Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ถ้าแจกเงินแล้วเศรษฐกิจยังไม่มั่นคง ?

วันที่ 25 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ รัฐบาลจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งพลัส หรือ ไทยช่วยไทยพลัส โดยมีเป้าหมายแจก 30 ล้านสิทธิ ๆ ละ 4,000 บาท ทยอยแจกเดือนละ 1,000 บาทรวม 4 เดือน และจะเริ่มช็อปแบบรัฐบาลออกให้ 60 % ประชาชนควักเติมอีก 40 % ตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป จนถึงปลายเดือนกันยายนปีนี้

อย่างที่ทราบกันว่า โครงการเงินแจกดังกล่าวรัฐบาลจะใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยแบ่งเงินออกเป็น 2 ก้อน ๆ ละ 200,000 ล้านบาท ก้อนแรกใช้เพื่อการแจก และอีกก้อนสำหรับเปลี่ยนผ่านพลังงานในประเทศ

ตอนนี้โครงการไทยช่วยไทยพลัส เริ่มนับถอยหลังแล้ว แต่ประเด็นโต้แย้งระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านว่า ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันเข้าข่ายวิกฤติหรือยัง ? และจำเป็นหรือไม่ที่ต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน ยังไม่จบ ฝ่ายค้านได้ยื่นหนังสือต่อ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพื่อให้ส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

ว่าด้วยประเด็น “ควรกู้” หรือ “ไม่ควรกู้”

ฝ่ายควรกู้ ….เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว. คลัง ยืนยันว่า การกู้มาแจกในครั้งนี้ ถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หลังเศรษฐกิจไทยเผชิญวิกฤติปากท้อง ที่เป็นผลเกี่ยวเนื่องจากสงครามอิหร่าน ที่ล่วงเข้าสู่เดือนที่ 3 แล้ว และที่ต้องออกกฎหมายมากู้เงิน เพราะงบประมาณฯ เหลือไม่มากพอมาดูแลเศรษฐกิจได้

ส่วนฝ่ายไม่ต้องกู้ … อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและ สส. บัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกมาแถลงที่พรรค (13 พ.ค.) มองว่า สภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันยังไม่วิกฤติ เปรียบเหมือนฝนตกปรอย ๆ เท่านั้น เทียบไม่ได้กับวิกฤติต้มยำกุ้ง (2540) วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ (2551) และวิกฤติโควิด (2563) ที่เศรษฐกิจติดลบ จึงไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงด้านการคลัง

สามวิกฤติที่อภิสิทธิ์กล่าวถึงนั้น ตอนวิกฤติต้มยำกุ้งปี เศรษฐกิจไทยติดลบ 10.5 % ในปี 2541 ซึ่งถูกเปรียบว่าเป็นปีเผาจริง แต่วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ หรือ วิกฤติซับไพรม์ ในปี 2551 ช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เศรษฐกิจแค่ตกใจชะลอตัวลงมาหลังส่งออกวูบฉับพลัน จีดีพีโต 4.5 % และวิกฤติโควิด มาตรการล็อกดาวน์ปิดเมืองปิดประเทศ ส่งผลให้จีดีพีในปี 2563 ติดลบ 6.3 %

อภิสิทธิ์ยังอ้างถึงการประเมินของแบงก์ชาติด้วยว่า หลังสงครามอิหร่านผ่านไป 1 เดือน เศรษฐกิจยังโตที่ระดับ 1.5 % และการประเมินของมูดีส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับความเสี่ยงชื่อดัง ที่ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยดีขึ้น เพื่อตอกย้ำความคิดของ ปชป. ว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังโอเค ไม่วิกฤติ

วันเดียวกันนั้น ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน แบงก์ชาติ ออกมาแถลงภาพรวมเศรษฐกิจไทย (สงครามอิหร่านเข้าสู่เดือนที่สาม) ว่า สงครามตะวันออกกลางถือว่า มีผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง เพราะหากไม่มีสงคราม อาจเห็นจีดีพีปีนี้ที่ 2.3 % แต่ตอนนี้กลับโตได้ประมาณ 1.5 %

ดอน ยังเตือนว่า ภาคธุรกิจมีแนวโน้มได้รับผลกระทบชัดเจนในไตรมาส 2 โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาพลังงานสูง อย่างขนส่ง สายการบิน ประมง ธุรกิจที่เกี่ยวโยงกับการท่องเที่ยว อย่างโรงแรม รวมไปถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีภัณฑ์ พลาสติกเกษตร ที่ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น ฯลฯ

ถ้าจะให้สรุปว่า เศรษฐกิจตอนนี้เข้าข่ายวิกฤติหรือยัง โดยใช้เกณฑ์จีดีพีติดลบเป็นเกณฑ์ชี้ ถือว่า “ยัง” แต่อยู่ในเกณฑ์วางใจไม่ได้ว่าจะคลี่คลาย หรือ เลวร้ายสุด ๆ เพราะสถานการณ์สงครามอิหร่าน ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความไม่แน่นอนทั้งหลายทั้งปวงบนโลกใบนี้นั้น คาดเดายากว่าจะโน้มไปทางไหน

ระหว่างนี้หวังว่ารัฐบาลจะใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท อย่างคุ้มค่า และตรงจุดตามเสียงเรียกร้องของหลายฝ่าย พร้อมทั้งคาดการณ์เผื่อ ๆ เอาไว้ด้วยว่า ถ้าแจกครบ 4 เดือน แล้วเศรษฐกิจยังไม่มั่นคง และแนวรบด้านตะวันออกกลางไม่เปลี่ยนแปลง จะไปต่ออย่างไร ? .

×

Share

ผู้เขียน

จิตติศักดิ์ นันทพานิช Avatar