Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

LGT เปิดทิศทางลงทุนปี 2569: ชู ‘โครงสร้างพื้นฐาน-ทองคำ’ รับมือความผันผวน

LGT เปิดทิศทางลงทุนปี 2569: ชู 'โครงสร้างพื้นฐาน-ทองคำ' รับมือความผันผวน

LGT เปิดทิศทางเศรษฐกิจปี 2569 แนะกลยุทธ์รับมือความผันผวน (Volatility) ด้วยธีมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และทองคำ พร้อมวิเคราะห์เจาะลึกตลาดจีน ญี่ปุ่น และมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยที่นักลงทุนต้องรู้

หลังจากปี 2025 ผ่านพ้นไปด้วยความสำเร็จของตลาดหุ้นทั่วโลกที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างน่าประทับใจติดต่อกันเป็นปีที่ 3 นักลงทุนต่างเริ่มจับตามองทิศทางเศรษฐกิจข้างหน้าด้วยความระมัดระวัง ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเทคโนโลยีที่หมุนเร็ว สเตฟาน โฮเฟอร์ กรรมการผู้จัดการและหัวหน้านักยุทธศาสตร์การลงทุน แอลจีที ไพรเวท แบงกิ้ง (LGT Private Banking) ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พร้อมด้วย เจฟ สุธีโสภณ ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนประจำ LGT ประเทศไทย ได้ร่วมกันวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจ (Economic Outlook) และกลยุทธ์การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) สำหรับปี 2026 โดยเน้นย้ำว่าแม้สินทรัพย์เสี่ยงจะยังคงมีแนวโน้มที่ดี แต่หัวใจสำคัญของปีนี้คือการเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวน (Volatility) ที่จะเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายเศรษฐกิจ

นโยบาย “One Big Beautiful Bill” และจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจสหรัฐฯ

คุณสเตฟานประเมินว่า ปี 2026 จะเป็นปีที่มีความสำคัญทางการเมืองสหรัฐฯ เนื่องจากการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) ที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งตามสถิติแล้วพรรครัฐบาลมักจะสูญเสียที่นั่ง ทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ต้องเร่งใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกฎหมายสำคัญที่ชื่อว่า “One Big Beautiful Bill” ซึ่งประกาศใช้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 โดยมีแกนหลักคือการลดภาษี (Tax Cuts) ให้กับกลุ่มผู้มีรายได้สูงเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนใหม่และการจ้างงาน ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ได้ราว 0.4% ควบคู่ไปกับเป้าหมายในการกดราคาน้ำมันให้ต่ำลงเหลือเพียง 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอน เพื่อลดภาระค่าครองชีพและรักษาฐานเสียงกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

ในมิตินโยบายการเงิน (Monetary Policy) เมื่อประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนปัจจุบัน คือนายเจอโรม พาวเวลล์ หมดวาระลงในเดือนพฤษภาคม 2026 ผู้ที่จะมารับตำแหน่งแทนมีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลาย (Dovish) และพร้อมปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามความต้องการของฝ่ายบริหาร ซึ่งปัจจัยนี้จะส่งผลกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar) อ่อนค่าลงประมาณ 4% ในปีนี้ แม้ว่าปัจจุบันตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะมีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio) ระยะยาวพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 41 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 24 เท่า แต่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังถูกรองรับด้วยการเติบโตของกำไร (Earnings Growth) ของบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 16% โดยกำไรจะเริ่มมีการกระจายตัว (Broadening Out) จากเดิมที่กระจุกอยู่เพียงหุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้า (Magnificent Seven) ไปยังบริษัทอื่น ๆ ในดัชนี S&P 500 มากขึ้น

เปลี่ยนผ่านสู่ธีม “โครงสร้างพื้นฐาน” และความได้เปรียบด้านพลังงาน

สำหรับการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การลงทุน คุณสเตฟานชี้ว่าธีมหลักของปี 2026 จะเปลี่ยนโฟกัสจากการลงทุนในชิปประมวลผล (Semiconductors) สำหรับปัญญาประดิษฐ์ มาสู่โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และพลังงาน เนื่องจากความต้องการศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลให้เกิดความต้องการพลังงานไฟฟ้าสำหรับการประมวลผล (Compute Power) จำนวนมหาศาล แม้สหรัฐฯ จะมีชิปที่ดีที่สุด แต่จีนกลับมีความได้เปรียบในฐานะผู้นำการผลิตไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำกว่าและมีกำลังการผลิตมากกว่า

ข้อมูลเปรียบเทียบต้นทุนค่าไฟฟ้าระบุชัดเจนว่า จีนมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยเพียง 10 เซนต์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ในขณะที่สหรัฐฯ อยู่ที่ 13 เซนต์ และยุโรปสูงถึง 30 เซนต์ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อการขยายระบบนิเวศ AI ดังนั้นการเลือกลงทุนในบริษัทสาธารณูปโภค (Utilities) ที่ผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับศูนย์ข้อมูลจึงเป็นโอกาสการลงทุนระยะยาว 5-10 ปีที่น่าสนใจ โดยอาจพิจารณากลยุทธ์แบบ Long-Short Equity เพื่อสร้างสมดุลและรองรับความผันผวน

