Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ศูนย์ฟอร์ดเพื่อนชุมชน: โมเดลแบ่งปันพื้นที่ ชุบชีวิตสถาปัตยกรรมเก่าสู่ความยั่งยืน

ศูนย์ฟอร์ดเพื่อนชุมชน: โมเดลแบ่งปันพื้นที่ ชุบชีวิตสถาปัตยกรรมเก่าสู่ความยั่งยืน

ท่ามกลางความพลุกพล่านของย่านนางเลิ้ง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย อาคารพักอาศัยสไตล์มิดเซ็นจูรีจากทศวรรษที่ 1960 ถึง 1970 ได้รับการชุบชีวิตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เพื่อเป็นอาคารแห่งที่ 3 ของ “ศูนย์ฟอร์ดเพื่อนชุมชน” หรือ ศูนย์ FCC กรุงเทพฯ ภายใต้การสนับสนุนของฟอร์ด ฟิแลนโธรพี ที่นี่นับเป็นศูนย์ชุมชนฟอร์ดแห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก และเป็นเพียงหนึ่งในหกแห่งทั่วโลก

ความพิเศษที่ทำให้อาคารแห่งนี้อบอุ่นและมีชีวิตชีวา คือการที่สถานที่แห่งนี้เคยเป็นบ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำมาก่อน แมรี่ คัลเลอร์ ประธานฟอร์ดฟิแลนโธรพี เล่าถึงความประทับใจเมื่อได้พบกับคุณจิม เจ้าของบ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี(โรงเรียนสตรีจุลนาค) ซึ่งเล่าให้ฟังว่าท่านเคยวิ่งเล่นขึ้นลงบันไดในบ้านหลังนี้ตั้งแต่ยังเด็ก การได้เห็นบ้านกลับมามีชีวิตอีกครั้งจึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับท่าน

“คงไม่มีที่ไหนที่จะเหมาะสมกับการเป็นศูนย์ชุมชนได้ดีไปกว่าอดีตบ้านเรือนของผู้คนอีกแล้ว เพราะสถานที่แห่งนี้สามารถส่งมอบความรู้สึกอบอุ่นและเป็นมิตร”

ปลดล็อก NGO ด้วยหนึ่งพื้นที่สามอาคาร

ความโดดเด่นของโมเดลศูนย์ฟอร์ดเพื่อนชุมชน คือการดำเนินงานในรูปแบบ ‘หนึ่งพื้นที่ สามอาคาร’ ซึ่งสนับสนุนพื้นที่ทำงานให้กับหน่วยงานพันธมิตรเพื่อสังคมถึง 8 แห่ง เจนฮอลโลเวย์ผู้จัดการอาวุโสฟอร์ดฟิแลนโธรพีประจำกลุ่มตลาดนานาชาติ อธิบายถึงหัวใจสำคัญของการมอบพื้นที่ว่า การหาเงินมาทำโครงการนั้นง่ายกว่าการหาเงินทุนหลักหรือ Core Funding เพื่อจ่ายค่าเช่าออฟฟิศและค่าจ้างพนักงาน การที่ศูนย์ฟอร์ดมอบพื้นที่ทำงานให้ จึงเป็นเสมือนการช่วยลดภาระ ทำให้บางองค์กรที่เคยมีพนักงานแค่ 3 คน สามารถขยายทีมเป็น 15 คนได้ รวมถึงมูลนิธิกู้ภัยอาหาร หรือ SOS ที่สามารถขยายการทำงานจากกรุงเทพฯ ไปยังหัวหิน ภูเก็ต และเชียงใหม่ได้สำเร็จ

โดยการจัดสรรพื้นที่ทั้งสามอาคารมีความชัดเจนและสอดประสานเป้าหมายกันอย่างลงตัว อาคาร 1 เป็นพื้นที่ทำงานของพันธมิตรเพื่อสังคม ได้แก่ ศูนย์วิจัยชุมชนเมือง มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสเทนแนนซ์ มูลนิธิรักสัตว์ป่า พรีเชียสพลาสติกแบงค็อก และสุขภาวะข้างถนน

อาคาร Bangkok 1899
Bangkok 1899 อาคารอายุ 100 กว่าปี เดิมเป็นบ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (โรงเรียนสตรีจุลนาค) ที่ตั้งของอดีตโรงเรียนสตรีจุลนาค

ถัดมาที่ อาคาร 2 หรือ Bangkok 1899 เป็นพื้นที่ทำงานของมูลนิธิครีเอทีฟ ไมเกรชั่น และเป็นศูนย์กลางการฝึกทักษะอาชีพและทักษะวิชาชีพ ร่วมกับมูลนิธิสติ โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนกลุ่มเปราะบางและครอบครัวผู้ลี้ภัยได้พัฒนาทักษะด้านงานบริการและธุรกิจอาหาร ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น การฝึกงานที่ Na Café และโครงการฝึกอบรมทักษะสำหรับผู้ลี้ภัย นอกจากนี้ ภายในอาคารยังมีคาเฟ่วิสาหกิจและพื้นที่อเนกประสงค์สำหรับจัดกิจกรรมสาธารณะ

สำหรับ อาคาร 3 ซึ่งเปิดใช้งานครั้งแรกในครั้งนี้ เป็นพื้นที่สาธารณะที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คนทุกช่วงวัย โดยมีมูลนิธิสติ เป็นแกนหลักในการดำเนินโครงการต่าง ๆ ได้แก่ โปรแกรมพัฒนาเด็กปฐมวัยและการเรียนรู้หลังเลิกเรียน เวิร์กช็อปสุขภาวะผู้สูงอายุ การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต และมื้ออาหารชุมชนที่จัดเตรียมโดยมูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสเทนแนนซ์ พื้นที่ใหม่นี้ประกอบด้วยห้องสมุดชุมชน ครัวมาตรฐาน พื้นที่กิจกรรม และห้องให้คำปรึกษาเด็ก ซึ่งทุกพื้นที่ได้รับการออกแบบมาอย่างใส่ใจเพื่อสนับสนุนสุขภาวะองค์รวม

“การขยายพื้นที่ในครั้งนี้ โดยเฉพาะการเปิดใช้อาคารหลังที่ 3 จะช่วยเพิ่มพื้นที่สำหรับกิจกรรมของชุมชน และสามารถต้อนรับผู้คนจากหลากหลายช่วงวัยได้เพิ่มขึ้นอีกกว่า 500 คน ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ ให้เข้ามาเรียนรู้ พัฒนาทักษะ เสริมสร้างสุขภาวะ และสร้างความสัมพันธ์ร่วมกัน” คุณแมรี่ คัลเลอร์ กล่าว

ดาต้านำทางสร้างอิมแพกต์ระดับประเทศ

การทำงานของที่นี่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการคาดเดา แต่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างแท้จริง ดร.พงษ์พิศิษฐ์ หุยากรณ์ (ปั้น) ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการศูนย์วิจัยชุมชนเมือง (Urban Studies Lab – USL) เล่าว่า ทีมงานใช้เวลาหกถึงเก้าเดือนในการลงพื้นที่เพื่อรับฟังชุมชน ทำการศึกษาวิจัยข้อมูลพื้นฐานถึงสองชุดเพื่อทำความเข้าใจบริบทของชาวบ้าน ข้อมูลจากการวิจัยทำให้พบว่าพื้นที่นี้มีประชากรผู้สูงอายุมากเป็นอันดับสามของกรุงเทพมหานคร รวมถึงมีเด็กเล็กจำนวนมาก ทำให้รู้ว่าโปรแกรมที่ควรมีคือเรื่องการศึกษา อาหาร และวัฒนธรรม ซึ่งนำไปสู่การทำโครงการซ่อมแซมบ้านให้กลุ่มเปราะบาง โดยดร.พงษ์พิศิษฐ์ ระบุไว้อย่างเห็นภาพว่า การลงทุนกับบ้านเพียงหนึ่งบาท สามารถสร้างผลลัพธ์คืนกลับมาได้ถึงเก้าเท่าเป็นอย่างน้อย นอกจากนี้ USL ยังเป็นผู้บุกเบิกงาน Nang Loeng Design Week และงานสัปดาห์สรรค์สร้างสถานที่ หรือ Placemaking Week ก่อนส่งมอบให้ชุมชนและศิลปินในพื้นที่เป็นผู้ขับเคลื่อนต่อ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในพื้นที่ของตนเอง

ความรวดเร็วและแม่นยำของข้อมูลยังเห็นผลชัดเจนในช่วงวิกฤติโควิด-19 อาจารย์ปั้นเล่าว่าในตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าครัวเรือนไหนเปราะบางที่สุด แต่ด้วยการศึกษาวิจัยอย่างเร่งด่วน ผสานกับเครือข่ายหัวหน้าชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุขที่ดูแลครัวเรือนอย่างใกล้ชิด ทำให้ศูนย์ฯ สามารถตั้งรับและตั้งโครงการช่วยเหลือได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ การทำงานที่แม่นยำนี้นำไปสู่การขยายผลจากเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ครอบคลุมทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานคร ทำให้พันธมิตรในศูนย์ฯ สามารถร่วมกันส่งมอบอาหารได้กว่าหนึ่งล้านมื้อ และชุดช่วยเหลือที่จำเป็นกว่า 31,154 ชุด แก่ผู้ได้รับผลกระทบ

ข้อมูลที่แข็งแกร่งยังเป็นรากฐานให้ USL ทำงานร่วมกับพันธมิตรจัดโครงการด้านสุขภาวะมากกว่า 30 โครงการ และสามารถเข้าถึงผู้คนได้มากกว่า 210,000 คน รวมถึงช่วยให้พันธมิตรอื่น ๆ ทำงานได้ตรงจุดและเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ อย่างเช่นมูลนิธิ SOS ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงระดับประเทศด้วยการรวบรวมอาหารส่วนเกินจากโรงแรมและร้านอาหาร มาประกอบอาหารภายใต้โครงการ Rescue Kitchen ที่เปิดโอกาสให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมทำอาหารด้วยตนเอง จนสามารถกู้คืนอาหารส่วนเกินได้ถึง 10 ล้านกิโลกรัม และนำมาแปรรูปส่งต่อเป็นมื้ออาหารแห่งความหวังได้มากกว่า 42 ล้านมื้อ กระจายไปยังกว่า 5,000 ชุมชนทั่วประเทศไทย

ฮีลใจรักษากาย: พื้นที่ปลอดภัยไร้รอยต่อ

ศูนย์ฟอร์ดเพื่อนชุมชน: โมเดลแบ่งปันพื้นที่ ชุบชีวิตสถาปัตยกรรมเก่าสู่ความยั่งยืน

มิติของการดูแลสุขภาวะทั้งกายและใจเป็นสิ่งที่ศูนย์แห่งนี้ให้ความสำคัญอย่างลึกซึ้ง เสกสรร รวยภิรมย์ (เกรท) ผู้ก่อตั้งและประธานมูลนิธิสติและ Na Projects เล่าถึงวิกฤติความเครียดของเยาวชนที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเครียดจากโรงเรียนหรือการใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้าได้ มูลนิธิสติจึงเข้ามาสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็ก ๆ ได้มาทำการบ้าน นั่งอ่านหนังสือ รวมไปถึงการจัดตั้งห้องให้คำปรึกษา ดนตรีบำบัด และการฝึกอาชีพ พี่แซ็คได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า ท่ามกลางโลกที่ปิดมากขึ้นและทะเลาะกันมากขึ้น สิ่งที่เราต้องการสร้างจากจุดนี้คือความรัก ความเมตตา และความสุขให้เกิดขึ้น

ในขณะเดียวกัน การดูแลรักษากายก็เข้มข้นไม่แพ้กัน นพ.อานนท์ กุลธรรมานุสรณ์ (ไก๋) ผู้ร่วมก่อตั้งสุขภาวะข้างถนน ได้เข้ามาปิดช่องว่างระหว่างระบบสาธารณสุขกับคนไร้บ้าน ด้วยการตั้งคลินิกเคลื่อนที่ออกตรวจสุขภาพและช่วยขึ้นทะเบียนสิทธิการรักษา คุณหมอไก๋พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า กว่า 44% ของคนไร้บ้านไม่มีที่ไปหลังออกจากโรงพยาบาล จึงได้ริเริ่มทำบ้านพักฟื้นเพื่อให้พวกเขามีพื้นที่ปลอดภัยในการดูแลตัวเอง นอกจากนี้ยังร่วมมือกับมูลนิธิ SOS ในการจัดหาอาหารที่มีประโยชน์อย่างผักและผลไม้ไปเสริมทัพจากเดิมที่มีแต่อาหารทอด ทว่าหมอไก่เน้นย้ำว่า คีย์หลักของการช่วยเหลือคนไร้บ้านไม่ใช่แค่การรักษาโรคทางกาย แต่คือการต่อยอดสร้างอาชีพ เพื่อให้พวกเขาหลุดพ้นจากความไร้บ้านได้อย่างแท้จริง

การทำงานร่วมกันแบบแพลตฟอร์มนี้ยังถักทอความช่วยเหลือไปถึงกลุ่มเปราะบางอื่น ๆ อย่างครบวงจร กลุ่ม นา โปรเจ็กต์ ได้ใช้พื้นที่คาเฟ่เป็นเสมือนห้องเรียนชีวิต ฝึกอาชีพด้านงานบริการ การชงกาแฟ และผสมเครื่องดื่ม ให้กับเยาวชนกลุ่มเสี่ยงและผู้ลี้ภัย ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพจิต จนหลายคนได้รับการจ้างงานจริง ด้านมูลนิธิรักสัตว์ป่า นอกเหนือจากการวิจัยและปกป้องสัตว์แล้ว ยังเปิดโลกการเรียนรู้ด้วยการจัดโปรแกรมสะเต็มศึกษาหลังเลิกเรียนให้เด็กในชุมชนและผู้ลี้ภัยวัย 6 ถึง 12 ปี มาอย่างต่อเนื่องกว่า 4 ปี ผสานกับการทำงานของกลุ่มพรีเชียสพลาสติก ที่ใช้องค์ความรู้แบบโอเพนซอร์สเปิดเผยแบบแปลนเครื่องจักรรีไซเคิล เพื่อให้ชุมชนสามารถเข้าถึงการจัดการขยะพลาสติกและสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ด้วยตนเอง

ชุบชีวิตสถาปัตยกรรม: เคารพอดีตเปิดรับอนาคต

ศูนย์ฟอร์ดเพื่อนชุมชน: โมเดลแบ่งปันพื้นที่ ชุบชีวิตสถาปัตยกรรมเก่าสู่ความยั่งยืน

การชุบชีวิตอาคารแห่งนี้เป็นผลงานของทีมสถาปนิกจาก Design Qua นำโดย มาลินา ปาลัสธีรา ผู้ร่วมก่อตั้งดีไซน์-กว่า และ ธิตินาท ธรรมชูเชาวรัตน์ หุ้นส่วนดีไซน์-กว่า ที่ยึดมั่นในปรัชญา ‘เติมชีวิตใหม่ให้กับอาคารเดิม’ แทนการรื้อถอน โดยเลือกใช้แนวคิด Adaptive Reuse เพื่อคงเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมสไตล์มิดเซ็นจูรีในยุค 1960-1970 เอาไว้ ทีมสถาปนิกได้บอกเล่าถึงความท้าทายว่า เดิมทีอาคารหลังนี้เป็นบ้านพักอาศัยที่มีความปิดทึบ ผนังด้านหน้าเป็นปูนทั้งหมดและมีหน้าต่างเพียงบานเล็ก ๆ ซ่อนพื้นที่ใช้งานไว้ด้านใน ทีมงานจึงตั้งโจทย์สำคัญว่าจะทำอย่างไรให้พื้นที่นี้มีแสงสว่างส่องถึง และเด็ก ๆ ที่เข้ามาใช้งานรู้สึกปลอดภัย สบายใจ ไม่รู้สึกอึดอัดจนอยากรีบกลับออกไป

คำตอบจึงออกมาเป็นการพลิกโฉมพื้นที่ชั้น 1 จากผนังทึบให้กลายเป็นพื้นที่โปร่งสบายด้วยการใช้บล็อกกระจก ที่นอกจากจะดึงแสงธรรมชาติเข้ามาแล้ว ยังเปิดให้คนที่สัญจรไปมามองเห็นความเคลื่อนไหวภายใน สร้างความรู้สึกเป็นมิตรและเชื้อเชิญ บริเวณด้านหลังยังมีการขยายพื้นที่ครัวชุมชนให้กว้างขวางและได้มาตรฐานขึ้น เพื่อรองรับการทำอาหารของมูลนิธิ SOS และคาเฟ่ โดยเชื่อมต่อกับสวนผักสมุนไพรเพื่อสนับสนุนโครงการด้านความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงมีการเพิ่มห้องน้ำเพื่อรองรับผู้พิการอย่างใส่ใจ

เมื่อก้าวขึ้นสู่ชั้น 2 ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะ ทีมออกแบบได้เจาะหน้าต่างกระจกใสสี่เหลี่ยมผืนผ้าบานใหม่ เพื่อเปิดมุมมองให้สายตาได้ทอดมองไปยังอาคาร Bangkok 1899 ที่มีอายุกว่าร้อยปี นับเป็นการเชื่อมโยงมรดกทางสถาปัตยกรรมแห่งอดีต เข้ากับพื้นที่การเรียนรู้ร่วมสมัยได้อย่างกลมกลืน

ขณะที่ชั้น 3 ถูกจัดสรรให้เป็นพื้นที่เงียบสงบ เป็นที่ตั้งสำนักงานของมูลนิธิสติ ซึ่งประกอบด้วยห้องให้คำปรึกษาเด็ก พื้นที่ดนตรีบำบัด และโซนเงียบสำหรับการฝึกสติ โดยออกแบบให้มีแสงธรรมชาติและบรรยากาศที่ผ่อนคลายที่สุด เพื่อโอบอุ้มการทำงานด้านจิตวิทยาและการฟื้นฟูจิตใจอย่างทะนุถนอม

การออกแบบยังคงสานต่อความภาคภูมิใจที่ได้ต่ออายุให้กับอาคารเก่าแก่หลังนี้ แทนที่จะทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ ซึ่งเป็นการสานต่อวิถีความยั่งยืน การเก็บรักษากลิ่นอายของสถาปัตยกรรมยุค 70 และโครงสร้างที่แข็งแรงเอาไว้ ทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในชุมชนยังคงรู้สึกผูกพันและเชื่อมโยงกับความทรงจำของความเป็นบ้าน นอกจากนี้ ตัวอาคารยังได้รับการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สถาปัตยกรรมแห่งนี้จึงไม่ใช่แค่อิฐและปูน แต่เป็นพื้นที่ที่เคารพรากเหง้าของตนเองและเปิดรับโอกาสใหม่ ๆ ให้กับชุมชน

ก้าวสู่ปีที่ 30: เติบโตเคียงข้างชุมชน

การเปิดพื้นที่อาคาร 3 ในครั้งนี้ เปรียบเสมือนการเปิดประตูบานใหญ่เพื่อต้อนรับอนาคต คุณแมรี่ คัลเลอร์ ประธานฟอร์ด ฟิแลนโธรพี ได้กล่าวถึงหัวใจสำคัญของศูนย์แห่งนี้ว่า ชุมชนที่เข้มแข็งไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เกิดจากความร่วมมือของผู้คน ชุมชน และองค์กรที่ทำงานร่วมกัน ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ศูนย์แห่งนี้ตั้งใจสร้างขึ้นที่กรุงเทพฯ โดยการขยายพื้นที่ในครั้งนี้ จะช่วยให้ศูนย์ฟอร์ดเพื่อนชุมชนมีพื้นที่สำหรับกิจกรรม และสามารถต้อนรับผู้คนจากหลากหลายช่วงวัย ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ ได้เพิ่มขึ้นอีกกว่า 500 คนต่อปี ให้เข้ามาเรียนรู้ พัฒนาทักษะ และเสริมสร้างสุขภาวะร่วมกัน

ทิศทางในอนาคตของศูนย์ฟอร์ดเพื่อนชุมชน กรุงเทพฯ สอดคล้องกับวาระสำคัญที่ฟอร์ดกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

รัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย

รัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย ได้กล่าวไว้อย่างหนักแน่นว่า ฟอร์ดทำธุรกิจในประเทศไทยไม่ได้มองแค่เรื่องผลกำไรอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญและขยายความมุ่งมั่นไปถึงเรื่องของชุมชนมาโดยตลอด ซึ่งภาพแห่งความร่วมมือนี้ถูกสะท้อนผ่านโครงการ ฟอร์ดร่วมด้วยช่วยสร้าง หรือ Ford Building Together ที่ริเริ่มในประเทศไทยเมื่อปลายปี 2568 โดยเปิดโอกาสให้พนักงานฟอร์ดและผู้จำหน่ายได้รวมพลังจิตอาสาทำงานร่วมกับองค์กรพันธมิตร ดังเช่นในวันเปิดอาคารอย่างเป็นทางการ ที่มีพนักงานและผู้บริหารราว 30 คน มาร่วมกันซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์ให้ห้องเรียนเด็ก บริจาคและจัดเรียงหนังสือในห้องสมุดชุมชน พร้อมทั้งร่วมทำอาหารส่งมอบให้แก่ผู้ไร้บ้าน

ท้ายที่สุดแล้ว คุณเจน ฮอลโลเวย์ มองภาพรวมของทั้ง 3 อาคารไว้ว่า ที่นี่คือพื้นที่สำหรับพันธมิตรที่จะมาร่วมกันทำงานเพื่อสังคมให้มากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือการเป็นพื้นที่ที่เปิดรับคนในชุมชนให้เข้ามาเรียนรู้ เติบโต และรู้สึกปลอดภัย และหากมีใครรู้สึกเหงาหรือมีทุกข์ ที่นี่ก็จะเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถแวะเวียนมาได้เสมอ เพราะเราคือเพื่อนกัน ศูนย์ฟอร์ดเพื่อนชุมชนจึงไม่ใช่แค่อาคารสถานที่ แต่เป็นดั่งหัวใจที่หลอมรวมทุกภาคส่วนให้กลายเป็นเพื่อนแท้ ที่พร้อมจะจับมือและก้าวเดินไปพร้อมกับชุมชนอย่างยั่งยืน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

UNICEF Blue Star Gala 2026: ผนึกเชฟมิชลิน กู้วิกฤติเด็กไทย ‘กินดีอยู่ดี’

ไมโครซอฟท์หนุนธรรมจารินี สร้างสะพาน AI เชื่อมครู–นักเรียน เพิ่มความรู้-ทักษะดิจิทัล

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar