Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ไฮเออร์ ปักหมุด WHA ESIE 5 สร้างฐานผลิตเครื่องปรับอากาศอัจฉริยะ AI ใหญ่สุดในอาเซียน

ไฮเออร์ ปักหมุด WHA ESIE 5 สร้างฐานผลิตเครื่องปรับอากาศอัจฉริยะ AI ใหญ่สุดในอาเซียน

ไฮเออร์ สมาร์ท โฮม (Haier Smart Home) ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและโซลูชันสมาร์ทโฮม เลือกพื้นที่ WHA ESIE 5 เป็นที่ตั้งของ “ฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศอัจฉริยะ (AI Intelligent Manufacturing Base)” แห่งที่ 3 ในประเทศไทย โรงงานดังกล่าวจะเป็นโรงงาน AI Intelligent Factory สำหรับการผลิตเครื่องปรับอากาศส่วนกลาง (เครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์) แห่งแรกของโลก และมีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปจงวิช พงษ์ศิวาภัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ไฮเออร์ คือพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญที่ให้ความไว้วางใจ WHAID มาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ได้เปิดโรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศที่ใช้ภายในบ้าน บนพื้นที่ 200 ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 3 (WHA ESIE 3) จังหวัดชลบุรี ซึ่งเริ่มเดินสายการผลิตไปเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา

การที่ไฮเออร์เลือกขยายการลงทุนที่ WHA ESIE 5 เพื่อสร้างฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศ AI อัจฉริยะที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน สะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจที่มีต่อ WHAID และความพร้อมของนิคมฯ ของเราทั้งในด้านทำเลยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานล้ำสมัย ระบบนิเวศที่ยั่งยืน เป็นศูนย์กลางการผลิตที่รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้ในทุกมิติอย่างครบวงจร”

สำหรับฐานการผลิตแห่งใหม่ของไฮเออร์ที่ WHA ESIE 5 ได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ไปเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน 2570 โดยโรงงานแห่งนี้มีกำลังความสามารถทางเทคโนโลยีที่สำคัญคือ จะใช้ระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI มากกว่า 65% พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) เพื่อพัฒนาโซลูชัน HVAC สำหรับสภาพภูมิอากาศเขตร้อนโดยเฉพาะ รองรับความต้องการของภาคเมือง อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม นิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีเป้าหมายผลิตเพื่อส่งออกไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรป และอเมริกาเหนือ

การเข้ามาลงทุนของไฮเออร์ในครั้งนี้ สะท้อนถึงการรองรับของพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่มีจุดแข็งและโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนภาคการผลิต ดังนี้:

  • โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: มีระบบเชื่อมต่อดิจิทัล อาทิ ข่ายสายเคเบิลใยแก้วนำแสงใต้ดิน (FTTx), เครือข่าย 5G และระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ ซึ่งรองรับการประมวลผลข้อมูลของสายการผลิตที่ขับเคลื่อนด้วย AI และระบบอัตโนมัติขั้นสูงของโรงงาน
  • ระบบนิเวศอุตสาหกรรมสีเขียว: การใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ส่องสว่าง และระบบบำบัดหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ (Reclamation Water) เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรและลดต้นทุนการดำเนินงาน รวมถึงตอบโจทย์การลด Carbon Footprint
  • การพัฒนาบุคลากรและพื้นที่โดยรอบ: การพัฒนาพื้นที่พักอาศัยและเชิงพาณิชย์ในลักษณะ Industrial Town พร้อมความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และวิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย เพื่อผลิตบุคลากรรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ การขยายฐานการผลิตของบริษัทระดับโลกยังส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมโดยรอบ ทั้งการสร้างงานให้กับแรงงานไทย การส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ไทยในห่วงโซ่อุปทานเพื่อยกระดับมาตรฐานการแข่งขัน และการกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชนรอบนิคมอุตสาหกรรม

ทางด้าน WHAID ระบุว่า บริษัทยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการลงทุนและพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภคอัจฉริยะ และพลังงานสะอาด ภายใต้แนวคิด “WHA SHAPE THE FUTURE FOR THAILAND” เพื่อรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมไทยต่อไป

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

‘สีคิ้วโมเดล’ เมืองเล็ก งบน้อย สมาร์ทได้ ทลายไซโลข้อมูล พลิกโฉมสู่ Smart City

‘Future You’: เมื่อคำถามสำคัญไม่ใช่ ‘ทำงานอะไร’ แต่คือ ‘เราจะเป็นใคร’

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar