Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

NIA ผนึก 32 เครือข่าย ดันไทยสู่ Medical Innovation Hub

NIA ผนึก 32 เครือข่าย ดันไทยสู่ Medical Innovation Hub

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ 32 ภาคีเครือข่ายด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส เดินหน้าสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมการแพทย์แบบครบวงจร เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัย โรงพยาบาล นักลงทุน และภาคเอกชน ผลักดันเทคโนโลยี MedTech, HealthTech และ Wellness สู่การใช้งานจริง พร้อมเร่งเปลี่ยนบทบาทประเทศไทยจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” สู่ “ผู้สร้างสรรค์และส่งออกนวัตกรรม”

ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งใช้กลไก Regulatory Sandbox, Co-funding และเครือข่ายสถานพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Medical Innovation Hub ของภูมิภาค และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระยะยาว โดยตั้งเป้าภายใน 3 ปี ให้เกิดมูลค่าการลงทุนและการขยายตลาดของธุรกิจนวัตกรรม 12,000 ล้านบาท เกิดมูลค่าการค้าและการส่งออกนวัตกรรมไทย 2,500 ล้านบาท และสร้างงานทักษะสูง 10,000 ตำแหน่ง

ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยระบุว่า ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับจาก “ผู้ให้บริการทางการแพทย์และผู้รับจ้างผลิต” สู่การเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรมการแพทย์ (Medical Innovation Hub)” ที่สามารถออกแบบ พัฒนา และต่อยอดเทคโนโลยีทางการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนสของตนเองได้อย่างเข้มแข็งและแข่งขันได้ในระดับสากล

ประเทศไทยมีต้นทุนสำคัญทั้งงานวิจัย องค์ความรู้ บุคลากรทางการแพทย์ ธุรกิจนวัตกรรม และสตาร์ตอัปด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนสที่มีศักยภาพสูงจำนวนมาก แต่ที่ผ่านมา นวัตกรรมจำนวนไม่น้อยยังติดอยู่ในช่วง “Valley of Death” หรือช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการใช้งานจริง เนื่องจากขาดกลไกเชื่อมโยงสู่ผู้ใช้งานและการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อขยายผลเชิงพาณิชย์

โจทย์ต้องใช่ จึงจะมีตลาด

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ ชี้ว่า การพัฒนานวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จต้องเริ่มจากการตั้งโจทย์ที่ถูกต้อง เพราะหากโจทย์ใช่ ย่อมมีตลาดรองรับ และเมื่อมีตลาด เงินทุนในแต่ละช่วงของการพัฒนาก็จะตามมา ทั้งเงินสนับสนุนด้านการวิจัย Seed Fund, Angel Fund เงินสำหรับการทดสอบ การรับรองมาตรฐาน การทำ Clinical Trial ไปจนถึงการต่อยอดเชิงธุรกิจ

ในทางกลับกัน หากโจทย์ไม่ตอบความต้องการของตลาด โอกาสในการเติบโตจะลดลงอย่างมาก ดังนั้น การรวมตัวกันของหลายภาคส่วนเพื่อสร้างความต้องการร่วม จึงเป็นปัจจัยสำคัญของการผลักดันนวัตกรรมสู่การใช้งานจริง

Wellness Economy กับการสร้าง New Growth Engine

อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญที่ถูกนำเสนอคือการสร้าง Wellness Economy ให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ มองว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้าน Wellness และบริการทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับจากผู้คนทั่วโลก ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง เทคโนโลยีชีวภาพด้าน Genomics เครื่องมือแพทย์ขั้นสูง และการเป็นศูนย์กลางการรักษาโรคมะเร็งในภูมิภาค

แนวทางดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจาก Biotechnology เครื่องมือแพทย์ Medical Service และ Wellness จนกลายเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ โดยประเทศไทยมีเป้าหมายผลักดันเรื่องนี้ให้เห็นผลภายใน 3-4 ปีข้างหน้า

ผู้ประกอบการคือ Hero ของนวัตกรรม

สำหรับบทบาทของผู้ประกอบการในการนำงานวิจัยออกจากห้องปฏิบัติการสู่ตลาด ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ ระบุว่า Hero ของระบบนิเวศนวัตกรรมคือผู้ประกอบการ เพราะเป็นผู้เชื่อมองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจเข้าด้วยกัน

เขายังเสนอว่า การพัฒนาเทคโนโลยีไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากศูนย์เสมอไป แต่สามารถใช้แนวทาง Scout เทคโนโลยีที่มีศักยภาพจากทั้งในและต่างประเทศ แล้วนำมาต่อยอดผ่านการทำข้อตกลงหรือ Acquire License เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการสร้างธุรกิจได้เร็วขึ้น

เชื่อม Ecosystem ดันไทยสู่ Clinical Trial Hub

การสร้าง Medical Innovation Hub ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัย Innovation Ecosystem ที่ทำงานร่วมกันทั้งระบบ

