ผ่านบทบาทของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางเงินทุน เพื่อสนับสนุนการลงทุนและกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ
ท้ายที่สุด ราโดแวนย้ำว่า การเตรียมคนสำหรับยุค AI ต้องพัฒนาทั้งความเข้าใจเครื่องมือ และความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพราะการสื่อสาร การสร้างความสัมพันธ์ และความเข้าใจระหว่างกันยังจำเป็นต่อการทำงาน และการตัดสินใจในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การลงทุนด้านการศึกษา จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลลงมือทำได้โดยตรง และเป็นพื้นฐานให้ประเทศมีคนของตนเอง ที่เข้าใจเทคโนโลยีมากพอจะกำหนดนโยบาย ประเมินข้อเสนอจากผู้ให้บริการ และตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของประเทศได้อย่างมีข้อมูล
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
เศรษฐกิจโต แต่ศักยภาพคนอาจตามไม่ทัน โจทย์จัดสรรทุนยุค AI
‘ยศชนัน’ ชี้ ไทยต้องลงทุนในคนและวิทยาศาสตร์ ต่อยอดสุขภาพ–เกษตรสู่เศรษฐกิจรายได้สูง



