Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

กรุงศรีโชว์กำไร 3.17 หมื่นล้าน ปักธงปี 69 ลุย ‘One Krungsri’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

กรุงศรีโชว์กำไร 3.17 หมื่นล้าน ปักธงปี 69 ลุย ‘One Krungsri’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

กรุงศรีโชว์กำไรปี 2568 แตะ 3.17 หมื่นล้านบาท ประกาศกลยุทธ์ปี 2569 “One Krungsri” มุ่งสู่ปีแห่งการลงมือทำ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วย Solution Finance และเตรียมเปิดตัว One Super App

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เผยผลประกอบการปี 2568 ทำกำไรสุทธิ 31,739 ล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 7 จากปีก่อนหน้า พร้อมประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 ภายใต้ยุทธศาสตร์ “One Krungsri for Sustainable Future” โดย เคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงมือทำ (Year of Execution) มุ่งเน้นการผนึกกำลังภายในองค์กรและพันธมิตรเครือข่าย MUFG เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่กับการยกระดับบริการทางการเงินด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อความยั่งยืน

กรุงศรี โชว์กำไร 3.17 หมื่นล้าน ปักธงปี 69 ลุย ‘One Krungsri’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

จากผลกำไรแกร่งสู่รากฐานแห่งอนาคต

ตัวเลขกำไรสุทธิกว่า 3 หมื่นล้านบาท เป็นผลลัพธ์ของการวางกลยุทธ์บริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอที่มีความสมดุล โดยเฉพาะการรักษาอัตราส่วนผลต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ไว้ที่ระดับร้อยละ 4.35 ซึ่งสะท้อนความสามารถในการบริหารต้นทุนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากทิศทางดอกเบี้ย นอกจากนี้ การที่ธนาคารสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) ให้อยู่ที่ร้อยละ 47 แสดงให้เห็นถึงวินัยทางการเงินที่เคร่งครัด ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเตรียมทรัพยากรไว้รองรับการลงทุนด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ในมิติของการเติบโต ตัวเลขการขยายตัวของสินเชื่อที่ร้อยละ 1.7 อาจดูไม่หวือหวาหากมองเพียงผิวเผิน แต่เมื่อพิจารณาประกอบกับบริบททางเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางสูงและปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังไม่คลี่คลาย อัตราการเติบโตดังกล่าวกลับสะท้อนถึงกลยุทธ์ “Selective Growth” หรือการเติบโตแบบคัดกรองคุณภาพอย่างชัดเจน ธนาคารเลือกที่จะไม่เร่งขยายพอร์ตสินเชื่อในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง แต่หันมาโฟกัสที่คุณภาพสินทรัพย์เป็นหลัก ทำให้สามารถควบคุมอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ให้อยู่ที่ร้อยละ 3.26 ซึ่งถือเป็นระดับที่บริหารจัดการได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน

ความแข็งแกร่งที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ “กันชน” ทางการเงินที่ธนาคารสร้างขึ้น ผ่านอัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ที่สูงถึงร้อยละ 126.9 ตัวเลขนี้คือกุญแจสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ถือหุ้นและลูกค้า ว่าธนาคารมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน

ความพร้อมทางสถานะการเงินที่แข็งแกร่งเช่นนี้เองที่เป็นฐานที่มั่นคงให้ เคนอิจิยามาโตะกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สามารถประกาศทิศทางธุรกิจสำหรับปี 2569 โดยกำหนดให้เป็น “ปีแห่งการลงมือทำ” (Year of Execution) ภายใต้แนวคิด “One Krungsri for Sustainable Future” เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าโดยไม่ต้องพะวงกับปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ในหลังบ้าน

ปักธง ‘ปีแห่งการปฏิบัติจริง’ แก้โจทย์โครงสร้างเศรษฐกิจไทย

ปักธง ‘ปีแห่งการปฏิบัติจริง’ แก้โจทย์โครงสร้างเศรษฐกิจไทย

กรงศรีประกาศให้ปี 2569 เป็น “ปีแห่งการลงมือทำ” (Year of Execution) ภายใต้แนวคิด “One Krungsri for Sustainable Future” ซึ่งสาระสำคัญคือการแปลงกลยุทธ์สู่การปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาวาระเร่งด่วนเชิงโครงสร้างของประเทศ 5 ด้านหลัก

