TASTEBUD LAB และ Future Food Hub ประกาศเข้าร่วมเครือข่าย Global Flagship Initiative for Food Security เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยร่วมพัฒนาโครงการด้านความมั่นคงทางอาหารกับพันธมิตรต่างประเทศ พร้อมเสนอพัฒนากลไกทุนที่ช่วยให้นวัตกรรมก้าวจากงานวิจัยไปสู่ธุรกิจ เป้าหมายคือการนำความเชี่ยวชาญของไทยตั้งแต่ปัจจัยการผลิต การเกษตร การแปรรูป จนถึงการส่งต่ออาหาร ไปทำงานร่วมกันในเอเชียและแอฟริกา ซึ่งจะขยายโอกาสจากการระดมทุนของบริษัทแต่ละราย ไปสู่การลงทุนในโครงการที่เชื่อมธุรกิจหลายส่วนตลอดห่วงโซ่
สันติ อาภากาศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง TASTEBUD LAB, Bio Buddy และ Future Food Hub กล่าวว่า ประสบการณ์ทำงานด้านอาหารแห่งอนาคตตลอดสิบปีทำให้เห็นว่า การสนับสนุนสตาร์ตอัปให้เติบโตยังตอบโจทย์ระบบอาหารได้ไม่ทั้งหมด ที่ผ่านมาการหาเงินลงทุนมักมุ่งไปที่การเติบโตของบริษัท การระดมทุน และการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ แต่เมื่อพิจารณาผ่านเรื่องความมั่นคงทางอาหาร จะมีโอกาสพัฒนาโครงการที่ครอบคลุมทั้งการเพิ่มรายได้เกษตรกร การสร้างงาน และการทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการในราคาที่เหมาะสม จึงเป็นเหตุผลให้ต้องมองหาแหล่งทุนและพันธมิตรที่รองรับเป้าหมายเหล่านี้ด้วย
Global Flagship เชื่อมธุรกิจอาหารไทยกับทุนต่างประเทศ
จุดเริ่มต้นของความร่วมมือเกิดจากการที่สันติเข้าร่วมการประชุมของสหประชาชาติที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ และได้หารือกับ ดร. Conrad Rein เลขาธิการ Global Flagship Initiative for Food Security เกี่ยวกับการเชื่อมเงินทุนเข้ากับโครงการด้านความมั่นคงทางอาหาร ก่อนนำมาสู่การจัดวงหารือ “From Dialogue to Investment” ที่ Future Food Hub กรุงเทพมหานคร ในช่วงสัปดาห์การประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เพื่อรวบรวมหน่วยงานไทย องค์กรระหว่างประเทศ สถาบันการเงิน และนักลงทุน มาร่วมสำรวจว่าไทยสามารถนำความเชี่ยวชาญด้านใดไปพัฒนาโครงการกับเครือข่ายได้บ้าง
บทบาทของ Global Flagship Initiative for Food Security คือการนำองค์กรพัฒนา ภาครัฐ ธุรกิจ และสถาบันวิชาการมาร่วมกันพัฒนาโครงการให้พร้อมรับการลงทุน โดย ดร. Rein ให้มุมมองว่า ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การทำให้เงินทุนที่มีอยู่เข้าถึงโครงการที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง สำหรับไทย การเข้าร่วมเครือข่ายจึงเปิดโอกาสตั้งแต่การร่วมค้นหาโจทย์ในแต่ละประเทศ การจับคู่พันธมิตร ไปจนถึงการเตรียมโครงการเพื่อเชื่อมต่อกับแหล่งทุน โดยนำความสามารถด้านการผลิตและแปรรูปอาหาร เทคโนโลยีเกษตร และการพัฒนาวัตถุดิบมาต่อยอดร่วมกัน
ตัวอย่างที่นำเสนอในวงหารือคือโครงการในแคเมอรูน ซึ่งเริ่มจากเงินสนับสนุน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากรัฐบาลสเปนผ่าน Joint SDG Fund ก่อนระดมเงินจากธนาคารพัฒนาอิสลามได้อีก 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านการทำงานร่วมกับผู้ประสานงานสหประชาชาติในประเทศ โครงการมีเป้าหมายเชื่อมเกษตรกรรายย่อย 120,000 รายเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่า โดยร้อยละ 80 เป็นผู้หญิงและคนรุ่นใหม่ กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาโครงการร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงานสามารถนำไปสู่การระดมทุนเพิ่มเติมได้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เครือข่ายต้องการนำไปประยุกต์ใช้ในประเทศอื่นตามความต้องการของแต่ละพื้นที่
Catalytic Layer Fund เติมช่องว่างทุนวิจัยสู่ธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงเครือข่ายต่างประเทศต้องมาพร้อมความพร้อมของผู้ประกอบการในประเทศ สันติกล่าวว่า ไทยมีทั้งงานวิจัย เทคโนโลยี และฐานอุตสาหกรรมอาหาร แต่ยังมีช่องว่างด้านเงินทุนในช่วงที่ต้องนำนวัตกรรมไปขยายเป็นธุรกิจ แม้ภาครัฐจะมีทุนให้เปล่าสำหรับนักวิจัยและสตาร์ตอัป แต่เมื่อใช้ทุนพัฒนางานถึงระดับหนึ่ง โครงการอาจยังมีความเสี่ยงสูงเกินกว่าที่บริษัทขนาดใหญ่หรือกองทุนร่วมลงทุนจะเข้ามาสนับสนุน ขณะที่ทุนระยะแรกก็ไม่สามารถรองรับการพัฒนาต่อได้ทั้งหมด สำหรับสตาร์ตอัป ช่องว่างนี้อาจอยู่ในช่วงก่อนระดมทุนรอบ Series A หรือระหว่างเตรียมเข้าสู่รอบดังกล่าว
แนวทางที่เสนอคือ Catalytic Layer Fund เพื่อช่วยเชื่อมทุนระยะแรกกับการลงทุนในขั้นถัดไป โดยอาจใช้เครื่องมือหลายรูปแบบ ทั้งเงินร่วมลงทุน เงินทุนด้านสิ่งแวดล้อม หรือสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษ ผ่านความร่วมมือของสถาบันการเงินในประเทศ ต่างประเทศ และภาคเอกชน ข้อเสนอนี้ต่อยอดจากการเข้าร่วมกระบวนการรับฟังความคิดเห็นภาคธุรกิจเกษตรและอาหารของธนาคารโลก หรือ World Bank’s Agri-Food Business Consultation และการนำประเด็นมาหารือร่วมกับ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการมองอนาคต FutureTales LAB by MQDC เพื่อหาเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะกับระบบอาหารไทย
“ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางด้านอาหารของโลก แต่สิ่งที่ยังขาดหายไปคือกลไกทางการเงินที่จะเชื่อมโยงนวัตกรรมในประเทศเข้ากับเงินทุนและพันธมิตรระดับสากลอย่างเป็นระบบ” สันติกล่าว โดย Future Food Hub เสนอความพร้อมที่จะร่วมพัฒนาและเป็นเจ้าภาพกลไกดังกล่าวในประเทศไทย หนึ่งในแนวทางที่นำเสนอคือการศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกันเป็นเวลา 60–90 วัน เพื่อสำรวจรูปแบบการสนับสนุนที่เหมาะสม พร้อมใช้พื้นที่เป็นแหล่งทดลองและต่อยอดโครงการ ทั้งกลไกทุนและการศึกษาร่วมกันยังเป็นข้อเสนอที่ต้องหารือกับพันธมิตรต่อไป
ADB วางกรอบลงทุนอาหาร 40,000 ล้านดอลลาร์ถึงปี 2573
ทิศทางเงินทุนที่ถูกนำมาแลกเปลี่ยนในงานยังครอบคลุมกรอบลงทุนด้านความมั่นคงทางอาหารของธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ ADB รวม 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐถึงปี 2573 โดยผู้แทนจาก Institute for Global Environmental Strategies หรือ IGES ระบุว่า แบ่งเป็นเงินลงทุน 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐถึงปี 2567 และอีก 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปี 2568–2573 ครอบคลุมการเปลี่ยนผ่านระบบเกษตรและอาหาร การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ โภชนาการ และการสร้างงาน วงเงินดังกล่าวเป็นกรอบลงทุนระดับภูมิภาค ซึ่งช่วยให้เห็นขนาดและทิศทางของแหล่งทุน ส่วนโครงการไทยยังต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับเป้าหมายและเงื่อนไขการสนับสนุน
ข้อเสนอจากวงหารือชี้ว่า การเตรียมโครงการเพื่อเข้าถึงเงินทุนต้องพิจารณามากกว่าตัวเทคโนโลยี เพราะธุรกิจอาหารเกี่ยวข้องกับคุณภาพและความสม่ำเสมอของวัตถุดิบ มาตรฐานความปลอดภัย ระบบขนส่ง ตลอดจนการใช้น้ำ พลังงาน และการจัดการของเสีย ขณะที่เกษตรกรต้องรับมือทั้งความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและข้อจำกัดด้านรายได้ การออกแบบกลไกทุนจึงควรมองการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกันตลอดห่วงโซ่ รวมถึงเครื่องมือจัดการความเสี่ยง เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถปรับปรุงการทำงานและส่งต่อผลผลิตเข้าสู่ธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
เป้าหมาย 3–5 ปีขยายธุรกิจอาหารไทยสู่ต่างประเทศทั้งห่วงโซ่
สันติต้องการเห็นประเทศไทยเป็นพันธมิตรสำคัญของเอเชียในระยะสามถึงห้าปี โดยมีโครงการด้านความมั่นคงทางอาหารที่สามารถนำไปทำงานร่วมกับประเทศอื่นได้ ภาพที่มองไว้คือการนำความเชี่ยวชาญตั้งแต่ปัจจัยการผลิต ระบบเกษตร การแปรรูป จนถึงการส่งต่ออาหารมาทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตและการเข้าถึงอาหาร ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยหลายส่วนขยายธุรกิจผ่านโครงการเดียวกัน และสร้างความร่วมมือกับบริษัทระดับโลกที่สนใจลงทุนด้านเกษตรและอาหาร
การสร้างมูลค่าจากโครงการเหล่านี้ยังเชื่อมกับแนวทางที่ ดร.การดีเสนอให้มองอุตสาหกรรมอาหารผ่านคุณค่าของสารอาหารและการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบ ควบคู่กับปริมาณการผลิตและการส่งออก ไทยมีโอกาสต่อยอดสมุนไพรและวัตถุดิบท้องถิ่นเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ รวมถึงยาและเครื่องสำอาง แต่ต้องอาศัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และห่วงโซ่การผลิตที่พร้อมรองรับ การพัฒนาโครงการจึงต้องนำความรู้ด้านผลิตภัณฑ์มาเชื่อมกับการผลิตและตลาด เพื่อให้เกิดทั้งมูลค่าทางธุรกิจและประโยชน์ด้านโภชนาการตามเป้าหมายความมั่นคงทางอาหาร
Future Food Hub วางบทบาทเป็นพื้นที่รองรับการทำงานร่วมกันนี้ ผ่านความร่วมมือระหว่าง Bio Buddy และภิรัชบุรีกรุ๊ป โดยมี TASTEBUD LAB ร่วมขับเคลื่อนเครือข่าย ปัจจุบันมีบริษัทและสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีชีวภาพ สุขภาพ และอาหารเข้ามาใช้พื้นที่ตั้งสำนักงาน พบพันธมิตร และพัฒนาโครงการอยู่แล้ว สันติต้องการนำฐานความร่วมมือดังกล่าวมาเชื่อมกับหน่วยงานให้ทุนและโจทย์จากต่างประเทศ โดยใช้ข้อเสนอศึกษากลไกทุนร่วมกันในระยะ 60–90 วันเป็นแนวทางกำหนดรูปแบบการสนับสนุนให้ชัดเจนขึ้น ภายใต้เป้าหมายให้ผู้ประกอบการเติบโต คนในระบบอาหารมีชีวิตที่ดีขึ้น และผู้บริโภคเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
‘ศุภจี’ ดันการค้าไทยยุคใหม่ เปลี่ยนจากแข่งราคา สู่สร้างมูลค่าเพิ่ม
AI ดันการค้าสินค้าโลกโตสวนกระแสสงคราม WTO คาดปี 2569 ขยายตัว 3.9%



