กรุงศรีโชว์กำไรปี 2568 แตะ 3.17 หมื่นล้านบาท ประกาศกลยุทธ์ปี 2569 “One Krungsri” มุ่งสู่ปีแห่งการลงมือทำ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วย Solution Finance และเตรียมเปิดตัว One Super App
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เผยผลประกอบการปี 2568 ทำกำไรสุทธิ 31,739 ล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 7 จากปีก่อนหน้า พร้อมประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 ภายใต้ยุทธศาสตร์ “One Krungsri for Sustainable Future” โดย เคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงมือทำ (Year of Execution) มุ่งเน้นการผนึกกำลังภายในองค์กรและพันธมิตรเครือข่าย MUFG เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่กับการยกระดับบริการทางการเงินด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อความยั่งยืน

จากผลกำไรแกร่งสู่รากฐานแห่งอนาคต
ตัวเลขกำไรสุทธิกว่า 3 หมื่นล้านบาท เป็นผลลัพธ์ของการวางกลยุทธ์บริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอที่มีความสมดุล โดยเฉพาะการรักษาอัตราส่วนผลต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ไว้ที่ระดับร้อยละ 4.35 ซึ่งสะท้อนความสามารถในการบริหารต้นทุนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากทิศทางดอกเบี้ย นอกจากนี้ การที่ธนาคารสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) ให้อยู่ที่ร้อยละ 47 แสดงให้เห็นถึงวินัยทางการเงินที่เคร่งครัด ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเตรียมทรัพยากรไว้รองรับการลงทุนด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ในมิติของการเติบโต ตัวเลขการขยายตัวของสินเชื่อที่ร้อยละ 1.7 อาจดูไม่หวือหวาหากมองเพียงผิวเผิน แต่เมื่อพิจารณาประกอบกับบริบททางเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางสูงและปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังไม่คลี่คลาย อัตราการเติบโตดังกล่าวกลับสะท้อนถึงกลยุทธ์ “Selective Growth” หรือการเติบโตแบบคัดกรองคุณภาพอย่างชัดเจน ธนาคารเลือกที่จะไม่เร่งขยายพอร์ตสินเชื่อในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง แต่หันมาโฟกัสที่คุณภาพสินทรัพย์เป็นหลัก ทำให้สามารถควบคุมอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ให้อยู่ที่ร้อยละ 3.26 ซึ่งถือเป็นระดับที่บริหารจัดการได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน
ความแข็งแกร่งที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ “กันชน” ทางการเงินที่ธนาคารสร้างขึ้น ผ่านอัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ที่สูงถึงร้อยละ 126.9 ตัวเลขนี้คือกุญแจสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ถือหุ้นและลูกค้า ว่าธนาคารมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน
ความพร้อมทางสถานะการเงินที่แข็งแกร่งเช่นนี้เองที่เป็นฐานที่มั่นคงให้ เคนอิจิยามาโตะกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สามารถประกาศทิศทางธุรกิจสำหรับปี 2569 โดยกำหนดให้เป็น “ปีแห่งการลงมือทำ” (Year of Execution) ภายใต้แนวคิด “One Krungsri for Sustainable Future” เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าโดยไม่ต้องพะวงกับปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ในหลังบ้าน
ปักธง ‘ปีแห่งการปฏิบัติจริง’ แก้โจทย์โครงสร้างเศรษฐกิจไทย

กรงศรีประกาศให้ปี 2569 เป็น “ปีแห่งการลงมือทำ” (Year of Execution) ภายใต้แนวคิด “One Krungsri for Sustainable Future” ซึ่งสาระสำคัญคือการแปลงกลยุทธ์สู่การปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาวาระเร่งด่วนเชิงโครงสร้างของประเทศ 5 ด้านหลัก
ดวงดาว วงค์พนิตกฤต ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านการเงินและกลยุทธ์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารมองเห็นว่าปัญหาสําคัญประการแรกคือ หนี้ครัวเรือนซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ เนื่องด้วยพอร์ตสินเชื่อกว่าครึ่งหนึ่งของกรุงศรีเป็นลูกค้ารายย่อย ธนาคารจึงปรับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ปล่อยกู้ สู่การเป็น “โค้ชทางการเงิน” โดยนำข้อมูลและเทคโนโลยี AI มาวิเคราะห์สุขภาพทางการเงินของลูกค้าเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันปัญหาหนี้เสียในระยะยาว
ประการต่อมา คือการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ SME ซึ่งเปราะบางที่สุดในห่วงโซ่เศรษฐกิจ กรุงศรีฯ เลือกใช้วิธีการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการรายย่อยเข้ากับธุรกิจรายใหญ่บนแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน แทนที่จะปล่อยให้ SME ต่อสู้เพียงลำพัง ในขณะเดียวกัน ธนาคารยังมุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยอาศัยจุดแข็งจากเครือข่าย MUFG และความเชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นในการผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) ที่ไทยยังขาดแคลน อาทิ อุตสาหกรรมป้องกันภัยพิบัติ (Disaster Prevention) และเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวทันโลก
นอกจากนี้ ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการเร่งขับเคลื่อนด้านสภาพภูมิอากาศเพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ผ่านการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการปรับตัว (Transition Loan) โซลาร์รูฟท็อป และยานยนต์ไฟฟ้า และประการสุดท้ายคือการสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงินซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยี AI มาช่วยตรวจจับธุรกรรมผิดปกติแบบเรียลไทม์ และทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อกวาดล้างบัญชีม้าและภัยคุกคามทางไซเบอร์ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า “One Krungsri” คือการผนึกกำลังทรัพยากรทั้งองค์กรเพื่อแก้ปัญหาที่รากฐานอย่างแท้จริง
ความเชื่อมั่นต่อไทยในฐานะจุดยุทธศาสตร์แห่งภูมิภาค
บริบททางเศรษฐกิจมหภาค ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางกลยุทธ์ของธนาคารในปีนี้ แม้ว่าสื่อต่างประเทศอย่าง Financial Times จะเคยเปรียบเปรยประเทศไทยว่าเป็น “คนป่วยแห่งภูมิภาค” แต่ผู้บริหารของธนาคารกรุงศรีอยุธยามองว่า อาการป่วยนี้ “รักษาได้” หากมีการวินิจฉัยโรคที่ถูกจุดและได้รับการรักษาที่เหมาะสม กล่าวคือ เศรษฐกิจไทยในขณะนี้ไม่สามารถฟื้นตัวได้ด้วยเพียงมาตรการกระตุ้นระยะสั้นเปรียบเสมือนการป้อนยาบรรเทาอาการ แต่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดปฏิรูปเชิงโครงสร้าง (Structural Reform) อย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาที่ฝังรากลึกและเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา
ในมุมมองการลงทุนระหว่างประเทศ ธนาคารยืนยันว่าประเทศไทยยังคงสถานะเป็น “Strategic Location” หรือจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มนักลงทุนญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดของไทย ซึ่งมองไทยต่างจากสิงคโปร์ในแง่ของการเป็นฐานการผลิตจริงและเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาค (Regional Headquarters) แม้จะมีกระแสความกังวลเรื่องการย้ายฐานการผลิต แต่ข้อมูลเชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่าง โตโยต้า, ฮอนด้า และอีซูซุ ยังคงเดินหน้าประกาศแผนการลงทุนเพิ่มในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานไฮโดรเจน
นอกจากนี้ ไทยยังคงมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเวียดนามหรืออินโดนีเซีย โดยเฉพาะในด้านความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่มีความเสถียรและแข็งแกร่งกว่า ซึ่งเป็นปัจจัยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) อาทิ Data Center และ Semiconductor ให้ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น สิ่งที่ภาคเอกชนคาดหวังจากภาครัฐจึงไม่ใช่เพียงมาตรการทางการเงิน แต่คือความชัดเจนและเสถียรภาพทางการเมือง ที่จะเอื้อให้การผ่าตัดปฏิรูปเศรษฐกิจดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
ยกระดับสู่ Solution Finance ผสานพลังเครือข่าย MUFG
สำหรับทิศทางธุรกิจลูกค้าขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจ ภายใต้การนำของ ประกอบ เพียรเจริญ ประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารได้ประกาศเดินหน้ายกระดับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ให้บริการสินเชื่อแบบดั้งเดิม สู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงินครบวงจร (Solution Finance) โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ การนำเสนอโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการที่ซับซ้อน การยกระดับมาตรฐาน ESG ให้ลูกค้าก้าวสู่เวทีโลก การใช้เครือข่าย Distribution & Network ของ MUFG เชื่อมโยงนักลงทุน และการใช้นวัตกรรมดิจิทัลในระบบการเงิน
จุดแข็งที่สร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนคือการผนึกกำลังกับเครือข่าย MUFG (Mitsubishi UFJ Financial Group) ซึ่งช่วยให้ธนาคารสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจในระดับสากล โดยเฉพาะการสนับสนุนการลงทุนและการควบรวมกิจการ (M&A) ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เช่น Data Center และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ที่กำลังเติบโต ตัวอย่างความสำเร็จที่สะท้อนศักยภาพดังกล่าว ได้แก่ การเป็นตัวกลางดึงกองทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนใน Solar Power Opportunity Fund ของบริษัท ไทยโซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด รวมถึงการสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการมิกซ์ยูสระดับแลนด์มาร์กอย่าง “เซ็นทรัล พาร์ค” บริเวณแยกสีลม-พระราม 4
นอกจากนี้ ในมิติด้านความยั่งยืน ธนาคารได้สร้างผลงานที่โดดเด่นผ่านความร่วมมือกับ บริษัท ไทยยูเนี่ยน ในการออกสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน และการร่วมมือกับ กฟผ. ในการออกพันธบัตรสีเขียว (Green Bond) รวมถึงการขยายการสนับสนุนไปยังธุรกิจบริการสุขภาพ โดยให้สินเชื่อเพื่อการก่อสร้างโรงพยาบาลใหม่และการขยายบริการทางการแพทย์สู่ต่างจังหวัด ซึ่งทั้งหมดนี้ตอกย้ำบทบาทของธนาคารที่ไม่ใช่เพียงแหล่งเงินทุน แต่เป็นพันธมิตรที่ช่วยขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง พร้อมทั้งปักหมุดเป้าหมายในระยะข้างหน้าที่จะให้ความสำคัญกับธุรกิจพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และพลังงานจากขยะ (Waste-to-Energy) เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่
ปฏิวัติบริการดิจิทัลด้วย One Super App และพลังแห่ง AI
ในสมรภูมิธุรกิจลูกค้ารายย่อยที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ธนาคารกรุงศรีอยุธยาภายใต้การนำของ สยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ประกาศยุทธศาสตร์เชิงรุก “Customer First” ผ่าน 3 แกนหลัก คือ “เข้าใจ-เข้าถึง-ภูมิใจและอุ่นใจ” โดยไฮไลต์สำคัญที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนคือการประกาศรวมแอปพลิเคชันหลักในเครือทั้งหมด ได้แก่ KMA, UCHOOSE, GO และ Kept ให้กลายเป็น “One Super App” เพียงหนึ่งเดียวภายในต้นปีหน้า พร้อมทั้งรวมศูนย์บริการ Contact Center ให้เหลือเพียงเบอร์เดียว เพื่อขจัดความซ้ำซ้อนและสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ (Seamless Experience) ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการข้ามผลิตภัณฑ์ได้อย่างลื่นไหล

เบื้องหลังการขับเคลื่อนนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มกำลังจากสายงานเทคโนโลยี โดย สายสุนีย์ หาญประเทืองศิลป์ ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ที่วางบทบาทเทคโนโลยีเป็น “Business Partner” โดยมีการปรับปรุงระบบ Core Banking มาอย่างต่อเนื่องกว่า 2 ปี เพื่อสร้างความยืดหยุ่น (Flexibility) รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต พร้อมทั้งจัดตั้ง “AI Center of Excellence” เพื่อนำปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ในเชิงลึก ไม่ใช่เพียงแค่หน้าบ้านในการให้บริการลูกค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกระบวนการหลังบ้านที่มีความซับซ้อน เช่น การใช้ AI และ Machine Learning ในการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน (Asset Valuation) และการบริหารจัดการเงินสด (Cash Flow Management) ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความแม่นยำในการดำเนินงาน
นอกจากนี้ การสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัยถือเป็นหัวใจสำคัญ ธนาคารได้ยกระดับฟีเจอร์ความปลอดภัยที่ให้อำนาจลูกค้าในการควบคุมได้เอง (Self-control) เช่น การกำหนดวงเงินและการเปิด-ปิดการใช้งานบัตรชั่วคราว ควบคู่ไปกับการรวบรวมระบบความปลอดภัย (Security Consolidation) เข้าสู่แพลตฟอร์มเดียว เพื่อให้สามารถตรวจจับและวิเคราะห์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้แบบเรียลไทม์ ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการต่อต้านภัยไซเบอร์ตลอด 7-8 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของธนาคารในการสร้างระบบนิเวศการเงินที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือที่สุดสำหรับคนไทย
ขยายเพดานเป้าหมายความยั่งยืน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว
ในขณะที่โลกกำลังมุ่งหน้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ซึ่งสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ประเมินว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มหาศาลกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้ประกาศความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายสินเชื่อเพื่อสังคมและความยั่งยืนสะสมแตะระดับ 250,000 ล้านบาท เร็วกว่ากำหนดการเดิม สะท้อนถึงความตื่นตัวของภาคธุรกิจไทย โดยธนาคารไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น แต่ได้ประกาศขยายเพดานเป้าหมายใหม่สู่ระดับ 350,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) เพื่อรองรับดีมานด์ที่พุ่งสูงขึ้น
บทบาทของธนาคารในระยะต่อไปจะก้าวข้ามจากการเป็นเพียงผู้สนับสนุนทางการเงิน สู่การเป็น “Enabler” หรือผู้สนับสนุนที่เปลี่ยนทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริง โดยมุ่งเน้นที่สินเชื่อเพื่อการปรับตัว (Transition Loan) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจที่ยังไม่สามารถเป็นสีเขียวได้ทันทีแต่มีความตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต ยกตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากการทำงานร่วมกับพันธมิตรชั้นนำอย่าง บ้านปู (Banpu), ราช กรุ๊ป (Ratch) และ เซ็นทรัลพัฒนา (Central Pattana) ที่มีการนำแนวคิด ESG มาปรับใช้ในกลยุทธ์หลักทางธุรกิจจนเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน
นอกจากนี้ ธนาคารยังมองเห็นโอกาสในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ในกลุ่มพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และพลังงานจากขยะ (Waste-to-Energy) ซึ่งจะเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและสร้างรายได้เข้าประเทศในระยะยาว ควบคู่ไปกับการรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดตราสารหนี้ ESG ที่ครองส่วนแบ่งถึงร้อยละ 16 ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
พันธมิตรที่มากกว่าสถาบันการเงิน
ทิศทางการดำเนินงานของธนาคารกรุงศรีอยุธยาในปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนน้ำหนักทางยุทธศาสตร์จากการมุ่งเน้นตัวเลขการเติบโตทางบัญชีเพียงอย่างเดียว มาสู่การให้ความสำคัญกับบทบาทในระบบนิเวศเศรษฐกิจ ภายใต้สถานะ “Trusted Partner” โดยธนาคารเลือกที่จะวางกลยุทธ์เพื่อตอบสนองต่อปัญหาเชิงโครงสร้างใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การบริหารจัดการคุณภาพหนี้ในกลุ่มลูกค้ารายย่อย การสนับสนุนสภาพคล่องและการปรับตัวของกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) รวมถึงการเชื่อมโยงศักยภาพของธุรกิจขนาดใหญ่เข้ากับตลาดโลกผ่านเครือข่ายพันธมิตร
การขับเคลื่อนองค์กรภายใต้โมเดล “One Krungsri” ในปีนี้ จึงเป็นบททดสอบสำคัญของธนาคารในการนำแผนงานไปสู่การปฏิบัติจริง (Execution) ว่าการบูรณาการทรัพยากร ทั้งบุคลากร เทคโนโลยี และเครือข่ายทางการเงิน จะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการสนับสนุนภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทยให้ก้าวผ่านข้อจำกัดด้านโครงสร้าง และสร้างการเติบโตที่มีเสถียรภาพในระยะยาวได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
DITTO ผนึก GrowPro เสริมแกร่งระบบความปลอดภัยไซเบอร์
แอสเซทไวส์เปิดแผนปี 69 ผุด 11 โครงการ 1.75 หมื่นล้าน ตั้งเป้ารายได้ 1.25 หมื่นล้าน



