ในสภาวะเศรษฐกิจที่เผชิญกับปัจจัยลบทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ได้เลือกใช้โมเดล Asset-Light และการรักษาวินัยทางการเงินเป็นแกนหลักในการดำเนินธุรกิจตลอดปีที่ผ่านมา โดยลดสัดส่วนการเป็นเจ้าของสินทรัพย์โดยตรง และเน้นไปที่การรับจ้างบริหารและการขยายแฟรนไชส์ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้บริษัทสามารถรักษาระดับการเติบโตและบริหารจัดการงบดุลให้มีความมั่นคง แม้ในห้วงเวลาที่ตลาดโลกมีความไม่แน่นอนสูง
ในปี 2568 MINT มีกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 9,700 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตัวเลขเหล่านี้เป็นผลจากการดำเนินงานตามแผนงานที่วางไว้ โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการเดินทางทั่วโลกในตลาดหลัก กลยุทธ์ด้านราคา และการนำนวัตกรรมสินค้ามาใช้เพื่อเปลี่ยนรายได้ให้เป็นกำไรที่มีคุณภาพสูงขึ้น
“แม้เราจะเจอเหตุการณ์มากมาย ทั้งเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว แผ่นดินไหว ความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์ หรือสงครามการค้า แต่เราก็ยังต้านแรงเสียดทานนี้มาได้ และทำให้การเติบโตของเรายังมีความแข็งแกร่งอยู่” ดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กล่าว
“เราก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความชัดเจนของการเติบโต ฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นและแรงส่งที่เร่งตัวของกลยุทธ์การขยายธุรกิจแบบ Asset-Light” คุณดิลลิป กล่าวเสริม
ปลดล็อกมูลค่าด้วย REIT สิงคโปร์
การเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่จะช่วยให้ MINT ลดภาระหนี้ได้อย่างรวดเร็ว คือแผนการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) มูลค่าสินทรัพย์รวมกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) เนื่องจากเป็นตลาดที่เข้าถึงฐานนักลงทุนได้กว้างกว่าตลาดไทยและมีความเข้าใจในโครงสร้างธุรกิจ REIT เป็นอย่างดี ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวในกลางปี 2569
พอร์ตโฟลิโอของกอง REIT นี้จะประกอบด้วยโรงแรม 14 แห่ง โดย 12 แห่งเป็นทรัพย์สินในยุโรป และอีก 2 แห่งอยู่ในประเทศไทย
คุณดิลลิป เล่าว่า MINT ใช้เวลาวิเคราะห์กว่า 9-12 เดือน เพื่อหาทางเลือกที่ดีที่สุดระหว่างการขายสินทรัพย์ขาด หรือการหาพันธมิตรใหม่ แต่สุดท้ายกองทุน REIT คือคำตอบที่ดีที่สุด เพราะหากขายสินทรัพย์ออกไป MINT จะเสียโอกาสในการเติบโตในอนาคต แต่การตั้ง REIT ทำให้บริษัทยังสามารถถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญแต่ไม่จำเป็นต้องถือเกิน 50% และยังควบคุมการบริหารจัดการได้ พร้อมรับเงินสดประมาณ 500-600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ กลับมาเพื่อลดหนี้และเสริมความแข็งแกร่งให้งบดุล
“เราเลือกทำ REIT เพราะนั่นคือทางเลือกที่สร้างมูลค่าสูงสุด เราไม่ได้เสียทรัพย์สินไปทั้งหมด แต่เราได้เงินทุนกลับมาลดหนี้และเพิ่มความคล่องตัวทางการเงิน และยังสามารถรักษาการเติบโตของกำไรต่อหุ้นให้เพิ่มขึ้นทุกปี” คุณดิลลิปกล่าว
ไมเนอร์ โฮเทลส์: รุกโมเดล Asset-Light และ Branded Residences
สำหรับธุรกิจโรงแรม ไมเนอร์ โฮเทลส์ มีกำไรสุทธิ ปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 32 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในยุโรป ประเทศไทย และมัลดีฟส์ มีรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (RevPar) เติบโตในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่มัลดีฟส์เติบโตร้อยละ 13 และยุโรปและสหรัฐอเมริกาเติบโตร้อยละ 6
MINT ยังเร่งขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ผ่านโมเดล Asset-Light โดยมีการลงนามสัญญาบริหารโรงแรมมากกว่า 10 แห่งในตลาดสำคัญ รวมถึงการขยายตัวเข้าสู่ธุรกิจ Branded Residences หรือ โครงการที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรม ที่กำลังก้าวขึ้นเป็นกลไกการเติบโตที่มีอัตรากำไรสูง โดยปัจจุบันร้อยละ 20 ของโครงการในแผนการพัฒนาของโรงแรมมีองค์ประกอบของที่พักอาศัยรวมอยู่ด้วย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินลงทุนและสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมที่สม่ำเสมอในระยะยาว
ไมเนอร์ ฟู้ด: นวัตกรรม Small Format และ AI
ทางด้านธุรกิจอาหาร ไมเนอร์ ฟู้ด ซึ่งเป็นผู้นำตลาดในหลายหมวดหมู่ เช่น Swensen’s, Bonchon, Sizzler และ The Pizza Company มีกำไรสุทธิในปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากปีก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนจากการปรับปรุงผลการดำเนินงานในออสเตรเลียและจีน กลยุทธ์สำคัญคือการใช้โมเดลแฟรนไชส์และ Asset-Light ควบคู่ไปกับนวัตกรรมสินค้า
ในฝั่งธุรกิจอาหาร MINT ไม่ได้มองแค่การเปิดสาขาใหญ่ในห้างสรรพสินค้าแบบเดิมอีกต่อไป แต่กำลังปรับตัวสู่กลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นกว่าเดิมผ่าน 3 เสาหลัก คือ นวัตกรรม (Innovation) การขยายตัว (Expansion) และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation)
หัวใจสำคัญของนวัตกรรมคือการมุ่งสู่ Modular Format หรือร้านขนาดเล็กที่ยกไปตั้งได้ทุกพื้นที่ เช่น คีออสก์ของ Dairy Queen ที่ตั้งอยู่หน้าห้างสรรพสินค้าหรือใกล้ร้านสะดวกซื้อ ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดเรื่องชั่วโมงการทำงานและทำยอดขายได้เกือบตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีการสร้างแบรนด์ใหม่ ๆ เพื่อไม่ให้ธุรกิจหยุดนิ่ง
ในด้านดิจิทัล MINT ได้นำ AI เข้ามาจัดการตั้งแต่การเรียนรู้ข้อมูลลูกค้าผ่าน Data Analytic ไปจนถึงการใช้ AI Virtual Agent ใน Call Center ซึ่งส่งผลให้ยอดขายดิจิทัลเติบโตกว่า 17%
MINT ยังมีแผนนำไมเนอร์ ฟู้ด ไป IPO ที่ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงในอนาคต เนื่องจากให้ค่าตอบแทนหรือ Multiple Earnings ที่จูงใจกว่า และมีฐานนักลงทุนที่กว้างกว่าไทย คาดว่าจะมีความชัดเจนปลายปีนี้
ปักหมุด 850 โรงแรมทั่วโลก

คุณดิลลิปแสดงความเชื่อมั่นว่า ในปี 2569 ความชัดเจนทางการเมืองจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและนักท่องเที่ยวให้ไหลกลับมา MINT จึงตั้งเป้าหมายที่ท้าทายในแผน 3 ปี ตั้งแต่ปี 2569 – 2571 โดยจะเพิ่มจำนวนโรงแรมจาก 636 แห่ง เป็น 850 แห่ง และขยายร้านอาหารจาก 2,746 สาขา สู่ 4,150 สาขา พร้อมตั้งเป้ากำไรสุทธิเติบโตที่ร้อยละ 15-20 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของรายได้ที่คาดไว้ในระดับ High Single Digit โดยมีเป้าหมายอัตราผลตอบแทนของเงินลงทุนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 12 ผ่านกลยุทธ์หลักที่เน้นรูปแบบ Asset-Light เพื่อเพิ่มอัตรากำไรโดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนสูง
สำหรับการลงทุนในปี 2569 MINT วางงบประมาณไว้ที่ 15,000 ล้านบาท โดยร้อยละ 65 มุ่งเน้นไปที่การอัปเกรดและปรับปรุงโรงแรมหลักที่ขับเคลื่อนด้วยผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) เช่น การปรับปรุงโรงแรมในกรุงเทพฯ และภูเก็ตที่ช่วยเพิ่มราคาค่าห้องพักได้ถึงร้อยละ 20-40 และอีกร้อยละ 10 สำหรับการขยาย Branded Residences ส่วนที่เหลือจะเน้นการขยายสาขาร้านอาหารและการทำ Digital Transformation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดต้นทุนในระยะยาว
“เป้าหมายของเราคือการทำให้กำไรเติบโตเร็วกว่ารายได้ เพราะเราเชื่อมั่นในการบริหารจัดการ Margin ให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง” คุณดิลลิปกล่าวทิ้งท้าย
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
OR กางแผน 5 ปี ทุ่ม 6.7 หมื่นล้านปรับพอร์ต ‘ถอยต่างแดน-รุกโรงแรม’ ดันกำไร Lifestyle
เคทีซีปี 68 กำไร 7,782 ล้านบาท เดินเกมรัดกุม เน้นสมดุล ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อโต 1-2%