ความร่วมมือระหว่าง NIA และ 32 ภาคีเครือข่ายจึงถูกออกแบบให้เชื่อมโยงหน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการแพทย์ มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ภาคเอกชน และสมาคมวิชาชีพ เพื่อสร้างเส้นทางการพัฒนานวัตกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การสร้างนวัตกรรม การทดสอบและรับรอง การนำไปใช้จริง ไปจนถึงการดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่

ขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ ยังชี้ว่าหากประเทศไทยต้องการก้าวสู่การเป็น Clinical Trial Hub จำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้งศูนย์ทดลองในสัตว์ ระบบการจดสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญา ศูนย์วิจัยทางคลินิก หรือ CRO มาตรฐานห้องปฏิบัติการ และความชัดเจนด้านกฎหมาย

Medical AI ต้องเริ่มจากข้อมูล

อีกหนึ่งโอกาสสำคัญคือการพัฒนา Medical AI ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีการสร้างแพลตฟอร์มและกลไกการใช้ข้อมูลร่วมกัน

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ มองว่า หากประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากภาคส่วนต่าง ๆ ได้ จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและนักพัฒนารุ่นใหม่สามารถสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์รูปแบบใหม่ได้มากขึ้น

ในมุมเดียวกัน NIA ได้ผลักดัน Regulatory Sandbox ผ่าน “ย่านนวัตกรรมทางการแพทย์” เช่น ย่านโยธี ย่านสวนดอก และย่านกังสดาล ให้เป็นพื้นที่ทดลองใช้งานนวัตกรรมทางคลินิกในสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาลจริง เพื่อช่วยให้นวัตกรรมได้รับการประเมินมาตรฐานอย่างถูกต้อง และสร้างการยอมรับจากผู้ใช้งานจริง

Co-funding และเงินทุนใหม่ปลดล็อกการเติบโต

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของนวัตกรรมไทยคือการขาดเงินทุนและระบบสนับสนุนที่เพียงพอ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม MedTech, HealthTech และ Wellness

NIA จึงมุ่งเชื่อมต่อโอกาสการสนับสนุนทุนสมทบ หรือ Co-funding ร่วมกับแหล่งทุนภายนอก ทั้งนักลงทุนอิสระ (VC) และองค์กรธุรกิจ (CVC) เพื่อช่วยให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยมีสายป่านทางธุรกิจที่แข็งแรง และสามารถขยายผลเชิงพาณิชย์ได้จริง

ขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ ยังเสนอแนวคิดการจัดตั้ง Philanthropist Fund เพื่อระดมทุนสำหรับการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมในระดับประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ทั้งเงินทุนในประเทศและต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนโจทย์วิจัยที่ตอบความต้องการของประเทศไทย

จากผู้ซื้อ สู่ผู้สร้าง

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการสร้าง Track Record ให้กับนวัตกรรมไทย

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนันท์ ระบุว่า หากคนไทยหรือหน่วยงานในประเทศไม่เปิดโอกาสให้นวัตกรรมไทยได้ถูกนำไปใช้งานจริง ผู้ประกอบการจะขาดประวัติผลงานที่จำเป็นต่อการระดมทุนและขยายตลาดในต่างประเทศ

เขาย้ำว่า คำถามสำคัญที่ผู้ประกอบการมักได้รับจากนักลงทุนคือ “คนไทยใช้หรือยัง” และหากประเทศของตนเองยังไม่ใช้งานนวัตกรรมดังกล่าว ก็ยากที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดโลก

Spear H กลไกเชื่อมงานวิจัยสู่การใช้งานจริง

เพื่อแก้ปัญหา Valley of Death และเร่งการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมสุขภาพ จึงมีการผลักดันแพลตฟอร์ม Spear H ซึ่งเป็น Incubator และ Accelerator ด้านสุขภาพ โดยต่อยอดจากโมเดล Space F ที่เคยดำเนินการในอุตสาหกรรมอาหาร

Spear H ถูกวางให้เป็นแพลตฟอร์มกลางที่เปิดให้ภาครัฐ เอกชน นักลงทุน นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกเข้ามาร่วมสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพของประเทศไทย เพื่อดึงดูดการลงทุน ถ่ายทอดองค์ความรู้ และสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย

ท้ายที่สุด ความร่วมมือระหว่าง NIA และ 32 ภาคีเครือข่ายสะท้อนความพยายามในการเชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี เงินทุน โรงพยาบาล และผู้ใช้งานจริงเข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนศักยภาพที่ประเทศไทยมีอยู่ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว และผลักดันประเทศไทยจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” สู่ “ผู้สร้างนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ” ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

SCBX AI Outlook 2026: 6 แนวโน้มสำคัญของAI ในยุคใหม่

เปลี่ยนเซลล์เป็นยา: นวัตกรรม HealthTech ไทย สู่การพิชิตโรคร้าย

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar