Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

มจธ. ชี้ธุรกิจไทยเร่งวัดผลกระทบความหลากหลายทางชีวภาพ รับกฎการค้าโลก

มจธ. ชี้ธุรกิจไทยเร่งวัดผลกระทบความหลากหลายทางชีวภาพ รับกฎการค้าโลก

เมื่อกฎการค้าโลกและมาตรฐานด้านความยั่งยืนกำหนดให้ธุรกิจต้องวัดและเปิดเผยผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพเป็นตัวเลข ความหลากหลายทางชีวภาพจึงไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ของการแข่งขัน การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการทำธุรกิจในตลาดโลก

ดร.อุกฤษ เจริญเกียรติขจร นักวิชาการด้านการประเมินรอยเท้าความหลากหลายทางชีวภาพ จากบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดเผยว่า ภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และอุตสาหกรรมการผลิต จำเป็นต้องเร่งประเมิน “รอยเท้าความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity Footprint) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ประเด็นนี้กำลังเปลี่ยนจากเรื่องการอนุรักษ์ หรือกิจกรรมเพื่อสังคม ไปสู่เงื่อนไขด้านการค้า การเงิน และการลงทุนระดับโลก ธุรกิจจึงไม่สามารถบอกเพียงว่าตนเองดูแลธรรมชาติอย่างไร แต่ต้องแสดงผลกระทบออกมาเป็นตัวเลขที่ชัดเจน

ความหลากหลายทางชีวภาพกลายเป็นเงื่อนไขของทุนและการค้า

ดร.อุกฤษ ระบุว่า ภาคการเงินและกลุ่มผู้ลงทุนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องนี้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงเพราะธุรกิจที่ดูแลความหลากหลายทางชีวภาพได้ดีจะมีโอกาสเข้าถึงเงินทุนสีเขียว (Green Finance) เท่านั้น แต่เพราะมาตรฐานและกรอบรายงานระดับโลกเริ่มกำหนดให้ธุรกิจต้องเปิดเผยผลกระทบอย่างโปร่งใส

กรอบและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องมีตั้งแต่ Global Biodiversity Framework (GBF), TNFD, GRI, OECD, IFC ไปจนถึงกรอบด้านการอนุรักษ์และการรายงานสาธารณะ สาระสำคัญร่วมกันคือ ธุรกิจต้องสามารถรายงานผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ หรือผลการประเมินความหลากหลายทางชีวภาพออกมาได้อย่างชัดเจน

ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่ประเด็นที่อยู่เฉพาะในฝ่ายสิ่งแวดล้อม แต่เกี่ยวข้องกับรายงานความยั่งยืน การเข้าถึงเงินทุน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในตลาดโลก

จากคำบรรยายสู่ตัวเลข

หัวใจสำคัญของการประเมินเรื่องนี้คือ ธุรกิจต้องเปลี่ยนจากการเล่าเชิงพรรณนา ไปสู่การวัดผลกระทบที่ตรวจสอบได้ ดร.อุกฤษ อธิบายว่า การประเมินด้านความหลากหลายทางชีวภาพมี 2 รูปแบบสำคัญ คือ การประเมินผลกระทบทางชีวภาพ (Biodiversity Impact Assessment) และการประเมินรอยเท้าความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Footprint)

การประเมินผลกระทบทางชีวภาพ เป็นการวัดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมหรือโครงการขององค์กรหนึ่ง ๆ โดยดูว่าองค์กรนั้นสร้างผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพมากน้อยเพียงใด

ส่วนรอยเท้าความหลากหลายทางชีวภาพมีขอบเขตกว้างกว่า เพราะไม่ได้สนใจเฉพาะองค์กรเดียว แต่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นทางของวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงปลายทาง คล้ายกับแนวทางการทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์

กล่าวอีกอย่างคือ หากธุรกิจต้องการวัดผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างรอบด้าน ธุรกิจต้องมองให้ไกลกว่าพื้นที่ปฏิบัติการของตนเอง และเข้าใจว่ากิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทานส่งผลต่อระบบนิเวศอย่างไร

วิกฤติธรรมชาติกำลังเกินขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก

เหตุผลที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น มาจากภาวะวิกฤติของระบบนิเวศที่รุนแรงขึ้น ดร.อุกฤษ อธิบายว่า เมื่อความหลากหลายทางชีวภาพยังดี ระบบนิเวศก็สามารถทำหน้าที่ต่าง ๆ ได้ ตั้งแต่การจัดหาอาหาร การดูดซับคาร์บอน การบำบัดน้ำเสียตามธรรมชาติ การรองรับกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ไปจนถึงบทบาทด้านวัฒนธรรมและความเชื่อ

แต่เมื่อมนุษย์ใช้ทรัพยากรโดยไม่ทันระวัง ทั้งจากภาคอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน การตัดไม้ทำลายป่า การใช้พื้นที่และสารเคมีในการเกษตร มลพิษ และวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ระบบนิเวศก็เริ่มฟื้นฟูตัวเองไม่ทัน

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่ธรรมชาติเท่านั้น แต่ย้อนกลับมาถึงมนุษย์ด้วย เช่น ความเสี่ยงจากโรคอุบัติใหม่ เมื่อสัตว์บางชนิดต้องโยกย้ายถิ่นฐาน และเชื้อโรคจากสัตว์สามารถแพร่สู่คนได้

ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายระดับโลกจึงยกระดับจากการหยุดยั้งการทำลายธรรมชาติ (Net Zero Loss) ในปี 2563 ไปสู่การฟื้นฟูธรรมชาติให้ดีขึ้นกว่าเดิม (Nature Positive) ภายในปี 2573

เครื่องมือมีหลายแบบแต่ยังไม่มีวิธีเดียวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ

ดร.อุกฤษ ระบุว่า เครื่องมือในการประเมินความหลากหลายทางชีวภาพมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับต้นทุน ข้อมูลที่มี วัตถุประสงค์ และขอบเขตของการประเมิน

วิธีที่แม่นยำที่สุดคือการลงพื้นที่สังเกตการณ์และนับจำนวนสิ่งมีชีวิตโดยตรง แต่มีต้นทุนสูง ใช้เวลามาก และทำได้ยากในทางปฏิบัติ จึงต้องใช้วิธีอื่นประกอบ เช่น การสัมภาษณ์คนในพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิต การใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) และภาพถ่ายดาวเทียม การประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment) รวมถึงการใช้โมเดลทางเศรษฐกิจและคณิตศาสตร์ในระดับภูมิภาค

ในบรรดาวิธีเหล่านี้ การประเมินวัฏจักรชีวิตมีจุดแข็งตรงที่สามารถมองผลกระทบจากการใช้ทรัพยากรตลอดห่วงโซ่อุปทานได้ใกล้เคียงกับการทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และช่วยระบุจุดที่สร้างผลกระทบสูง หรือ Hotspot เพื่อให้ธุรกิจจัดลำดับการแก้ปัญหาได้

อย่างไรก็ตาม การใช้วิธีเดียวอาจไม่เพียงพอเสมอไป เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีลักษณะกิจกรรมและห่วงโซ่อุปทานต่างกัน จึงต้องเลือกเครื่องมือให้เหมาะกับบริบทของธุรกิจ

มจธ. ชี้ธุรกิจไทยเร่งวัดผลกระทบความหลากหลายทางชีวภาพ รับกฎการค้าโลก

โลกมี Framework แต่ธุรกิจยังขาด How-to

แม้โลกจะมีกรอบและมาตรฐานจำนวนมาก แต่ช่องว่างสำคัญคือ ยังไม่มีคู่มือที่บอกอย่างชัดเจนว่า หากบริษัทหนึ่งต้องการเริ่มประเมินความหลากหลายทางชีวภาพ ควรเริ่มจากขั้นตอนใด ใช้วิธีใด และต้องเก็บข้อมูลแบบไหน

ประเทศไทยเองยังเผชิญช่องว่างสำคัญ 3 ด้าน

ด้านแรกคือ ฐานข้อมูลกลางระดับประเทศ การประเมินที่ถูกต้องต้องวัดทั้งความหลากหลายของชนิดพันธุ์ (Species Richness) และความชุกชุมของแต่ละชนิดพันธุ์ (Abundance) ควบคู่กัน เพราะการดูเพียงจำนวนชนิดพันธุ์อาจไม่สะท้อนสภาพจริงทั้งหมด

ปัจจุบันไทยยังต้องพึ่งพาฐานข้อมูลสากลอย่าง GBIF เป็นหลัก ขณะที่สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ สพภ. อยู่ระหว่างการพัฒนาฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ

ด้านที่สองคือ คู่มือและแนวทางปฏิบัติที่เหมาะกับบริบทของประเทศ โดยเฉพาะคู่มือแบบทีละขั้นตอนสำหรับธุรกิจที่ต้องการเริ่มต้นประเมิน

ด้านที่สามคือ วิธีการเฉพาะอุตสาหกรรม เพราะแต่ละธุรกิจมีผลกระทบและห่วงโซ่อุปทานต่างกัน จึงไม่สามารถใช้มาตรการหรือแนวทางเดียวกันได้ทั้งหมด

งานวิจัยไทยเริ่มตอบโจทย์การวัดผลกระทบ

แม้ไทยยังขาดระบบรองรับในภาพใหญ่ แต่เริ่มมีองค์ความรู้และเครื่องมือประเมินที่พัฒนาในประเทศ ตัวอย่างหนึ่งคือ งานที่ ดร.อุกฤษ ร่วมพัฒนากับนักวิจัยจากประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อคำนวณค่า Characterization Factor สำหรับการเปลี่ยนพื้นที่ป่าชนิดต่าง ๆ ไปเป็นพื้นที่ทำฟาร์มในประเทศไทย

งานดังกล่าวใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่และการวิเคราะห์ด้วยเครื่องมืออย่าง GIS เพื่อประเมินว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่ จะส่งผลต่อการสูญเสียชนิดพันธุ์มากน้อยเพียงใด และสามารถชี้เป้าได้ว่าพื้นที่ใดมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตน้อยกว่า

ดร.อุกฤษย้ำว่า เครื่องมือลักษณะนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการทำลายป่าเพิ่มขึ้น แต่ช่วยให้เห็นผลกระทบสูงสุดจากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ และใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายและธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาแนวทาง Biodiversity Footprint ร่วมกับ UNIDO โดยทดลองใช้การประเมินวัฏจักรชีวิตร่วมกับตัวชี้วัดด้านผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อดูทั้งผลกระทบทางตรงจากการใช้พื้นที่และผลกระทบจากการใช้ทรัพยากรในการดำเนินงาน

ธุรกิจไทยควรเริ่มจากระดับปฏิบัติการและห่วงโซ่อุปทาน

ดร.อุกฤษ อธิบายว่า กรอบการประเมินสามารถมองได้หลายระดับ ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการของโครงการหรือองค์กร ระดับห่วงโซ่อุปทาน ระดับกลุ่มธุรกิจ ไปจนถึงระดับพอร์ตโฟลิโอที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืนและการเข้าถึงเงินทุนสีเขียว

สำหรับประเทศไทย สิ่งสำคัญในระยะนี้คือการทำให้ธุรกิจสามารถเริ่มประเมินในระดับปฏิบัติการและห่วงโซ่อุปทานให้ได้ก่อน เพราะเป็นฐานสำคัญก่อนขยับไปสู่การประเมินในระดับที่ซับซ้อนขึ้น

กรอบการทำงานที่ใช้เป็นจุดเริ่มต้นได้ คือแนวทางตามการประเมินวัฏจักรชีวิต ประกอบด้วยการกำหนดเป้าหมายและขอบเขต การเลือกวิธีการประเมิน การเก็บข้อมูลและตรวจสอบคุณภาพข้อมูล และการวิเคราะห์ผลเพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะหรือแผนดำเนินงานต่อไป

จุดที่ยากที่สุดคือการเก็บข้อมูล เพราะต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลก่อนนำไปใช้ และต้องกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนว่าองค์กรต้องการประเมินเพื่ออะไร เช่น เพื่อติดตามความหลากหลายทางชีวภาพ ทำ Risk Screening เปรียบเทียบก่อนและหลังดำเนินมาตรการ หรือใช้ประกอบการเข้าถึงเงินทุนสีเขียว

รัฐวิชาการเอกชนต้องเดินไปพร้อมกัน

ดร.อุกฤษ เสนอว่า การยกระดับการประเมินรอยเท้าความหลากหลายทางชีวภาพของไทยต้องอาศัยความร่วมมือจาก 3 ภาคส่วน

  1. ภาครัฐต้องพัฒนานโยบาย คู่มือ และฐานข้อมูลสาธารณะระดับประเทศ รวมถึงกำหนดขอบเขต วิธีการ และแนวทางอนุรักษ์เมื่อพบผลกระทบเชิงลบ
  2. ภาคการศึกษาต้องสนับสนุนองค์ความรู้ พัฒนาเครื่องมือคำนวณ วิเคราะห์ข้อมูล และร่วมพัฒนาฐานข้อมูลกับหน่วยงานรัฐ
  3. ภาคเอกชนต้องทำความเข้าใจผลกระทบที่แท้จริงจากการดำเนินธุรกิจของตนเอง และนำเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นไปปรับใช้ให้เกิดผลจริงในห่วงโซ่อุปทาน

ดร.อุกฤษย้ำว่า เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงภาระของธุรกิจ แต่ยังเป็นโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว และสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาว

ในที่สุดแล้ว การประเมินรอยเท้าความหลากหลายทางชีวภาพกำลังกลายเป็นภาษากลางที่ธุรกิจ นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกต้องพูดให้ได้ในเวลาไม่นานนี้ ธุรกิจที่ยังมองความหลากหลายทางชีวภาพเป็นเพียงเรื่องอนุรักษ์ อาจต้องเร่งปรับตัว เพราะโลกกำลังเคลื่อนจากการ “เล่าเรื่องธรรมชาติ” ไปสู่การ “วัดผลกระทบต่อธรรมชาติ” ด้วยตัวเลขที่ตรวจสอบได้

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เศรษฐกิจไทยพึ่งธรรมชาติ 70% แต่งบดูแลมีเพียง 0.2% ของจีดีพี.

อว. ดัน Nature Positive ปั้นเศรษฐกิจใหม่จากความหลากหลายทางชีวภาพ

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar