Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

‘นาคาร์บอนต่ำ’ ทางรอดชาวนาไทยในยุคโลกเดือด

'นาคาร์บอนต่ำ' ทางรอดชาวนาไทยในยุคโลกเดือด

ในวันที่นิยามของสภาวะสิ่งแวดล้อม ขยับจากการเป็นเพียงโลกสีเขียว ไปสู่ยุคที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “โลกเดือด” ภาคการเกษตรกลายเป็นเป้าสายตาสำคัญ ในฐานะแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ข้อมูลจากการวิจัยพบว่า ก๊าซเรือนกระจกกว่าร้อยละ 50 ในภาคการเกษตร เกิดจากการทำนาข้าวเพียงอย่างเดียว ซึ่งหากพิจารณาถึงความมั่นคงทางอาหารที่คนไทยยังคงบริโภคข้าวเป็นหลัก และความท้าทายจากมาตรการกีดกันทางการค้าในระดับสากล ที่กำลังคืบคลานเข้ามา การปรับตัวของเกษตรกรไทย จึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่คือทางรอด ที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต้องยื่นมือเข้ามามีบทบาท

จุลินทรีย์ใต้ดิน: ตัวการเบื้องหลังก๊าซมีเทนในนาข้าว

ดร.วศิน ผลชีวิน นักวิจัยกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ไขประเด็นสำคัญที่มักถูกมองข้ามว่า ต้นข้าวไม่ใช่จำเลยหลักในการผลิตก๊าซมีเทน แต่ทำหน้าที่เป็นเพียงท่อส่งผ่านก๊าซที่เกิดจากกลุ่มจุลินทรีย์ใต้ดิน โดยจุลินทรีย์เหล่านี้มีพฤติกรรมเฉพาะคือชอบสารอินทรีย์จากตอซังหรือฟางข้าวที่หมักไว้ และเจริญเติบโตได้ดีเยี่ยมในสภาวะที่ไร้ออกซิเจน ดังนั้นวิถีการทำนาแบบน้ำขังตลอดเวลาตามแบบแผนเดิมจึงเปรียบเสมือนสวรรค์ของจุลินทรีย์กลุ่มนี้

“ในขณะนี้โลกยุคโลกร้อนได้สิ้นสุดลง และก้าวเข้าสู่ยุคโลกเดือดอย่างเต็มตัว ซึ่งปัญหาสำคัญส่วนหนึ่งมาจากก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร โดยกว่าร้อยละ 50 มีที่มาจากการทำนาข้าวเพียงอย่างเดียว”

ระบบจัดการน้ำเปียกสลับแห้ง: ทางแก้ที่ทำได้ทันที

แนวทางการแก้ไขที่สามารถทำได้ทันที คือการปรับเปลี่ยนวิธีจัดการน้ำในนาข้าวผ่านเทคนิคการปลูกแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่มีมานาน แต่ต้องนำมาปรับใช้อย่างจริงจัง วิธีการนี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนลงได้ร้อยละ 30-70 ตามแต่สภาพพื้นที่ ทั้งยังช่วยประหยัดน้ำและลดต้นทุนค่าสูบน้ำให้แก่ชาวนาได้โดยตรง นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบเสริม อย่างการใช้เลเซอร์ปรับหน้าดินให้เรียบสม่ำเสมอ การจัดการฟางข้าว และการใช้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพการผลิต

“การจัดการน้ำด้วยวิธีปลูกแบบเปียกสลับแห้งเป็นจุดเด่นที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที โดยผลการวิจัยยืนยันว่าช่วยประหยัดน้ำและลดต้นทุนให้แก่เกษตรกร ทั้งยังช่วยเพิ่มกำไรสุทธิและผลผลิตในข้าวบางสายพันธุ์ได้อีกด้วย”

พันธุ์ข้าวอัจฉริยะ: เพิ่มผลผลิตพร้อมลดก๊าซเรือนกระจก

นอกเหนือจากการจัดการน้ำ งานวิจัยของไบโอเทคยังมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาศักยภาพของสายพันธุ์ข้าวอัจฉริยะ โดยมีการดำเนินงานใน 3 ระดับคือ 1) การพัฒนาพันธุ์ให้มีผลผลิตสูงเพื่อลดปริมาณการปล่อยมีเทนต่อไร่โดยปริยาย 2) การพัฒนาพันธุ์ที่ตอบสนองต่อการใช้น้ำน้อยได้ดี และที่นับเป็นนวัตกรรมในรอบ 2 สองปีที่ผ่านมาคือ 3) การพัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่สามารถลดการปล่อยมีเทนได้ด้วยตัวมันเองโดยตรง

ผลการทดลองในพื้นที่ต้นแบบจังหวัดพิจิตรยืนยันว่า ข้าวพันธุ์ไบโอเทคหนึ่งสามารถลดการปล่อยมีเทนได้ถึงร้อยละ 46 เมื่อเทียบกับข้าวพันธุ์กข 61 ที่ลดได้ร้อยละ 38 ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน โดยที่ผลผลิตยังคงความสมบูรณ์อยู่ในระดับ1 ถึง 1.5 ตันต่อไร่

ฐานข้อมูลรายพันธุ์: กุญแจสู่การเคลมคาร์บอนเครดิต

เพื่อไม่ให้ความยั่งยืนกลายเป็นภาระที่ยากเกินแบกรับสำหรับเกษตรกร ทีมวิจัยจึงได้ขมวดรวมองค์ความรู้ มาเป็นคู่มือการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำสำหรับข้าวเฉพาะสายพันธุ์ โดยระบุรายละเอียดที่แม่นยำตั้งแต่ช่วงเวลาการใส่น้ำ การปล่อยน้ำออก ไปจนถึงตารางการให้ปุ๋ย เนื่องจากข้าวแต่ละพันธุ์มีอายุและช่วงเวลาความต้องการที่แตกต่างกัน ข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดทำเป็นฐานข้อมูลรายพันธุ์ เพื่อให้เกษตรกรใช้เป็นหลักฐานในการยืนยันปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกได้ทันที โดยไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการตรวจวัดก๊าซด้วยตนเอง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมโยงไปสู่คาร์บอนเครดิต

“เป้าหมายสำคัญ คือการสร้างฐานข้อมูลรายพันธุ์ที่ระบุระดับการปลดปล่อยก๊าซในแต่ละกรรมวิธี เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ ไปยืนยันผลการลดก๊าซมีเทนได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการตรวจวัดก๊าซในแปลงนา”

ความยั่งยืนที่สร้างกำไร: เชื่อมโยงชาวนาสู่ตลาดคาร์บอนโลก

ในระยะต่อไป โครงการตั้งเป้าขยายพื้นที่ทดลองจริงสู่ขนาด 300 ไร่ ผ่านความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งกรมการข้าว มหาวิทยาลัย โรงสี และสถาบันการเงินอย่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เพื่อขับเคลื่อนโมเดลธุรกิจคาร์บอนที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแรงจูงใจทางการเงินแบบขั้นบันไดจากการจัดการแปลงนา การใช้สลากคาร์บอนเพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค หรือการเชื่อมโยงกับตลาดคาร์บอนเครดิตระดับโลก ที่เริ่มมีความต้องการอย่างชัดเจน พื้นที่ต้นแบบเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนพื้นที่สีเขียว ที่พร้อมรองรับการลงทุนและสร้างรายได้เพิ่มให้แก่ชาวนาไทย

ดร.วศิน ได้ทิ้งท้ายถึงหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ไว้ว่า “ความยั่งยืนไม่ควรเป็นภาระของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องสามารถสร้างผลกำไรให้เกิดขึ้นได้จริงภายใต้ระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

กลยุทธ์ Copper Beyond Buffet และ Visai AI: ปรับตัวสู้ต้นทุนและคลื่นปัญญาประดิษฐ์

นาโนเทค x กรมอนามัย ยกระดับน้ำประปาหมู่บ้านไทยด้วยนวัตกรรมนาโน

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar