Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

‘โภชนจิตเวช’ เมื่ออาหารไม่ได้ส่งผลแค่ร่างกาย แต่เชื่อมโยงถึงสุขภาพจิตและอายุยืน

‘โภชนจิตเวช’ เมื่ออาหารไม่ได้ส่งผลแค่ร่างกาย แต่เชื่อมโยงถึงสุขภาพจิตและอายุยืน

อาหารที่รับประทานในแต่ละวันไม่ได้ส่งผลเฉพาะน้ำหนัก ระดับน้ำตาลในเลือด หรือความเสี่ยงโรคเรื้อรังเท่านั้น แต่ยังมีความเชื่อมโยงกับการทำงานของสมอง อารมณ์ และสุขภาพจิตด้วย ความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่ศาสตร์ “โภชนจิตเวช” (Nutritional Psychiatry) ให้ความสำคัญ โดยศึกษาบทบาทของอาหารและโภชนาการต่อสุขภาพจิต ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพในระยะยาวตามแนวคิด Longevity

แม้คนไทยจะเข้าถึงความรู้ด้านสุขภาพได้ง่ายขึ้น แต่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ความเครียด และปัญหาสุขภาพจิตยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าแต่ละคนรู้วิธีดูแลสุขภาพมากน้อยเพียงใด แต่อยู่ที่พฤติกรรมการกิน การพักผ่อน สภาพแวดล้อมในการทำงาน และข้อจำกัดในชีวิตประจำวัน เอื้อให้คนสามารถดูแลสุขภาพได้จริงหรือไม่

เคทีซีจัดเวทีเสวนา KTC FIT Talk 28 ภายใต้หัวข้อ “โภชนจิตเวช: กินดี คิดดี ชีวิตดี เราเลือกเองได้จริงหรือ?” โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ Healthi Life Longevity Center ร่วมให้มุมมองเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างอาหาร สุขภาพกาย สุขภาพจิต และการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ รวมถึงข้อจำกัดที่ทำให้คนจำนวนมากไม่สามารถนำความรู้ด้านสุขภาพไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างต่อเนื่อง

โภชนจิตเวชเชื่อมอาหารกับสุขภาพกายและใจ

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า อาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องบริโภคในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึงร้อยละ 74 ของการเสียชีวิตทั้งหมดของคนไทย โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหาร การขาดกิจกรรมทางกาย และมลพิษทางอากาศ

ปัญหาการบริโภคอาหารของคนไทย มีทั้งเรื่องปริมาณและคุณภาพ จากเดิมที่ประเทศไทยเคยเผชิญปัญหาการขาดสารอาหาร ปัจจุบันกลับพบการบริโภคอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย ขณะที่อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล หรือโซเดียมสูงสามารถหาซื้อได้ง่าย ทั้งจากร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร และบริการสั่งอาหารผ่านโทรศัพท์มือถือ

ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า แม้คนส่วนใหญ่จะรู้ว่าควรลดหวาน ลดเค็ม และรับประทานผักให้มากขึ้น แต่การเลือกอาหารในชีวิตจริงยังขึ้นอยู่กับราคา ความสะดวก เวลา และสิ่งที่หาซื้อได้ ตัวอย่างเช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีโซเดียมต่ำ แม้จะมีจำหน่ายแล้ว แต่กลับหาได้ยากกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป สะท้อนให้เห็นว่า การมีทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคจะสามารถเข้าถึงได้ง่ายเสมอไป

การแก้ปัญหาจึงต้องดำเนินการควบคู่กัน ทั้งการปรับพฤติกรรมของประชาชน และการสร้างระบบอาหารที่เอื้อต่อสุขภาพ ตัวอย่างที่เห็นผล คือมาตรการภาษีความหวาน ซึ่งกระตุ้นให้ผู้ผลิตปรับสูตรเครื่องดื่มและลดปริมาณน้ำตาล รวมถึงการใช้สัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น

ดร.นพ.ไพโรจน์ มองว่า การป้องกันโรค NCDs ในระยะยาวไม่ควรมุ่งเพียงการรณรงค์ให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ต้องทำให้ทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ร้านอาหาร โรงอาหารในสถานที่ทำงาน ไปจนถึงระบบการผลิตและจำหน่ายอาหาร

ความเครียดและ Burnout ส่งผลต่อสุขภาพกาย

ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สุขภาพกายและสุขภาพจิตไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เพราะความเครียดส่งผลต่อการทำงานของสมอง ระบบประสาท และการหลั่งสารเคมีในร่างกาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนอนหลับ พฤติกรรมการกิน และกระบวนการอักเสบภายในร่างกาย การดูแลสุขภาพจึงต้องให้ความสำคัญกับสภาพจิตใจควบคู่กับการดูแลร่างกาย

เมื่อร่างกายเผชิญความเครียด สมองจะมีการตอบสนองที่แตกต่างจากภาวะปกติ โดยเฉพาะเมื่อเกิดความกลัวหรือรู้สึกว่ากำลังเผชิญอันตราย ระบบที่เกี่ยวข้องกับการเอาตัวรอดจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ขณะที่ความเครียดสะสม อาจเกี่ยวข้องกับการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล และกระบวนการอักเสบภายในร่างกาย ความสัมพันธ์ระหว่างสมอง อารมณ์ และสุขภาพกายจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ปัญหาสุขภาพจิตยังเป็นเรื่องที่มักสังเกตเห็นได้ยาก เพราะคนที่กำลังเผชิญความเครียดสะสม อาจยังทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ โดยเฉพาะภาวะหมดไฟจากการทำงาน หรือ Burnout ซึ่งอาจแสดงออกผ่านความรู้สึกหมดแรง เบื่อหน่ายงานที่เคยทำอย่างมีความสุข ไม่ต้องการไปทำงาน หรือเริ่มแยกตัวจากคนรอบข้าง

ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า ภาวะหมดไฟไม่ได้เกิดจากความสามารถในการอดทนของแต่ละบุคคลเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับระบบการทำงานและวัฒนธรรมองค์กร โดยเฉพาะเมื่อความคาดหวังขององค์กรไม่สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตของพนักงาน หรือสภาพแวดล้อมในการทำงานทำให้คนต้องใช้พลังงานจำนวนมากไปกับการรับมือความกดดันและความสัมพันธ์ในที่ทำงาน

การแก้ปัญหาจึงไม่ควรจบลงที่การแนะนำให้พนักงานพักผ่อนหรือจัดการความเครียดด้วยตนเอง แต่ต้องพิจารณาระบบการทำงาน การจัดสรรภาระงาน และการเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถขอความช่วยเหลือได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกตัดสินหรือได้รับผลกระทบต่อการประเมินผลงาน เพราะหากสภาพแวดล้อมเดิมยังไม่เปลี่ยนแปลง ปัญหาภาวะหมดไฟก็อาจเกิดขึ้นกับพนักงานคนอื่นต่อไป

ดร.นพ.วรตม์ มองว่า การสร้างสุขภาวะที่ดีไม่ใช่หน้าที่ของระบบสาธารณสุขเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพราะปัจจัยที่กำหนดสุขภาพของประชาชนจำนวนมากอยู่ในชีวิตประจำวัน ทั้งอาหาร สภาพแวดล้อมในการทำงาน พื้นที่สาธารณะ และนโยบายขององค์กรต่าง ๆ หากยังมองว่าสุขภาพเป็นเรื่องของโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว ระบบก็จะยังคงมุ่งรักษาคนที่เจ็บป่วยมากกว่าป้องกันไม่ให้เกิดโรค

ผลตรวจปกติ อาจมีความเสี่ยงโรคเรื้อรังสะสม

พญ.สรัสวดี สุวรรณจินดา ผู้ร่วมก่อตั้ง และผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการแพทย์ (CMO) Healthi Life Longevity Center กล่าวว่า โรคเรื้อรังไม่ได้เริ่มต้นในวันที่ผลตรวจสุขภาพผิดปกติ แต่ความเสี่ยงอาจสะสมมาก่อนหน้านั้นหลายปี โดยร่างกายสามารถส่งสัญญาณผ่านอาการที่มักถูกมองข้าม เช่น เหนื่อยง่าย นอนหลับแล้วไม่สดชื่น น้ำหนักเพิ่มขึ้นทั้งที่รับประทานอาหารเท่าเดิม หรือเริ่มมีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง ซึ่งหลายคนมักเข้าใจว่าเป็นผลจากอายุที่เพิ่มขึ้น หรือการทำงานหนัก

จากประสบการณ์ดูแลผู้รับบริการพบว่า หลายคนมีผลตรวจสุขภาพประจำปีอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่กลับรู้สึกว่าร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนเดิม ตัวอย่างเช่น ระดับน้ำตาลในเลือดและน้ำตาลสะสมยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ร่างกายอาจต้องหลั่งอินซูลินมากขึ้นเพื่อรักษาระดับน้ำตาล ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของความผิดปกติด้านการเผาผลาญ หรือภาวะดื้ออินซูลินที่ยังไม่ปรากฏชัดจากผลตรวจสุขภาพทั่วไป

พญ.สรัสวดี กล่าวว่า การประเมินสุขภาพจึงไม่ควรพิจารณาเฉพาะ ว่าผลตรวจอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ แต่ต้องติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ควบคู่กับปัจจัยเสี่ยงเฉพาะบุคคล เพราะแต่ละคนมีพันธุกรรมและความเสี่ยงแตกต่างกัน แม้แต่ระดับไขมันในเลือด ก็ไม่ควรใช้ตัวเลขเฉลี่ยเพียงอย่างเดียวในการประเมินความเสี่ยงของทุกคน

สำหรับความแตกต่างระหว่าง Lifespan กับ Healthspan พญ.สรัสวดี ชวนให้มองภาพตัวเองเมื่ออายุ 80 ปีว่า ต้องการมีชีวิตอยู่ในสภาพที่ต้องนอนติดเตียงและพึ่งพาผู้อื่น หรือยังสามารถเดินทาง ทำกิจกรรม ใช้เวลากับคนที่รัก และดำเนินชีวิตตามความต้องการของตัวเองได้ เพราะการมีอายุยืนไม่ได้สะท้อนคุณภาพชีวิตเสมอไป หากช่วงเวลาส่วนใหญ่ของชีวิตต้องอยู่กับความเจ็บป่วย และข้อจำกัดทางร่างกาย

เป้าหมายของ Longevity จึงควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มจำนวนปีที่ยังมีสุขภาพดี สามารถเคลื่อนไหว สมองยังทำงานได้ดี และใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระควบคู่กับการมีอายุยืนยาว

ดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องเริ่มจากพฤติกรรมเล็ก ๆ

พญ.สรัสวดี กล่าวว่า การดูแลสุขภาพไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนพฤติกรรมทุกอย่างพร้อมกัน แต่ควรเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ที่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง เช่น ลดปริมาณเครื่องดื่มหวานจากวันละสามแก้วเหลือสองแก้ว หรือเพิ่มเวลาเดินวันละ 15 นาที จากนั้นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ทั้งคุณภาพการนอน ความเหนื่อยล้า และแนวโน้มผลตรวจสุขภาพ เพื่อให้สามารถปรับพฤติกรรมได้อย่างเหมาะสม

การดูแลสุขภาพยังต้องคำนึงถึงความสมดุล เพราะการออกกำลังกายหนักเกินไปโดยไม่ให้เวลาร่างกายฟื้นตัว หรือการควบคุมอาหารอย่างเข้มงวดจนเกิดความเครียด อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน การมีสุขภาพดีในระยะยาว จึงควรเป็นพฤติกรรมที่สามารถทำได้สม่ำเสมอ โดยไม่ทำให้ความสุขในการใช้ชีวิตลดลง

สิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซี
สิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซี

ด้าน สิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซี กล่าวว่า ข้อมูลการใช้จ่ายของสมาชิกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 พบว่าหมวดสุขภาพยังคงเป็นหมวดที่มีการใช้จ่ายในอันดับต้น ๆ โดยกลุ่มอายุ 30-49 ปีมีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านสุขภาพมากที่สุด ขณะที่สมาชิกต่างจังหวัดมีการเติบโตของการใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงกว่ากรุงเทพฯ สะท้อนว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคและการดูแลสุขภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้บริโภคจะมีความรู้และพร้อมลงทุนกับสุขภาพ แต่ข้อจำกัดด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และการเข้าถึงบริการยังเป็นอุปสรรคต่อการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เคทีซีจึงพัฒนาแนวคิด KTC Wellness: The Journey to Well-being โดยเชื่อมโยงพันธมิตรด้านสุขภาพกว่า 5,700 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมการตรวจสุขภาพ การป้องกันโรค การออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพจิต และการฟื้นฟูสุขภาพ เพื่อช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ และสนับสนุนให้สมาชิกสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างต่อเนื่อง

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

LINE นำทัพจัด ‘ซ้อมท่วม’ ครั้งแรกที่หาดใหญ่ ติวเข้ม 5 โซนจำลองรับมือภัยพิบัติ

เมืองไทยประกันชีวิตปั้น Longevity Ecosystem เชื่อมเงินบำนาญสู่การดูแล ‘วัยอิสระ’

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar