ในวันที่โลกต้องเผชิญกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ โจทย์สำคัญของการพัฒนาเมืองอาจไม่ใช่การพยายามเอาชนะธรรมชาติอีกต่อไป แต่คือการแสวงหาวิถีแห่งการอยู่ร่วมกับน้ำอย่างชาญฉลาดและยั่งยืน เพราะในโลกที่ภัยพิบัติเกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
“ความอยู่รอดของเมือง” กำลังถูกนิยามใหม่ ไม่ได้วัดจากมูลค่าทางเศรษฐกิจหรือราคาที่ดินเพียงอย่างเดียว หากแต่วัดจากความสามารถในการปกป้องชีวิต สุขภาวะ และความมั่นคงของผู้คนภายในเมืองนั้น
เวทีเสวนาในหัวข้อ “Designing Resilience: พลิกการออกแบบเมืองอยู่กับน้ำอย่างชาญฉลาด” ได้สะท้อนมุมมองสำคัญผ่านการแลกเปลี่ยนระหว่าง Professor Miho Mazereeuw ผู้อำนวยการ MIT Urban Risk Lab และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรายุทธ ทรัพย์สุข คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งชี้ให้เห็นตรงกันว่า แนวคิดเรื่อง “เศรษฐกิจ” และ “ความมั่งคั่ง” ในโลกยุคใหม่ จำเป็นต้องถูกตีความใหม่เช่นกัน เพราะความมั่งคั่งของเมืองไม่ได้หมายถึงการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงคุณภาพชีวิตและความสามารถในการรับมือกับวิกฤตของผู้คนภายในเมือง
ดังที่ Professor Miho Mazereeuw กล่าวไว้ว่า “Wealth is also not just about money, but it’s about well-being of the people living in the city” หรือ “ความมั่งคั่งไม่ใช่เพียงเรื่องของเงินตรา แต่คือเรื่องของสุขภาวะของผู้คนในเมือง”
รากฐานภูมิปัญญาและการปรับตัวในสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง คือความสัมพันธ์ระหว่าง “เมือง” กับ “น้ำ” ซึ่งในอดีตสังคมไทยเคยมีความเข้าใจและปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำมาอย่างยาวนาน ผ่านภูมิปัญญาทางสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตที่สอดรับกับธรรมชาติอย่างแนบแน่น
ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรายุทธ อธิบายว่า สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของไทยจำนวนมากถูกออกแบบขึ้นภายใต้ความเข้าใจต่อระบบนิเวศและการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นบ้านใต้ถุนสูงที่เปิดพื้นที่ชั้นล่างไว้ใช้งานอเนกประสงค์ในฤดูแล้ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นพื้นที่รองรับน้ำหรือเส้นทางสัญจรด้วยเรือในฤดูน้ำหลาก หรือแม้แต่บ้านเรือนในภาคใต้ที่สร้างอยู่บนแพ เพื่อให้สามารถลอยตัวตามระดับน้ำได้
ตัวอย่างหนึ่งที่ถูกยกขึ้นมาคือชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งในอดีตผู้คนใช้พื้นที่ใต้ถุนบ้านทำกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งการเก็บของ การทอผ้า หรือการใช้ชีวิตประจำวัน แต่เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก พื้นที่เดียวกันกลับกลายเป็นคลองสัญจรที่ผู้คนสามารถเดินทางด้วยเรือได้โดยธรรมชาติ
แนวคิดเหล่านี้สะท้อนว่า หัวใจสำคัญของการออกแบบในอดีตไม่ใช่การพยายามควบคุมธรรมชาติ แต่คือการปรับตัวให้สอดคล้องกับธรรมชาติและใช้ประโยชน์จากเงื่อนไขของพื้นที่อย่างเข้าใจ
“เราไม่จำเป็นต้องเอาชนะน้ำ แต่ว่าเราจะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างไร” คือหนึ่งในประโยคสำคัญที่ถูกกล่าวขึ้นในเวทีเสวนา
อย่างไรก็ตาม ภายใต้การพัฒนาเมืองสมัยใหม่ แนวคิดเรื่อง “การอยู่ร่วมกับน้ำ” กลับค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยโมเดลการพัฒนาเมืองที่พยายามควบคุมธรรมชาติผ่านการถมที่ การสร้างแนวกั้น และการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด จนหลายครั้งเมืองกลับกลายเป็นฝ่ายสร้างความเปราะบางให้ตัวเองโดยไม่รู้ตัว
ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรายุทธชี้ว่า หนึ่งในพฤติกรรมที่พบได้ทั่วไปในสังคมไทยคือ เมื่อผู้คนซื้อที่ดิน โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรมหรือพื้นที่ชานเมือง สิ่งแรกที่หลายคนเลือกทำคือ “ถมที่” ทั้งแปลง ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจใช้พื้นที่สร้างบ้านเพียงบางส่วนเท่านั้น
“Why don’t we just fill up just ten percent of that instead of fill up all the whole piece of land?” หรือ “ทำไมเราไม่ถมเฉพาะพื้นที่ที่ต้องสร้างบ้าน แทนที่จะถมทั้งแปลง” คือคำถามที่ถูกตั้งขึ้นบนเวที
เพราะเมื่อพื้นที่รับน้ำเดิมถูกถมสูงขึ้น น้ำที่เคยถูกกักเก็บไว้ก็จะไหลไปยังพื้นที่อื่นแทน กลายเป็นการผลักภาระน้ำท่วมไปสู่ชุมชนรอบข้างโดยไม่รู้ตัว
ขณะเดียวกัน การพัฒนาเมืองที่รับอิทธิพลจากต่างประเทศโดยไม่สอดคล้องกับบริบทภูมิศาสตร์และภูมิอากาศของไทย ยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้หลายเมืองเผชิญปัญหา Urban Sprawl หรือการขยายตัวของเมืองแบบไร้ทิศทาง รวมถึงปรากฏการณ์ Heat Island Effect หรือเกาะความร้อนในเมือง ที่เกิดจากการใช้โครงสร้างคอนกรีตและพื้นผิวแข็งจำนวนมาก จนทำให้เมืองสะสมความร้อนและสูญเสียสมดุลตามธรรมชาติ
“ทุกครั้งที่เราคิดถึงการพัฒนา เราต้องมองภาพรวมของธรรมชาติก่อน” ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรายุทธกล่าว
โครงสร้างพื้นฐานอเนกประสงค์เพื่อรับมือภัยพิบัติ
อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญที่ถูกพูดถึงในเวที คือการออกแบบ “Dual-use Infrastructure” หรือโครงสร้างพื้นฐานอเนกประสงค์ ซึ่งหมายถึงการออกแบบพื้นที่และอาคารให้สามารถทำหน้าที่ได้มากกว่าหนึ่งบทบาท และยังสามารถใช้งานได้ทั้งในภาวะปกติและช่วงเกิดภัยพิบัติ
Professor Miho Mazereeuw ยกตัวอย่างกรณีศึกษาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งห้างสรรพสินค้าและโรงเรียนบางแห่งถูกออกแบบให้สามารถเปลี่ยนเป็นพื้นที่อพยพได้ทันทีเมื่อเกิดน้ำท่วมหรือภัยพิบัติ โดยระบบภายในอาคารถูกออกแบบให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ แม้ในช่วงเวลาที่ไฟฟ้าส่วนกลางหยุดทำงาน หรือสามารถอยู่ในลักษณะ Off-grid ได้ชั่วคราว
ขณะเดียวกัน สวนสาธารณะในเมืองโอซาก้าบางแห่งยังถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่กักเก็บน้ำแบบแบ่งระดับ เพื่อให้บางส่วนของสวนสามารถรองรับน้ำได้โดยไม่ทำให้พื้นที่ทั้งหมดเสียหาย อีกทั้งยังช่วยลดภาระด้านการบำรุงรักษาในระยะยาว
Professor Miho Mazereeuw อธิบายว่า สวนลักษณะนี้ช่วยปกป้องชุมชนโดยรอบจากน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยกตัวอย่างแม่น้ำ Neyagawa ในโอซาก้า ซึ่งเคยเกิดน้ำท่วมถึง 23 ครั้ง แต่หลังจากสร้างสวนสาธารณะลักษณะดังกล่าว พื้นที่ชุมชนโดยรอบกลับสามารถลดผลกระทบจากน้ำท่วมลงได้อย่างชัดเจน
แนวคิดนี้สะท้อนว่า โครงสร้างพื้นฐานของเมืองในอนาคตอาจไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบความปลอดภัยและความอยู่รอดของผู้คนด้วย
สำหรับประเทศไทย แนวคิดลักษณะเดียวกันกำลังถูกทดลองผ่านโครงการโรงเรียนท่าไทร จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง SCG Foundation คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โรงเรียนแห่งนี้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างหนัก โดยระดับน้ำเคยสูงถึงประมาณ 2.5 เมตร จนสิ่งอำนวยความสะดวกหลายส่วนเสียหายทั้งหมด
ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทีมออกแบบจึงพยายามสร้างอาคารต้นแบบที่มุ่งเน้น “ฟังก์ชันเพื่อความอยู่รอด” มากกว่าความหวือหวาทางสถาปัตยกรรม ไม่ว่าจะเป็นการยกถังบำบัดน้ำเสียขึ้นเหนือพื้นดิน การติดตั้งถังเก็บน้ำบนหลังคา การแยกห้องน้ำไว้ที่ชั้นบน รวมถึงการออกแบบโครงสร้างคอนกรีตให้แข็งแรงพอรองรับแรงกระแทกจากเศษซากที่มากับกระแสน้ำ
หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ถูกเพิ่มเข้ามาภายหลังคือ “ทางลาดอเนกประสงค์” ซึ่งในช่วงเวลาปกติจะเป็นพื้นที่กิจกรรมของเด็ก ๆ แต่เมื่อเกิดน้ำท่วมก็สามารถเปลี่ยนเป็นท่าจอดเรือและพื้นที่ขนย้ายสิ่งของได้ทันที
แนวคิดนี้สะท้อนว่า สถาปัตยกรรมในยุควิกฤตสภาพภูมิอากาศ อาจไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็น “อาคาร” แต่ต้องกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานแห่งความอยู่รอดของชุมชนในเวลาเดียวกัน
พลังของข้อมูลชุมชนและกระบวนการวางแผนแบบมีส่วนร่วม
นอกจากการออกแบบเชิงกายภาพแล้ว อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการจัดการข้อมูลและการมีส่วนร่วมของชุมชน
Professor Miho Mazereeuw อธิบายถึงโครงการ “CoPin” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการเก็บข้อมูลชุมชนแบบมีส่วนร่วม ที่เปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ร่วมกันสำรวจข้อมูลประชากร จุดเสี่ยง กลุ่มเปราะบาง และทรัพยากรภายในชุมชน เพื่อใช้วางแผนรับมือภัยพิบัติ
จากการทดลองใช้งานในพื้นที่นำร่อง พบว่าประชากรราว 31% ไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูล TPMAP (Thai People Map and Analytics Platform) ของรัฐ ซึ่งสะท้อนว่า ยังมีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่อาจถูกมองไม่เห็นในระบบการจัดการภัยพิบัติแบบเดิม
ข้อมูลจาก CoPin จึงถูกนำไปต่อยอดผ่าน CoPlan ซึ่งเป็นกระบวนการวางแผนรับมือภัยพิบัติในลักษณะ workshop และ simulation game เพื่อให้ชุมชนร่วมกันคิดเส้นทางอพยพ วางแผนการเดินเรือ และออกแบบแนวทางจัดการพื้นที่ด้วยตัวเอง
หนึ่งในเวิร์กช็อปล่าสุดมีผู้เข้าร่วมกว่า 150 คน จาก 25 จังหวัดเสี่ยงภัยทั่วประเทศ โดยแต่ละพื้นที่ต่างมีบริบทปัญหาที่แตกต่างกัน เช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งบางพื้นที่ต้องเผชิญน้ำท่วมต่อเนื่องยาวนานหลายสัปดาห์ จนการวางแผนไม่ได้หมายถึงการอพยพหนีน้ำเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการวางเส้นทางสัญจรทางเรืออย่างปลอดภัย
สิ่งสำคัญคือ กระบวนการลักษณะนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเก็บข้อมูล แต่คือการทำให้ชุมชนได้มองเห็นปัญหาและร่วมกันออกแบบทางออกด้วยตัวเอง
Professor Miho Mazereeuw ระบุว่า “ความรู้ที่ถูกรวบรวมควรคงอยู่ภายในชุมชน เพื่อให้ชุมชนสามารถใช้ในการประสานงานและจัดการตนเองได้”
สมดุลแห่งธรรมชาติและทางออกที่ยั่งยืนของเมือง
ท้ายที่สุดแล้ว บทเรียนสำคัญจากเวทีเสวนาครั้งนี้ อาจไม่ใช่เพียงเรื่องของการป้องกันน้ำท่วมหรือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ แต่คือการทบทวนวิธีคิดในการออกแบบเมืองทั้งระบบ
เพราะในโลกที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว วิกฤติน้ำอาจไม่ใช่เพียงภัยธรรมชาติ แต่กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของวิธีคิดในการพัฒนาเมืองของมนุษย์เอง
Professor Miho Mazereeuw ชี้ว่า ความท้าทายในอนาคตไม่ได้มีเพียงน้ำท่วม แต่ยังรวมถึงปัญหาภัยแล้ง การขาดแคลนน้ำ และผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต รวมถึงระบบนิเวศโดยรวม
ขณะที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรายุทธ ทรัพย์สุข สะท้อนว่า การอยู่ร่วมกับน้ำอย่างยั่งยืนอาจเริ่มต้นจากการเปลี่ยน “ความรู้สึก” ของผู้คนที่มีต่อน้ำเสียใหม่
“ช่วงน้ำท่วมคือช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดช่วงหนึ่งในวัยเด็กของผม เพราะหลังฝนตก น้ำสะอาด ปลาเยอะ และผู้คนใช้ชีวิตร่วมกับน้ำได้”
ในท้ายที่สุด ความสำเร็จของเมืองแห่งอนาคตอาจไม่ได้วัดกันที่มูลค่าทางเศรษฐกิจหรือความหนาแน่นของการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการปกป้องชีวิตผู้คน ความยืดหยุ่นในการรับมือกับวิกฤต และความสามารถในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล
ดังที่ Professor Miho Mazereeuw ทิ้งท้ายไว้ว่า “เราควรเคารพและเชิดชูธรรมชาติ เพื่อให้คนรุ่นหลังเติบโตขึ้นพร้อมกับความรักที่จะปกป้องสิ่งแวดล้อม”



