บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ประกาศเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว 5 ปี ด้วยงบลงทุนรวม 67,000 ล้านบาท มุ่งปรับโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอทางธุรกิจครั้งสำคัญ โดยชะลอการลงทุนในต่างประเทศที่มีความผันผวนเพื่อลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมหันมาทุ่มทรัพยากรโฟกัสตลาดในประเทศผ่านการสร้างความแข็งแกร่งให้กับ “ระบบนิเวศ OR” (OR Ecosystem) ด้วยเป้าหมายท้าทายในการผลักดันยอดผู้เข้าใช้บริการสถานีบริการให้แตะระดับ 5 ล้านรายต่อวัน หวังสร้างโอกาสทำกำไรส่วนเพิ่มกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี จากการเชื่อมโยงธุรกิจพลังงานเข้ากับธุรกิจไลฟ์สไตล์ โรงแรมราคาประหยัด และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายหลังประสบความสำเร็จจากผลการดำเนินงานปี 2566 ที่สามารถทำกำไรสุทธิได้สูงกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก
เดิมพัน Traffic 5 ล้านรายดันกำไรส่วนเพิ่ม

หม่อมหลวง ปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทปตท. น้ำมันและการค้าปลีกจำกัด (มหาชน) หรือ OR กล่าวว่า ยุทธศาสตร์หลักที่ OR ใช้ขับเคลื่อนองค์กร นั่นคือการสร้างระบบนิเวศ หรือ OR Ecosystem ผ่านเครือข่ายสถานีบริการกว่า 2,500 แห่ง และร้าน Café Amazon กว่า 4,000 สาขา โดยมีเป้าหมายเชิงปริมาณที่ชัดเจน คือการเพิ่มจำนวนผู้เข้าใช้บริการสถานีบริการจากปัจจุบันวันละ 3.9 ล้านคน ให้แตะระดับ 5 ล้านคนต่อวัน
หม่อมหลวงปีกทอง กล่าวว่า ผลกระทบเชิงเศรษฐศาสตร์จากตัวเลขดังกล่าวว่า หาก OR สามารถดึงดูดผู้คนให้เข้ามาใช้เวลาในสถานีบริการได้ตามเป้าหมาย ไม่เพียงแต่จะเพิ่มยอดขายน้ำมัน แต่จะสร้างรายได้หมุนเวียนจากกิจกรรมที่หลากหลายของผู้บริโภค ทั้งการนำรถมาซ่อมบำรุงที่ Fit Auto การแวะซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค การดื่มกาแฟ การใช้บริการซักผ้าที่ Otteri หรือการเข้ามาชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งประเมินว่าจะสร้างกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา หรือ EBITDA ส่วนเพิ่มได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ หม่อมหลวงปีกทองยังเน้นย้ำถึงกุญแจสำคัญที่จะไขความต้องการของลูกค้ากว่า 5 ล้านคนต่อวัน คือการใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ผ่านแพลตฟอร์ม Blue Plus ที่ปัจจุบันมีสมาชิก 9.3 ล้านราย โดยตั้งเป้าขยายฐานสมาชิก Active Member ให้ถึง 14 ล้านราย เพื่อยกระดับการทำการตลาดจากการหว่านแห หรือ Cross the board แบบในอดีต สู่การนำเสนอสินค้าและบริการที่รู้ใจรายบุคคลอย่างแม่นยำ ยกตัวอย่างเช่น หากระบบทราบพฤติกรรมว่าลูกค้าชื่นชอบกาแฟอเมริกาโน่ร้อนและดาร์กช็อกโกแลต ก็จะไม่นำเสนอโปรโมชั่นมัทฉะลาเต้ที่ไม่ตรงกับความต้องการ ซึ่งการใช้ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้ระบบนิเวศของ OR มีประสิทธิภาพสูงสุดในการตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค
EV Game Changer: เวลาคือโอกาส
จุดเปลี่ยนสำคัญที่เอื้อต่อยุทธศาสตร์ข้างต้นคือการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ซึ่งทางผู้บริหารมองว่าไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเชื้อเพลิง แต่เป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมเรื่องเวลาให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ สุชาติ ระมาศ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทปตท. น้ำมันและการค้าปลีกจำกัด (มหาชน) หรือ OR ระบุว่าปัจจุบัน OR ครองส่วนแบ่งตลาดจุดชาร์จ EV กว่า 50% ครอบคลุมทั่วประเทศ และมียอดผู้ใช้งานแอปพลิเคชันเติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก 2 แสนรายเป็น 4 แสนรายภายในหนึ่งปี ซึ่งครอบคลุมผู้ใช้รถ EV ในไทยเกือบ 99% ตัวเลขการใช้งานจริงสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพมหาศาล โดยมีรถหมุนเวียนเข้าใช้บริการกว่า 30,000 คันต่อวัน หากประเมินว่ารถหนึ่งคันมีผู้โดยสารเฉลี่ย 2 คน เท่ากับว่ามีลูกค้ากว่า 60,000 คนที่ถูกดึงดูดเข้ามาในระบบนิเวศของ OR ในแต่ละวัน
