ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางการแพทย์ของประเทศไทยในปัจจุบัน กำลังก้าวเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน จากเดิมที่เคยเป็นเพียงจุดหมายปลายทางของการรักษาพยาบาลและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สู่ความพยายามในการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมสุขภาพให้ครบวงจร ภายใต้นโยบายระเบียงเศรษฐกิจสุขภาพ หรือ “Medical Hub” เพื่อมุ่งหวังให้เป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับประเทศไทย สู่ความเป็นเลิศในระดับภูมิภาค และสร้างความแข็งแกร่งในทุกสถานการณ์ภายใต้ธีม “Thailand Gateway to Southeast Asia Health Hub”
ปั้น 4 ฮับยกระดับสุขภาพไทย
ดร.กัญญารัตน์ กุยสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า รัฐบาลวางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 โดยเน้นการพัฒนาสี่ด้านหลัก คือ ศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ ศูนย์กลางบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์กลางวิชาการและงานวิจัย และศูนย์กลางผลิตภัณฑ์สุขภาพ
ปัจจุบันมีการผลักดันนโยบายผ่านเขตพัฒนาพิเศษ เช่น Medical Valley ในจังหวัดขอนแก่น และระเบียงเศรษฐกิจเวลเนสในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับฝีมือแรงงานขั้นสูงในพื้นที่
“เราจำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน เพื่อให้มั่นใจได้ว่านโยบายศูนย์กลางทางการแพทย์จะไม่ดึงเอาศักยภาพในการบริการประชาชนไทยออกไป แต่จะเป็นการสร้างโอกาสใหม่จากความโดดเด่นด้านการบริการและทรัพยากรที่เรามีอยู่” ดร.กัญญารัตน์ กล่าว
ทั้งนี้ ไทยยังมีจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ที่สามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคตและสมุนไพรที่มีงานวิจัยรองรับ เช่น กระชายดำ ขมิ้น และกัญชากัญชงทางการแพทย์ที่มีมูลค่าสูง
ภาครัฐหนุนนวัตกรรมผ่าน MICE
ความเคลื่อนไหวด้านนโยบายที่สำคัญคือการปรับบทบาทภาครัฐจาก “ผู้กำกับดูแล” (Regulator) สู่การเป็น “ผู้ส่งเสริม” (Promoter) มากขึ้น มีการนำระบบกระบะทราย (Sandbox) มาใช้รองรับงานวิจัยทางการแพทย์ขั้นสูง เช่น การรักษาด้วยยีนและเซลล์บำบัด (ATMP) เพื่อลดอุปสรรคทางกฎหมายและช่วยให้นวัตกรรมไทยออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น
สอดคล้องกับแนวคิดของ ดร.จารุวรรณ สุวรรณศาสน์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) ที่ระบุว่า ไทยเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพของโลก โดยงาน MICE ด้านการแพทย์และเวลเนสมีสัดส่วนสูงที่สุดในปีที่ผ่านมา
ดร.จารุวรรณ กล่าวเสริมว่า “ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดงาน แต่เราเป็นพื้นที่ที่ความร่วมมือใหม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง เป็นเวทีที่นวัตกรรมถูกต่อยอดสู่ธุรกิจ และเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญที่ทำให้ไทยเชื่อมต่อกับอาเซียนและเวทีโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ซึ่งคาดว่างานในปีนี้จะสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจมากกว่า 4,300 ล้านบาท
พลิกฐานการผลิตสู่เครื่องมือแพทย์
ในมิติของภาคการผลิตนั้น ชนินทร์ ขาวจันทร์ นายกสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย ชี้ประเด็นการเติบโตของอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยว่า ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งจากอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ การเปลี่ยนผ่านนี้เป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะการผลิตอุปกรณ์ที่ทำจากพลาสติก ยาง และซิลิโคน ซึ่งไทยมีวัตถุดิบและองค์ความรู้พร้อมอยู่เดิม เช่น ยางซิลิโคนสำหรับเสริมจมูกหรือถุงเก็บสิ่งขับถ่ายที่ราคาต่ำกว่าการนำเข้ามาก ความท้าทายอยู่ที่การยกระดับมาตรฐานโรงงานสู่ ISO 13485 และการผลักดันให้เกิดการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในไทยผ่านนโยบายภาครัฐ เช่น มาตรการ Made in Thailand (MiT) เพื่อสร้างตลาดรองรับในช่วงเริ่มต้น
“ขอให้มีเป้าหมายที่ก้าวไกลและอย่ากลัวที่จะฝัน เราต้องเริ่มจากการผลิตเพื่อใช้เองในประเทศและมุ่งสู่การส่งออกระดับสากล เหมือนที่เราเคยผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ส่งขายไปได้ทั่วโลก” คุณชนินทร์ กล่าว
เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจภูมิภาค
รุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ กล่าวว่า งาน WHX Bangkok และ Medtech Southeast Asia จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตนวัตกรรม ผู้ประกอบการโรงพยาบาล และคู่ค้าจากทั่วอาเซียน งานนี้จะเน้นการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ของ Healthcare ที่ครบวงจร ตั้งแต่ไลน์การผลิตเครื่องมือแพทย์ไปจนถึงบริการในโรงพยาบาลและห้องปฏิบัติการ
คุณรุ้งเพชรตั้งข้อสังเกตว่า “ความแตกต่างของเราคือความสามารถในการรวบรวมระบบนิเวศของสาธารณสุขไว้ด้วยกัน โดยใช้เครือข่ายระดับโลกดึงดูดผู้ซื้อและผู้เชี่ยวชาญเข้ามา เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการไทยมีความกล้าที่จะพัฒนางานวิจัยไปสู่อุตสาหกรรมการผลิตที่แข่งขันได้” นอกจากนี้ยังมีโปรแกรม Hosted Buyer เพื่อดึงดูดบุคลากรทางการแพทย์และผู้ตัดสินใจซื้อจากต่างประเทศเข้ามาโดยเฉพาะ
ความมั่นคงการแพทย์ในโลกผันผวน
การปรับตัวท่ามกลางความผันผวนของโลก ไทยต้องเตรียมรับมือสังคมสูงวัย (Silver Society) ด้วยการเน้นการส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน (Prevention) และการมีอายุยืนยาว
การเข้ามาลงทุนจากต่างประเทศเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยเร่งพัฒนาเทคโนโลยีและรวมตัวกันเป็นพันธมิตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ท้ายที่สุดความมั่นคงทางการแพทย์จะยั่งยืนได้ต้องเกิดจากการบูรณาการบริการสาธารณสุขเข้ากับศักยภาพการผลิตภายในประเทศอย่างมีเอกภาพ
“คนไทยไม่ได้แพ้ใคร แต่สิ่งที่ต้องการคือการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจังและการมีมาตรฐานรองรับที่จะช่วยให้ผู้ผลิตไทยสามารถแข่งขันและยืนหยัดได้อย่างเต็มภาคภูมิ” ซึ่งในปัจจุบันเริ่มมีการผลิตนวัตกรรมไทย เช่น เตียงไฟฟ้าที่มีสิทธิบัตรกว่า 50 ชนิด และชุดตรวจจมูกคุณภาพสูงที่ราคาถูกกว่าต่างชาติถึง 70%
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
สวทช. ชู ‘เทคโนโลยี’ คือทางรอดในสมรภูมิเศรษฐกิจโลก
สถาปนิก’69: ถอดรหัสภูมิปัญญาไทยในยุคAI ครองเมือง



