ดั๊บเบิ้ล เอ (Double A) ผู้ผลิตกระดาษจากไม้ปลูก 100% ของไทย และจัดจำหน่ายไปกว่า 130 ประเทศทั่วโลก เปิดอาณาจักรขนาด 650 ไร่ ที่จังหวัดปราจีนบุรี ให้สื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมเป็นครั้งแรก โดยมี จตุพร ดำเนินชาญวนิชย์ หรือปอง ทายาทรุ่นที่ 3 และดำรงตำแหน่งกรรมการบริหาร บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน) นำทีมให้ข้อมูลและตอบข้อสงสัยอย่างไม่มีกั๊ก
จากจุดเริ่มต้นของรุ่นที่ 1 และ 2 ที่อยู่ในธุรกิจการเกษตร ในนามกลุ่มเกษตรรุ่งเรืองพืชผล และกลุ่มAdvance Agro ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ Double A ที่คุณจตุพรเล่าว่า คำว่า Agro สื่อถึงความตั้งใจของคุณพ่อ (โยธิน) และคุณปู่ (กิตติ) ที่ต้องการเริ่มธุรกิจจากพื้นฐานเกษตรกรรม โดยในวันแรกนั้นยังไม่มีภาพของธุรกิจกระดาษอยู่ในหัวเลยด้วยซ้ำ
อีกทั้งเพื่อสื่อถึงการให้ความสำคัญกับคุณภาพที่ยอดเยี่ยม และการทำงานที่เป็นมาตรฐานระดับโลกในทุกขั้นตอน จากต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ไม่ใช่เพียงคุณสมบัติของกระดาษที่หนา และเรียบเท่านั้น ดังนั้น A ตัวเดียวไม่เพียงพอ ต้องเป็น Double A
“ครอบครัวเติบโตมาจากการทำโรงสีและเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ คุณพ่อและคุณปู่ ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดทั่วประเทศไทยทุกปี เพื่อสำรวจว่าในปีนั้น ๆ สภาพอากาศแห้งแล้งหรือไม่ ผลผลิตข้าวมีปริมาณมากน้อยเพียงใด จะได้นำข้อมูลมาใช้วางแผนซื้อขายและส่งออกข้าว”
จากการที่ท่านทั้งสองต้องเดินทางไปดูพื้นที่เกษตรทั่วประเทศทุกปี ทำให้เห็นว่าชาวนามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่ดีและรายได้ไม่มั่นคง ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและโรคระบาด จึงเกิดแนวคิดที่จะหา “พืชเศรษฐกิจตัวใหม่” เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกร นอกเหนือจากการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว ซึ่งทำให้ความเป็นอยู่ยากลำบาก รายได้ไม่มั่นคง ผันแปรสูงไม่ว่าปีนั้นสภาพดินฟ้าอากาศจะเป็นเช่นไร แม้จะไม่แล้ง แต่อาจเผชิญโรคระบาด ผลผลิตข้าวที่ได้แต่ละปีจะไม่เท่ากัน ไม่สามารถคาดการณ์รายได้ที่แน่นอน
เกษตรกรยุคนั้นต้องอยู่กับวงจรเดิม ๆ ที่ไม่มีทางเลือกอื่น แม้พื้นที่บางส่วนจะไม่เหมาะกับการเพาะปลูกก็ตาม
จากจุดเริ่มต้น นำไปสู่การพัฒนา “ต้นยูคาลิปตัส” หรือที่ดั๊บเบิ้ลเอ เรียกว่า “ต้นกระดาษ” เพื่อนำไปผลิตกระดาษ และช่วยสร้างรายได้อีกช่องทางหนึ่งแก่เกษตรกร ตั้งแต่ปี 2525
ยั่งรากแก้วแห่งความเชื่อ
ท่านผู้ก่อตั้งได้วางแนวคิดหลักไว้คือ “สร้างป่า สร้างงาน สร้างชีวิต” แสดงถึงความตั้งใจในการออกแบบธุรกิจให้เติบโตไปพร้อมกับเกษตรกร สังคม และสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วันแรก โดยมีหลักการสำคัญคือ ไม่ทำลายป่าธรรมชาติวางระบบให้ใช้ไม้จากการปลูกของเกษตรกร (Farm Tree) 100% แทนการตัดไม้จากป่า ขณะเดียวกัน ต้องอยู่ร่วมกับชุมชนเน้นการจ้างงานคนในพื้นที่และสร้างอาชีพหลักที่ยั่งยืนให้เกษตรกร
แนวคิดของคุณพ่อและคุณปู่คือการทำธุรกิจที่เป็น “ระบบแบ่งปัน” ไม่กินรวบคนเดียว แต่แบ่งปันให้คนใน Value Chain ทั้งหมดเจริญเติบโตไปด้วยกัน ภายใต้ความเชื่อที่ว่าการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสามารถควบคู่ไปกับการสร้างโลกที่ดีขึ้นได้ (Better Paper Better World)
แตกกิ่งก้านนวัตกรรม
ตั้งแต่รุ่นก่อตั้งได้วางโครงสร้างของโรงงาน และระบบ Sustainability ที่ในอดีตยังไม่มีใครพูดถึง ให้ได้ใช้กันมาถึงปัจจุบัน โดยรากฐานที่ให้มองว่ากระดาษ 1 แผ่น คือผลลัพธ์ของระบบที่เชื่อมโยงระหว่างเกษตรกร อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม ออกแบบให้เป็นโรงงานครบวงจรที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด (Circular Economy) เช่น การนำของเหลือจากการผลิตมาทำเป็นพลังงาน
บริษัทพัฒนาสายพันธุ์ต้นกระดาษขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มผลผลิตและรายได้ให้แก่เกษตรกรผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่เข้มข้นกว่า 30 ปี ช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตต่อไร่ได้มากกว่า 30% หรือเพิ่มขึ้นเป็น 20-30 กว่าตันต่อไร่เมื่อใช้พื้นที่เท่าเดิมบนที่ดินเดิม จากสายพันธุ์เก่าเคยให้ผลผลิตเพียง 12-16 ตันต่อไร่
การวิจัยพัฒนาสายพันธุ์กว่า 2,500 สายพันธุ์เพื่อให้ได้ต้นกล้าที่เหมาะกับสภาพดินและอากาศที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค เช่น สายพันธุ์กลุ่ม YD1 และ YD2มีใบเรียวเล็ก ทนแล้งได้ดี เหมาะสำหรับพื้นที่ภาคอีสาน สายพันธุ์ YD3 เหมาะกับพื้นที่ที่มีน้ำดี หากดูแลดีสามารถให้ผลผลิตสูงสุดถึง 32 ตันต่อไร่ หรือสายพันธุ์ PT911 ให้ผลผลิต 30 ตันต่อไร่ เมื่อครบอายุ 5 ปีสายพันธุ์ใหม่ได้รับการออกแบบให้เติบโตได้เร็วและสะสมเนื้อไม้ได้ไวขึ้น ทนทานต่อโรคและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง (Resilience) เช่น ทนต่อสภาวะแห้งแล้ง หรืออุณหภูมิที่สูงถึง 40-45 องศาเซลเซียสได้ดีกว่าพืชชนิดอื่น
นอกเหนือจากตัวสายพันธุ์แล้ว ยังการส่งเสริมความรู้และเทคโนโลยี ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการเลือกสายพันธุ์ให้ “ถูกที่ ถูกเวลา” (Matching) พร้อมทั้งส่งเสริมการใส่ปุ๋ยอย่างถูกวิธีเพื่อช่วยให้ได้ผลผลิตต่อไร่ที่สูงขึ้นกว่าการปลูกตามยถากรรม
สร้างรายได้เกษตรกรบนพื้นที่ดินเลว

คุณจตุพร ยังชี้แจงและแก้ข้อกล่าวหาเรื่องต้นยูคาลิปตัส หรือต้นกระดาษ ที่ว่าเป็นตัวการทำลายพื้นดินและดูดสารอาหารผ่านเหตุผล และการวิจัย ด้วยว่า ในความเข้าใจผิดเรื่องดินเลวมีหลายคนเห็นว่าต้นกระดาษปลูกขึ้นในพื้นที่ที่ดินไม่ดี จึงเข้าใจผิดว่าต้นไม้ไปดูดสารอาหารจนดินเสีย แต่ในความเป็นจริงคือ พื้นที่เหล่านั้นดินไม่ดีมาตั้งแต่ต้นจนปลูกพืชอื่นไม่ขึ้น แต่ต้นกระดาษเป็นพืชที่มีความทนทานสูงจึงสามารถเติบโตในสภาพดินเช่นนั้นได้
ขณะเดียวกัน การใช้ปุ๋ยยังน้อยกว่าปลูกพืชล้มลุกซึ่งพืชล้มลุกทั่วไปต้องใส่ปุ๋ยบำรุงดินทุกปี แต่ต้นกระดาษมีวงจรการปลูกที่ยาวนานกว่า ประมาณ 3-7 ปีต่อรอบ และใช้ปุ๋ยเพียง 1-2 ครั้งตลอดระยะเวลา 3 ปี จึงน้อยกว่าพืชชนิดอื่นมาก ตลอดจนการพิสูจน์ผ่านการปลูกซ้ำในระยะยาวบริษัทเก็บข้อมูลตลอด 30 กว่าปี พบว่าเกษตรกรหลายรายปลูกต้นกระดาษซ้ำในแปลงเดิมมาอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้มีผลกระทบต่อดินอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งยังคืนสารอาหารสู่ดิน จากการที่บริษัทได้ส่งเสริมให้ใส่สารอาหารที่จำเป็น และ Organic material เช่น การนำ “ขี้กาก” (Filter cake) ซึ่งเป็นของเสียจากกระบวนการผลิตกลับไปปรับปรุงบำรุงดินในแปลงปลูก
นอกจากนี้ ยังปลูกร่วมกับพืชอื่นได้ โดยทำวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทดลองปลูกต้นกระดาษบนคันนา พบว่าพืชอื่น ๆ ที่ปลูกอยู่ข้างแปลงหรือในนาข้าวสามารถเติบโตได้ตามปกติ ไม่แตกต่างจากพื้นที่ที่ไม่มีต้นกระดาษ
บริษัทยังพัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะกับดินโดยวิจัย DNA ของต้นกล้ากว่า 2,500 สายพันธุ์ เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพดินแต่ละประเภท (Matching) โดยมุ่งเน้นการใช้พื้นที่ว่างเปล่าหรือพื้นที่ที่เกษตรกรปลูกพืชอื่นไม่สำเร็จ เพื่อไม่ให้เป็นการแย่งพื้นที่เกษตรกรรมหลัก
“การปลูกต้นกระดาษเป็นการช่วยลดโลกร้อนได้ดีกว่าการปล่อยพื้นที่ให้รกร้างหรือทำเป็นสิ่งปลูกสร้าง เพราะต้นไม้ทุกต้นช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 12.5 กิโลกรัมต่อกระดาษ 1 รีม”
การพัฒนาเหล่านี้ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงขึ้น และกลายเป็นอาชีพหลักที่ส่งเสียลูกหลานให้เรียนจบระดับมหาวิทยาลัยได้ โดยสร้างรายได้หมุนเวียนให้เกษตรกรในเครือข่ายหลายแสนครอบครัวกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี
ต้นกระดาษสร้างความยั่งยืน
แนวคิดสร้างความยั่งยืนในอุตสาหกรรมกระดาษ ออกแบบมาภายใต้หลักการ “กระดาษ 1 แผ่น คือผลลัพธ์ของระบบที่ผูกประสานกัน 3 ด้าน” ประกอบด้วย เกษตรกร อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม
ผู้บริหารซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ขยายความว่า ด้านเกษตรกร หัวใจสำคัญคือการสร้างความยั่งยืนผ่านการสร้างรายได้ที่มั่นคง และเป็นทางเลือกใหม่นอกเหนือจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพียงอย่างเดียว ส่งเสริมการปลูกต้นกระดาษ โดยพัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะกับพื้นที่ต่าง ๆ สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับครอบครัวเกษตรกร
ด้านอุตสาหกรรม มุ่งเน้นการเป็นโรงงานครบวงจร (Integrated Mill) ที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน และทำของเสีย ไม่ให้เสียของ (Waste is not Wasted) โดยเชื่อว่าไม่มีของเสีย มีเพียงทรัพยากรที่ยังไม่ได้นำมาใช้ ดังนั้นน ทุกส่วนของต้นไม้จะถูกนำมาใช้ประโยชน์ทั้งหมด เช่น เนื้อไม้ทำกระดาษ ส่วนเปลือก ราก และกิ่งก้านนำไปผลิตเป็นพลังงานชีวมวล และมีระบบ Recovery Boiler หมุนเวียนสารเคมี นำน้ำยางไม้ (Black Liquor) มาผลิตเป็นพลังงาน และนำสารเคมีในกระบวนการต้มเยื่อกลับมาปรับสภาพเพื่อใช้ซ้ำได้ใหม่
ตลอดจนพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน โดยผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในโรงงานจากวัสดุเหลือใช้และพลังงานสะอาด ช่วยลดต้นทุนและลดการนำเข้าน้ำมัน หรือแก๊สจากต่างประเทศ

ส่วนด้านสิ่งแวดล้อม การดำเนินธุรกิจต้องไม่ทำลายป่าธรรมชาติและมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 ใช้ไม้จากการปลูกเองและจากเกษตรกรในเครือข่ายเท่านั้น บริหารจัดการน้ำ โดยมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 2,000 ไร่ เพื่อกักเก็บน้ำในช่วงฤดูน้ำหลากมาใช้เอง และมีการบำบัดน้ำเพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำในระบบ หรือใช้รดน้ำต้นไม้ในโรงงานโดยไม่ปล่อยทิ้งสู่ธรรมชาติ และยังใช้พื้นที่อ่างเก็บน้ำผลิตพลังงานสะอาดและโลจิสติกส์สีเขียวติดตั้ง Floating Solar และเปลี่ยนมาใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) กว่า 250 คันในการขนส่ง (ใช้เอง และให้บริการบริษัทอื่น) โดยชาร์จไฟจากพลังงานสะอาดที่ผลิตเอง และความสามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 157 เมกะวัตต์ ซึ่งถือว่า เป็นกำลังการผลิตในสถานที่แห่งเดียวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ติดอันดับ 1 ใน 5 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากใช้งานเองยังป้อนให้แก่กิจการในสวนอุตสาหกรรม 304 บนเนื้อที่กว่า 10,000 ไร่ได้ทั้งหมด (จะขยายเป็น 20,000 ไร่ต่อไป)
“บริษัทตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 25% ภายในปี 2030 มุ่งสู่ Carbon Neutral ในปี 2040 และ Net Zero ภายในปี 2050”
แนวคิดทั้ง 3 ด้าน รวบรวมไว้ภายใต้โมเดล “Better Paper Better World” เพื่อแสดงให้เห็นว่าการผลิตกระดาษที่มีคุณภาพสามารถดำเนินควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน
ขยายผลในอนาคต
จากการนำรถไฟฟ้ามาใช้ในการขนส่ง บริษัทได้แก้ปัญหาข้อจำกัดเรื่องระยะทางการวิ่งด้วยการสร้างสถานีชาร์จเป็นของตัวเองตามจุดต่าง ๆ โดยปัจจุบันวางไปแล้วกว่า 10 จุด ครอบคลุมเส้นทางที่รถวิ่งผ่านเพื่อให้มั่นใจว่ารถจะไม่แบตเตอรี่หมดกลางทาง
อีกทั้งภายใต้การดูแลของ NPS (ในเครือเดียวกัน) มีแผนที่จะขยายบริการธุรกิจ Green Mobility ไปยังบริษัทอื่น ๆ ในนิคมอุตสาหกรรม หรือพันธมิตรทางธุรกิจ โดยอาจรวมถึงการให้บริการสลับแบตเตอรี่ (Battery Swapping) เพื่อความรวดเร็ว
นอกจากนี้ การใช้ Green Energy ยังเป็นจุดดึงดูดใจให้แก่ธุรกิจยุคใหม่ เช่น Data Center ที่ต้องการใช้พลังงานสะอาดเพื่อตอบโจทย์ ESG ขององค์กรระดับโลก ซึ่งที่ผ่านมา มีผู้สนใจมาเจรจา แต่ได้เลือกพื้นที่ในเมืองเป็นอันดับต้น ๆ ก่อน แต่อนาคตยังมีโอกาสจะขยายมาปราจีนบุรี
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
นวัตกรรมรักษ์โลก Ecolab พลิกธุรกิจบริการด้วย AI และสมาร์ทโซลูชัน
ลมหายใจของแผ่นดิน: จากดาวเทียมบนฟากฟ้าสู่การถอดรหัสไฟป่า และนวัตกรรมคาร์บอนเครดิต