ดวงดาว วงค์พนิตกฤต ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านการเงินและกลยุทธ์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารมองเห็นว่าปัญหาสําคัญประการแรกคือ หนี้ครัวเรือนซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ เนื่องด้วยพอร์ตสินเชื่อกว่าครึ่งหนึ่งของกรุงศรีเป็นลูกค้ารายย่อย ธนาคารจึงปรับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ปล่อยกู้ สู่การเป็น “โค้ชทางการเงิน” โดยนำข้อมูลและเทคโนโลยี AI มาวิเคราะห์สุขภาพทางการเงินของลูกค้าเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันปัญหาหนี้เสียในระยะยาว

ประการต่อมา คือการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ SME ซึ่งเปราะบางที่สุดในห่วงโซ่เศรษฐกิจ กรุงศรีฯ เลือกใช้วิธีการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการรายย่อยเข้ากับธุรกิจรายใหญ่บนแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน แทนที่จะปล่อยให้ SME ต่อสู้เพียงลำพัง ในขณะเดียวกัน ธนาคารยังมุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยอาศัยจุดแข็งจากเครือข่าย MUFG และความเชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นในการผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) ที่ไทยยังขาดแคลน อาทิ อุตสาหกรรมป้องกันภัยพิบัติ (Disaster Prevention) และเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวทันโลก

นอกจากนี้ ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการเร่งขับเคลื่อนด้านสภาพภูมิอากาศเพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ผ่านการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการปรับตัว (Transition Loan) โซลาร์รูฟท็อป และยานยนต์ไฟฟ้า และประการสุดท้ายคือการสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงินซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยี AI มาช่วยตรวจจับธุรกรรมผิดปกติแบบเรียลไทม์ และทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อกวาดล้างบัญชีม้าและภัยคุกคามทางไซเบอร์ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า “One Krungsri” คือการผนึกกำลังทรัพยากรทั้งองค์กรเพื่อแก้ปัญหาที่รากฐานอย่างแท้จริง

ความเชื่อมั่นต่อไทยในฐานะจุดยุทธศาสตร์แห่งภูมิภาค

บริบททางเศรษฐกิจมหภาค ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางกลยุทธ์ของธนาคารในปีนี้ แม้ว่าสื่อต่างประเทศอย่าง Financial Times จะเคยเปรียบเปรยประเทศไทยว่าเป็น “คนป่วยแห่งภูมิภาค” แต่ผู้บริหารของธนาคารกรุงศรีอยุธยามองว่า อาการป่วยนี้ “รักษาได้” หากมีการวินิจฉัยโรคที่ถูกจุดและได้รับการรักษาที่เหมาะสม กล่าวคือ เศรษฐกิจไทยในขณะนี้ไม่สามารถฟื้นตัวได้ด้วยเพียงมาตรการกระตุ้นระยะสั้นเปรียบเสมือนการป้อนยาบรรเทาอาการ แต่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดปฏิรูปเชิงโครงสร้าง (Structural Reform) อย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาที่ฝังรากลึกและเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา

ในมุมมองการลงทุนระหว่างประเทศ ธนาคารยืนยันว่าประเทศไทยยังคงสถานะเป็น “Strategic Location” หรือจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มนักลงทุนญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดของไทย ซึ่งมองไทยต่างจากสิงคโปร์ในแง่ของการเป็นฐานการผลิตจริงและเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาค (Regional Headquarters) แม้จะมีกระแสความกังวลเรื่องการย้ายฐานการผลิต แต่ข้อมูลเชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่าง โตโยต้า, ฮอนด้า และอีซูซุ ยังคงเดินหน้าประกาศแผนการลงทุนเพิ่มในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานไฮโดรเจน

นอกจากนี้ ไทยยังคงมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเวียดนามหรืออินโดนีเซีย โดยเฉพาะในด้านความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่มีความเสถียรและแข็งแกร่งกว่า ซึ่งเป็นปัจจัยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) อาทิ Data Center และ Semiconductor ให้ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น สิ่งที่ภาคเอกชนคาดหวังจากภาครัฐจึงไม่ใช่เพียงมาตรการทางการเงิน แต่คือความชัดเจนและเสถียรภาพทางการเมือง ที่จะเอื้อให้การผ่าตัดปฏิรูปเศรษฐกิจดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

ยกระดับสู่ Solution Finance ผสานพลังเครือข่าย MUFG

สำหรับทิศทางธุรกิจลูกค้าขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจ ภายใต้การนำของ ประกอบ เพียรเจริญ ประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจ  ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารได้ประกาศเดินหน้ายกระดับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ให้บริการสินเชื่อแบบดั้งเดิม สู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงินครบวงจร (Solution Finance) โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ การนำเสนอโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการที่ซับซ้อน การยกระดับมาตรฐาน ESG ให้ลูกค้าก้าวสู่เวทีโลก การใช้เครือข่าย Distribution & Network ของ MUFG เชื่อมโยงนักลงทุน และการใช้นวัตกรรมดิจิทัลในระบบการเงิน

จุดแข็งที่สร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนคือการผนึกกำลังกับเครือข่าย MUFG (Mitsubishi UFJ Financial Group) ซึ่งช่วยให้ธนาคารสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจในระดับสากล โดยเฉพาะการสนับสนุนการลงทุนและการควบรวมกิจการ (M&A) ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เช่น Data Center และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ที่กำลังเติบโต ตัวอย่างความสำเร็จที่สะท้อนศักยภาพดังกล่าว ได้แก่ การเป็นตัวกลางดึงกองทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนใน Solar Power Opportunity Fund ของบริษัท ไทยโซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด รวมถึงการสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการมิกซ์ยูสระดับแลนด์มาร์กอย่าง “เซ็นทรัล พาร์ค” บริเวณแยกสีลม-พระราม 4

นอกจากนี้ ในมิติด้านความยั่งยืน ธนาคารได้สร้างผลงานที่โดดเด่นผ่านความร่วมมือกับ บริษัท ไทยยูเนี่ยน ในการออกสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน และการร่วมมือกับ กฟผ. ในการออกพันธบัตรสีเขียว (Green Bond) รวมถึงการขยายการสนับสนุนไปยังธุรกิจบริการสุขภาพ โดยให้สินเชื่อเพื่อการก่อสร้างโรงพยาบาลใหม่และการขยายบริการทางการแพทย์สู่ต่างจังหวัด ซึ่งทั้งหมดนี้ตอกย้ำบทบาทของธนาคารที่ไม่ใช่เพียงแหล่งเงินทุน แต่เป็นพันธมิตรที่ช่วยขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง พร้อมทั้งปักหมุดเป้าหมายในระยะข้างหน้าที่จะให้ความสำคัญกับธุรกิจพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และพลังงานจากขยะ (Waste-to-Energy) เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่

ปฏิวัติบริการดิจิทัลด้วย One Super App และพลังแห่ง AI

ในสมรภูมิธุรกิจลูกค้ารายย่อยที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ธนาคารกรุงศรีอยุธยาภายใต้การนำของ สยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ประกาศยุทธศาสตร์เชิงรุก “Customer First” ผ่าน 3 แกนหลัก คือ “เข้าใจ-เข้าถึง-ภูมิใจและอุ่นใจ” โดยไฮไลต์สำคัญที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนคือการประกาศรวมแอปพลิเคชันหลักในเครือทั้งหมด ได้แก่ KMA, UCHOOSE, GO และ Kept ให้กลายเป็น “One Super App” เพียงหนึ่งเดียวภายในต้นปีหน้า พร้อมทั้งรวมศูนย์บริการ Contact Center ให้เหลือเพียงเบอร์เดียว เพื่อขจัดความซ้ำซ้อนและสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ (Seamless Experience) ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการข้ามผลิตภัณฑ์ได้อย่างลื่นไหล

(จากซ้าย) ประกอบ เพียรเจริญ ประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจ, สยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคล, เคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, ดวงดาว วงค์พนิตกฤต ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านการเงินและกลยุทธ์ และ สายสุนีย์ หาญประเทืองศิลป์ ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

เบื้องหลังการขับเคลื่อนนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มกำลังจากสายงานเทคโนโลยี โดย สายสุนีย์ หาญประเทืองศิลป์ ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ที่วางบทบาทเทคโนโลยีเป็น “Business Partner” โดยมีการปรับปรุงระบบ Core Banking มาอย่างต่อเนื่องกว่า 2 ปี เพื่อสร้างความยืดหยุ่น (Flexibility) รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต พร้อมทั้งจัดตั้ง “AI Center of Excellence” เพื่อนำปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ในเชิงลึก ไม่ใช่เพียงแค่หน้าบ้านในการให้บริการลูกค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกระบวนการหลังบ้านที่มีความซับซ้อน เช่น การใช้ AI และ Machine Learning ในการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน (Asset Valuation) และการบริหารจัดการเงินสด (Cash Flow Management) ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความแม่นยำในการดำเนินงาน

นอกจากนี้ การสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัยถือเป็นหัวใจสำคัญ ธนาคารได้ยกระดับฟีเจอร์ความปลอดภัยที่ให้อำนาจลูกค้าในการควบคุมได้เอง (Self-control) เช่น การกำหนดวงเงินและการเปิด-ปิดการใช้งานบัตรชั่วคราว ควบคู่ไปกับการรวบรวมระบบความปลอดภัย (Security Consolidation) เข้าสู่แพลตฟอร์มเดียว เพื่อให้สามารถตรวจจับและวิเคราะห์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้แบบเรียลไทม์ ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการต่อต้านภัยไซเบอร์ตลอด 7-8 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของธนาคารในการสร้างระบบนิเวศการเงินที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือที่สุดสำหรับคนไทย

ขยายเพดานเป้าหมายความยั่งยืน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว

ในขณะที่โลกกำลังมุ่งหน้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ซึ่งสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ประเมินว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มหาศาลกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้ประกาศความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายสินเชื่อเพื่อสังคมและความยั่งยืนสะสมแตะระดับ 250,000 ล้านบาท เร็วกว่ากำหนดการเดิม สะท้อนถึงความตื่นตัวของภาคธุรกิจไทย โดยธนาคารไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น แต่ได้ประกาศขยายเพดานเป้าหมายใหม่สู่ระดับ 350,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) เพื่อรองรับดีมานด์ที่พุ่งสูงขึ้น

บทบาทของธนาคารในระยะต่อไปจะก้าวข้ามจากการเป็นเพียงผู้สนับสนุนทางการเงิน สู่การเป็น “Enabler” หรือผู้สนับสนุนที่เปลี่ยนทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริง โดยมุ่งเน้นที่สินเชื่อเพื่อการปรับตัว (Transition Loan) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจที่ยังไม่สามารถเป็นสีเขียวได้ทันทีแต่มีความตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต ยกตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากการทำงานร่วมกับพันธมิตรชั้นนำอย่าง บ้านปู (Banpu), ราช กรุ๊ป (Ratch) และ เซ็นทรัลพัฒนา (Central Pattana) ที่มีการนำแนวคิด ESG มาปรับใช้ในกลยุทธ์หลักทางธุรกิจจนเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

นอกจากนี้ ธนาคารยังมองเห็นโอกาสในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ในกลุ่มพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และพลังงานจากขยะ (Waste-to-Energy) ซึ่งจะเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและสร้างรายได้เข้าประเทศในระยะยาว ควบคู่ไปกับการรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดตราสารหนี้ ESG ที่ครองส่วนแบ่งถึงร้อยละ 16 ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

พันธมิตรที่มากกว่าสถาบันการเงิน

ทิศทางการดำเนินงานของธนาคารกรุงศรีอยุธยาในปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนน้ำหนักทางยุทธศาสตร์จากการมุ่งเน้นตัวเลขการเติบโตทางบัญชีเพียงอย่างเดียว มาสู่การให้ความสำคัญกับบทบาทในระบบนิเวศเศรษฐกิจ ภายใต้สถานะ “Trusted Partner” โดยธนาคารเลือกที่จะวางกลยุทธ์เพื่อตอบสนองต่อปัญหาเชิงโครงสร้างใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การบริหารจัดการคุณภาพหนี้ในกลุ่มลูกค้ารายย่อย การสนับสนุนสภาพคล่องและการปรับตัวของกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) รวมถึงการเชื่อมโยงศักยภาพของธุรกิจขนาดใหญ่เข้ากับตลาดโลกผ่านเครือข่ายพันธมิตร

การขับเคลื่อนองค์กรภายใต้โมเดล “One Krungsri” ในปีนี้ จึงเป็นบททดสอบสำคัญของธนาคารในการนำแผนงานไปสู่การปฏิบัติจริง (Execution) ว่าการบูรณาการทรัพยากร ทั้งบุคลากร เทคโนโลยี และเครือข่ายทางการเงิน จะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการสนับสนุนภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทยให้ก้าวผ่านข้อจำกัดด้านโครงสร้าง และสร้างการเติบโตที่มีเสถียรภาพในระยะยาวได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

DITTO ผนึก GrowPro เสริมแกร่งระบบความปลอดภัยไซเบอร์

แอสเซทไวส์เปิดแผนปี 69 ผุด 11 โครงการ 1.75 หมื่นล้าน ตั้งเป้ารายได้ 1.25 หมื่นล้าน

×

Share

ผู้เขียน

Asina Pornwasin Avatar