กลุ่มธุรกิจทางการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LHFG) แถลงผลประกอบการครึ่งแรกปี 2569 โชว์กำไรสุทธิพุ่ง 37.3% พร้อมกางยุทธศาสตร์ครึ่งปีหลัง ชูสินเชื่อระหว่างประเทศ (International Business) เป็นหัวหอกหลัก ตั้งเป้าเติบโตเฉพาะกลุ่มนี้สูงถึง 50% เพื่อรับการย้ายฐานการผลิตในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและ AI ขณะที่ภาพรวมสินเชื่อทั้งธนาคารยังคงเป้าหมายการเติบโตอย่างมั่นคงที่ 10-12%
ฉี ชิง-ฟู่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลังของปี 2569 ว่า ธนาคารให้ความสำคัญกับการขยายฐานสินเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) หรือกลุ่มธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business) โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อในกลุ่มนี้ไว้ที่ 50% ซึ่งถือเป็นการเติบโตในระดับสูงต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาที่ทำได้ 50% เช่นกัน
กลุ่มธุรกิจระหว่างประเทศ ถือเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่นที่สุดในครึ่งแรกของปี โดยขยายตัวถึง 27% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนให้ภาพรวมสินเชื่อของธนาคารเติบโตได้ถึง 6.7% ในครึ่งปีแรก ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่เติบโตเพียง 1.8%
เจาะลึกโอกาสจาก ‘AI Cycle’ และการเปลี่ยนผ่านฐานการผลิต
คุณฉี ชิง-ฟู่ อธิบายว่า สาเหตุที่ธนาคารตั้งเป้าหมายสินเชื่อกลุ่ม FDI ไว้สูงถึง 50% เนื่องจากมองเห็นโอกาสจากการที่กลุ่มบริษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะจากภูมิภาค Greater China (ไต้หวันและจีน) ได้เคลื่อนย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
“ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เม็ดเงิน FDI ที่ไหลเข้ามาส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อขุดดินสร้างโรงงานและติดตั้งเครื่องจักร ซึ่งธนาคารได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการสนับสนุนสินเชื่อกลุ่มนี้อยู่แล้ว แต่ความน่าสนใจในครึ่งปีหลัง คือ โรงงานเหล่านั้นเริ่มก่อสร้างเสร็จและพร้อมเดินเครื่องจักรผลิตเพื่อส่งออก”
การเปลี่ยนผ่านจากการก่อสร้างสู่การผลิตจริงนี้ จะส่งผลให้เกิดความต้องการเงินทุนในรูปแบบ เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) และบริการ Trade Finance เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เพื่อใช้ในการจัดซื้อวัตถุดิบและส่งออกสินค้าไปยังตลาดโลก เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป
โดยอุตสาหกรรมหลักที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญคือกลุ่ม AI Cycle เช่น การผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไฮเทค เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Home Appliance) และชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง
พลังจาก CTBC และเป้าหมาย 10% ของพอร์ต
ความสำเร็จของสินเชื่อกลุ่มนี้ได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากเครือข่ายระดับโลกของ CTBC Bank ธนาคารเอกชนอันดับหนึ่งจากไต้หวันซึ่งเป็นบริษัทแม่ ช่วยให้ธนาคารสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าบริษัทข้ามชาติ (MNCs) ตั้งแต่ต้นทาง และสามารถส่งมอบบริการแบบไร้รอยต่อผ่านช่องทาง Global Supply Chain
การเชื่อมโยงนี้สะท้อนออกมาในรูปของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะรายได้จาก Trade Finance ที่เพิ่มขึ้นถึง 147% และกำไรจากธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ที่เติบโต 74.5% ในครึ่งปีแรก
ปัจจุบันสินเชื่อระหว่างประเทศมีสัดส่วนประมาณ 8% ของพอร์ตสินเชื่อรวมของธนาคาร และด้วยการรุกตลาดอย่างหนักในครึ่งปีหลัง ธนาคารคาดหวังว่าสัดส่วนของสินเชื่อกลุ่มนี้จะขยับขึ้นไปแตะที่ 10% ภายในปีหน้า
คงเป้าสินเชื่อรวมโต 10-12% เน้นสมดุลพอร์ต
สำหรับภาพรวมการดำเนินงานของทั้งธนาคาร วรวุฒน์ โตเจริญธนาผล President และหัวหน้ากลุ่มงานการเงินและบัญชี LHFG ยืนยันว่า เป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อรวมของกลุ่มในปี 2569 ยังคงอยู่ที่ 10-12% โดยครึ่งปีแรกภาพรวมสินเชื่อเติบโตไปแล้ว 6.7% คิดเป็นยอดเงินให้สินเชื่อรวม 302,153 ล้านบาท
แม้จะรุกหนักในกลุ่ม FDI และรายใหญ่ แต่ธนาคารยังคงยึดถือวิสัยทัศน์การเป็นธนาคารขนาดกลางที่ส่งมอบบริการแบบเฉพาะตัว (Customized Service) โดยมีการกระจายพอร์ตสินเชื่ออย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้มีการกระจุกตัวในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไป ปัจจุบันสัดส่วนสินเชื่อรายย่อยอยู่ที่ 26%, SME 26%, รายใหญ่ (Corporate) 25% และกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ (Conglomerate) 19%
โดยมีเป้าหมายส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ระดับ 2.0 – 2.2% ควบคุมรายจ่ายต่อรายได้ (Cost to Income) ไม่เกิน 53% และรักษา NPL ไม่ให้เกิน 3% พร้อมเดินหน้านวัตกรรม Digital & AI อย่าง GENIE ผู้ช่วยอัจฉริยะ และ Sustainable Banking เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน
ในกลุ่ม SME ธนาคารได้นำเสนอนวัตกรรมสินเชื่อที่ออกแบบมาเฉพาะตามความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรมที่ธนาคารได้ศึกษาศักยภาพมาแล้ว เช่น กลุ่มการผลิต (Manufacturing), การค้า (Trading) และโลจิสติกส์ โดยมีการนำกลไกการค้ำประกันจาก บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม มาช่วยบริหารความเสี่ยง ทำให้ธนาคารสามารถสนับสนุนกลุ่ม SME ที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินได้กว้างขวางขึ้น
ครึ่งปีแรกกำไรพุ่ง 37.3% ทะลุ 1.5 พันล้าน
ผลการดำเนินงานของกลุ่ม LHFG ในครึ่งแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,538.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เติบโต 8.4% และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิที่พุ่งสูงถึง 70.6%
โดยบริษัทลูกทุกแห่งมีผลประกอบการดังนี้
- LH Bank: กำไรสุทธิ 1,376.9 ล้านบาท (+24.9%) รายได้ค่าธรรมเนียมโต 76% โดยเฉพาะจากธุรกิจประกันและกองทุน
- LH Securities: รายได้โต 37% ตามการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทย และการขยายบริการ Global Trading
- LH Fund: มูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การบริหารจัดการรวมทุกธุรกิจทั้งสิ้นแตะ 98,791 ล้านบาท โต 5% โดยออกกองทุนใหม่ 12 กองทุนเน้นธีม AI และ Semiconductor
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Conicle เปิดตัว ‘Conicle Skills’ ติดอาวุธทักษะแรงงานไทย ทวงคืนจีดีพี 3.3 ล้านล้านบาท
SCG HOME Online ปรับทิศปี 69 ชูกลยุทธ์ 3S – โซลาร์รูฟดันยอด B2C สวนกระแสตลาด