คุณสุชาติ กล่าวว่า ระยะเวลาการชาร์จไฟเฉลี่ย 30-40 นาที ซึ่งยาวนานกว่าการเติมน้ำมันหลายเท่าตัว ช่วงเวลาที่รอคอยนี้ได้กลายเป็นปัจจัยบวกที่ส่งผลให้ยอดขายของธุรกิจ Lifestyle ในสถานีบริการที่มีจุดชาร์จปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการทดลองเปิดให้บริการ EV Hub จำนวน 18 แห่ง พบว่ายอดขายของร้านค้าพันธมิตรทั้ง Café Amazon และ 7-Eleven เติบโตขึ้นสอดคล้องกับจำนวนผู้ใช้บริการชาร์จไฟ สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า OR เดินมาถูกทางในการเปลี่ยนสถานีบริการน้ำมันให้กลายเป็นพื้นที่ที่ผู้บริโภคเลือกที่จะมาใช้เวลาทำกิจกรรมต่างๆ ระหว่างการเดินทาง หรือ Station of Choice ได้อย่างแท้จริง
ผ่าตัดพอร์ตต่างประเทศ: ถอยเพื่อรุก
ประเด็นที่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญที่สุด คือการสังคายนาแผนการลงทุนในต่างประเทศ หรือ Global ใหม่ทั้งหมด หม่อมหลวงปีกทอง ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Geopolitics ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผลการดำเนินงาน โดยยกตัวอย่างกรณีศึกษาในประเทศกัมพูชา ซึ่งเดิมเคยเป็นตลาดศักยภาพสูงที่สร้างกำไรได้อย่างดี แต่กลับได้รับผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้งของประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ยอดขายน้ำมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญเหลือเพียง 30-40% จากระดับปกติ
ด้วยเหตุนี้ OR ประกาศจุดยืนที่ชัดเจนและเด็ดขาดในการบริหารความเสี่ยง โดยเปลี่ยนจากนโยบายการขยายการลงทุนในอดีต มาสู่กลยุทธ์ Select and Focus ที่เน้นความแม่นยำและรอบคอบ ประกอบด้วยการชะลอและลดขนาดการลงทุน (Scale Down) ในประเทศที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ควบคุมไม่ได้ พร้อมส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวในเรื่อง Exit Strategy ว่า หากธุรกิจใดหรือประเทศใดมีผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่องในลักษณะเลือดไหลไม่หยุด และประเมินแล้วว่าไม่มีศักยภาพในการฟื้นตัว บริษัทพร้อมที่จะตัดสินใจถอนการลงทุนทันที เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน โดยจะหันกลับมาจัดสรรทรัพยากรเงินลงทุนไปสู่ประเทศหรือภูมิภาคที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมและมีแนวโน้มการเติบโตที่ชัดเจนกว่า แทนการหว่านเม็ดเงินลงทุนแบบกระจายตัว
ปั้น New S-Curve: โรงแรมราคาประหยัด-OR Space

จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเข้ามาเติมเต็มระบบนิเวศให้สมบูรณ์คือการรุกสู่ธุรกิจที่พักอาศัยเพื่อรองรับนักเดินทาง ราชสุดา รังสิยากูล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกิจการพิเศษ 1 บริษัทปตท. น้ำมันและการค้าปลีกจำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยรายละเอียดแผนความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับกลุ่มเซ็นทารา พัฒนาโรงแรมราคาประหยัด หรือ Budget Hotel ขนาด 70-80 ห้อง ภายในพื้นที่สถานีบริการน้ำมันหรือที่ดินศักยภาพข้างเคียง โครงการนี้นับเป็นการบริหารจัดการสินทรัพย์ประเภทที่ดินขนาด 5-10 ไร่ที่มีอยู่ในมือให้เกิดประโยชน์สูงสุด
โดยวางงบลงทุนก่อสร้างตามมาตรฐานไว้ที่ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อห้อง ซึ่งจะนำร่องเฟสแรกจำนวน 6 แห่งในจังหวัดท่องเที่ยวและจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น อยุธยา ชลบุรี และกาญจนบุรี คาดว่าจะเริ่มทยอยเปิดให้บริการและเห็นผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมได้ภายในปี 2570 เพื่อยกระดับสถานีบริการให้กลายเป็นจุดพักรถ หรือ Rest Area ที่ครบวงจรอย่างแท้จริง
นอกเหนือจากธุรกิจโรงแรม หม่อมหลวงปีกทอง ยังระบุว่า OR จะเดินหน้าขยายรูปแบบธุรกิจค้าปลีกโมเดลใหม่ภายใต้ชื่อ OR Space ซึ่งเป็นพื้นที่ค้าปลีกนอกสถานีบริการน้ำมัน หรือ Stand-alone ที่มุ่งเน้นการเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของชุมชนให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น
ควบคู่ไปกับการลงทุนในธุรกิจธนาคารไร้สาขา หรือ Virtual Bank ร่วมกับพันธมิตรแกร่งอย่าง AIS และธนาคารกรุงไทย รวมถึงการขยายผลสู่ธุรกิจ Health & Wellness เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนรอบสถานีบริการ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ หรือ New S-Curve ให้กับองค์กรในระยะยาว
เสริมแกร่ง Core Business: รุกต้นน้ำกาแฟ–ดึงส่วนแบ่งตลาดน้ำมันคืน
นอกจากการรุกธุรกิจใหม่ OR ยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจเดิมที่เป็นกระดูกสันหลังขององค์กร ในส่วนของกลุ่มธุรกิจ Lifestyle โดยเฉพาะ Café Amazon นั้น หม่อมหลวงปีกทอง ระบุว่าบริษัทไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการขยายจำนวนสาขาหน้าบ้าน แต่ได้ทุ่มงบลงทุนเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทาน หรือ Value Chain ตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งครอบคลุมถึงกระบวนการจัดหาเมล็ดกาแฟ โรงคั่วกาแฟ ไปจนถึงศูนย์กระจายสินค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและบริหารจัดการต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง อันจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันระยะยาว
ขณะเดียวกัน ในฝั่งของกลุ่มธุรกิจ Mobility หรือน้ำมัน คุณสุชาติ ยืนยันถึงความสำเร็จในการพลิกฟื้นสถานการณ์ โดยระบุว่าในปีที่ผ่านมา OR สามารถหยุดสถิติการถดถอยของส่วนแบ่งการตลาด หรือ Market Share ได้สำเร็จ และกลับมามีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 0.5% สวนทางกับภาพรวมตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันเบนซินที่มียอดขายเติบโตขึ้นแม้ตลาดรวมจะทรงตัว
นอกจากนี้ยังได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ส่งผลให้ยอดจำหน่ายน้ำมันอากาศยานเติบโตอย่างโดดเด่น จนสามารถครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 สูงกว่า 50% สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักที่พร้อมจะเป็นฐานรายได้สำคัญควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจใหม่
ทุ่ม 6.7 หมื่นล้าน รับเศรษฐกิจฟื้น

สำหรับทิศทางการลงทุนระยะยาว 5 ปี ครอบคลุมปี 2567-2571 ทาง OR ได้จัดเตรียมงบประมาณการลงทุนรวมไว้ที่ 67,000 ล้านบาท โดยมีการปรับสัดส่วนน้ำหนักการลงทุนกลับมาโฟกัสที่ตลาดในประเทศเป็นหลักเพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก
เม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่จะถูกจัดสรรไปยังกลุ่มธุรกิจ Mobility เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจน้ำมันควบคู่กับการขยายโครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ไฟฟ้า และกลุ่มธุรกิจ Lifestyle ที่เตรียมงบประมาณไว้กว่า 4,300 ล้านบาท สำหรับการขยายเครือข่ายร้านค้าและบริหารจัดการต้นทุนตั้งแต่ต้นน้ำ
แผนการดำเนินธุรกิจดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานทางเศรษฐกิจมหภาคที่ระมัดระวัง โดยผู้บริหารคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ของไทยในปี 2567 จะเติบโตอยู่ในกรอบประมาณ 1.5 – 2.5% และประเมินราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 80-85 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ซึ่งแม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะยังมีความผันผวนจากปัจจัยต่างๆ แต่บริษัทยังมองเห็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการ ซึ่งส่งผลดีโดยตรงต่อยอดขายน้ำมันอากาศยานที่ OR ครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ระดับกว่า 50% ในปัจจุบัน ทำให้มั่นใจว่าจะสามารถสร้างการเติบโตได้ตามเป้าหมายท่ามกลางความท้าทาย
แกร่งด้วยกำไรยั่งยืนด้วย ESG
ด้านสถานะทางการเงิน วิไลวรรณ กาญจนกันติ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านบริหารการเงินบริษัทปตท. น้ำมันและการค้าปลีกจำกัด(มหาชน) หรือOR ได้สรุปผลประกอบการในปี 2566 ว่า OR มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 11,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า แม้รายได้จากการขายรวมจะปรับตัวลดลงตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก ความสำเร็จนี้เกิดจากประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนและการปรับพอร์ตโฟลิโอธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ Lifestyle ที่กลายเป็นดาวเด่นในการทำกำไร ด้วยอัตรากำไร EBITDA Margin เฉลี่ยสูงถึง 28% ช่วยชดเชยความผันผวนของธุรกิจน้ำมันได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ คุณวิไลวรรณยังเน้นย้ำว่า OR ประสบความสำเร็จในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจสู่ระดับสากล โดยได้รับการจัดอันดับสูงสุดในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก หรือ Retailing จาก S&P Global Corporate Sustainability Assessment และยังได้รับคะแนนสูงสุดในกลุ่ม DJSI สำหรับปีแรกที่เข้าร่วมการประเมิน รวมถึงการคว้าเรตติ้ง AAA จาก SET ESG Ratings ซึ่งตอกย้ำว่า OR ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเติบโตทางตัวเลขการเงิน แต่ยังให้ความสำคัญสูงสุดกับการสร้างความยั่งยืนในระยะยาวตามแนวทาง OR SDG ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ก้าวเดินในปีที่ 6 ของ OR ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่นี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การรักษาแชมป์ในธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน แต่คือการทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งใหญ่เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านไลฟ์สไตล์และโมบิลิตี้อย่างเต็มตัว การกล้าตัดสินใจปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงในต่างแดน และหันมาโฟกัสกับการสร้างความแข็งแกร่งในประเทศผ่านโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ทั้งโรงแรมและสุขภาพ จะเป็นบทพิสูจน์ฝีมือทีมผู้บริหารว่าจะสามารถเปลี่ยน ‘Traffic’ มหาศาลให้กลายเป็น ‘Profit’ ที่ยั่งยืน และนำพา OR ฝ่าคลื่นลมเศรษฐกิจไปสู่เป้าหมายการเติบโตในระยะยาวตามที่วางไว้ได้หรือไม่
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Thaiware ผนึก Canva เป็นตัวแทนจำหน่ายรายแรกในไทย ชูจุดแข็งบริการหลังการขายเจาะกลุ่มองค์กร
สวทช. ผนึก ทช. ใช้เทคโนโลยีพลิกโฉมบริหารทรัพยากรชายฝั่ง รับมือวิกฤติสภาพภูมิอากาศ