กลยุทธ์คัดเลือกหุ้นรายตัวในเอเชียและโอกาสฟื้นตัวของยุโรป

ในภูมิภาคเอเชีย ทีมยุทธศาสตร์ของ LGT แนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบคัดเลือกรายตัว (Selective) หรือการบริหารเชิงรุก (Active Management) แทนการซื้อกองทุนดัชนี โดยเฉพาะในจีน (China) ที่ควรมุ่งเน้นหุ้นกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) เช่น เทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต ที่มีการเติบโตของกำไรที่ดีและได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าน้อยกว่าภาคอุตสาหกรรม ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงแนะนำให้หลีกเลี่ยง ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่น (Japan) ยังคงมีความน่าสนใจจากการปฏิรูปธรรมาภิบาล (Corporate Governance) การสิ้นสุดภาวะเงินฝืด และการปรับขึ้นค่าแรงที่ชัดเจน แต่ต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุนกลุ่มยานยนต์ (Auto Sector) ที่กำลังเผชิญการแข่งขันอย่างหนักจากรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีน

ทางด้านตลาดยุโรป (Europe) แม้ผลประกอบการภาคธุรกิจจะเติบโตช้ากว่าสหรัฐฯ แต่มีปัจจัยบวกที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ คือความเป็นไปได้ในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะนำไปสู่การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ในยุโรป

มุมมองต่อตลาดหุ้นไทย: ความท้าทายเชิงโครงสร้างและทางรอดระยะสั้น

ทางด้านคุณเจฟ ได้วิเคราะห์สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยด้วยมุมมองที่สะท้อนความเป็นจริง โดยระบุว่าปัจจุบันกองทุนเอเชียของ LGT ไม่มีน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทย (Zero Weighting) เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ คือการเติบโตของจีดีพี (GDP) ที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 1.5-1.7% และอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ที่คาดว่าจะโตเพียง 4% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังขาดบริษัทในกลุ่มนวัตกรรม (Innovation) และเทคโนโลยีเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค ทำให้เสียเปรียบในแง่ความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยยังพอมีปัจจัยหนุนระยะสั้นจากการบริหารจัดการเงินทุนของภาคธุรกิจที่ดีขึ้น สะท้อนผ่านระดับการจ่ายเงินปันผลที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และจำนวนการซื้อหุ้นคืน (Stock Buyback) ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจช่วยพยุงตลาดได้บ้าง รวมถึงความคาดหวังเรื่องเสถียรภาพ (Stability) ทางการเมืองหลังการเลือกตั้งที่นักลงทุนต่างชาติต้องการเห็นความชัดเจนในการดำเนินนโยบาย

การจัดพอร์ตปี 2569: กระจายความเสี่ยงคือหัวใจสำคัญ

เพื่อสร้างความสมดุลให้กับพอร์ตการลงทุนและรับมือกับความเสี่ยง LGT แนะนำการจัดสรรสินทรัพย์ดังนี้

  • หุ้น (Equities): ให้น้ำหนักมากกว่าตลาด (Overweight) ในหุ้นสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และจีน โดยเน้นกลุ่มเทคโนโลยี และแนะนำให้ทยอยขายทำกำไรหุ้นเทคโนโลยีบางส่วนเพื่อกระจายความเสี่ยงไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น
  • สินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Assets): แนะนำให้ถือครองทองคำ (Gold) โดยให้เป้าหมายราคาที่ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ในอีก 12 เดือนข้างหน้า เพื่อป้องกันความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) และการอ่อนค่าของดอลลาร์ รวมถึงลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ
  • ตราสารหนี้ (Fixed Income): เน้นหุ้นกู้ระดับลงทุนได้ (Investment Grade) อายุ 3-7 ปี และหลีกเลี่ยงพันธบัตรระยะยาวเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของเส้นอัตราผลตอบแทน
  • สกุลเงิน (Currencies): แนะนำถือครองดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) และสวิสฟรังก์ (CHF) เพื่อป้องกันความเสี่ยง

บทวิเคราะห์ดังกล่าวสะท้อนจุดยืนของ LGT ในฐานะสำนักงานบริหารทรัพย์สินครอบครัว (Family Office) ของราชวงศ์ลิกเตนสไตน์ ที่ดำเนินงานมากว่า 26 รุ่น ด้วยหลักการ “Skin in the Game” หรือการที่ราชวงศ์ลงทุนในพอร์ตเดียวกับลูกค้า ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการรักษาและส่งต่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เจาะลึกทิศทางการลงทุนปี 2569: ฝ่าคลื่นความผันผวนสู่โอกาสใน ‘ทองคำ-คริปโทฯ-หุ้น’

SCB EIC เตือนกับดัก ‘ช้อปก่อนจ่ายทีหลัง’ ทำหนี้ครัวเรือนพุ่ง

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar