Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

จาก MIT Media Lab ถึงไทย: เดิมพันครั้งใหม่ของอว. กับอนาคต AI

จาก MIT ถึงไทย: เดิมพันครั้งใหม่ของอว. กับอนาคต AI

ในวันที่โลกกำลังกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ เวทีเสวนา AI: The Invisible Architect of Future Industry ซึ่งจัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ภายในงาน Startup Thailand 2569 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 กลับเสนออีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจว่า AI อาจไม่ใช่ “ผู้แย่งงาน” แต่กำลังทำหน้าที่เป็น “สถาปนิกล่องหน” ที่เข้ามาออกแบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่ให้กับเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และวิถีชีวิตของผู้คนในอนาคต

สาระสำคัญของเวทีครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การไล่ตามเทคโนโลยีให้ทันเท่านั้น แต่สะท้อนถึงความพยายามของประเทศไทยในการสร้าง “ระบบนิเวศนวัตกรรม” ที่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายระดับโลก และใช้ Deep Tech เป็นเครื่องมือยกระดับขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว

MIT Media Lab: มากกว่าสถาบันวิจัยแต่คือ “โมเดลสร้างนวัตกรรม”

หนึ่งในประเด็นสำคัญของเวทีคือความร่วมมือระหว่างกระทรวง อว. และ MIT Media Lab เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายด้าน AI และเทคโนโลยีขั้นสูงของไทยเข้ากับระบบนิเวศระดับโลก

ศ.ดร.ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.

ศ.ดร.ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของความสนใจต่อ MIT Media Lab ตั้งแต่ปี 2016 หลังได้ชมแนวคิดและผลงานของ Hugh Herr นักวิจัยผู้บุกเบิกด้าน Human-Computer Interaction ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญต่อแนวคิดเรื่อง Innovation Ecosystem ของไทย

สิ่งที่ทำให้เขาสนใจไม่ใช่เพียงตัวเทคโนโลยี แต่คือ “วิธีคิด” และ “สภาพแวดล้อม” ที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม ตั้งแต่การออกแบบพื้นที่ให้คนต่างศาสตร์สามารถแลกเปลี่ยนไอเดียร่วมกัน ไปจนถึงวัฒนธรรมที่เปิดพื้นที่ให้คนทดลองสิ่งที่ยังไม่มีคำตอบทางธุรกิจอย่างชัดเจน

ศ.ดร.ยศชนันท์ เล่าว่า หนึ่งในสิ่งที่สร้างความประทับใจคือการได้เห็นพื้นที่อย่าง Kendall Square และระบบ Innovation Ecosystem รอบ MIT ซึ่งเชื่อมโยงห้องวิจัย นักลงทุน Startup และภาคอุตสาหกรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นธรรมชาติ

“ผมมีความรู้สึกว่าถ้าเรื่องนี้เราสามารถทำให้โมเดลนี้มาอยู่ที่ประเทศไทยได้ก็น่าจะดี”

เขายังสะท้อนว่า สิ่งที่ไทยขาดอาจไม่ใช่ความสามารถทางเทคนิค แต่คือ “ความกล้า” ในการสร้างสิ่งใหม่

“อย่างเดียวเลยที่ผมว่าเราแพ้ คือเราไม่กล้าทำบางอย่างที่เขาทำ”

สำหรับเขา ระบบนิเวศนวัตกรรมจึงไม่ได้หมายถึงแค่การสร้างตึกหรือศูนย์วิจัยใหม่ แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คน “อยากทดลอง” และ “กล้าคิดใหญ่”

“วันนี้ Ecosystem มันไม่ใช่แค่ Physical อย่างเดียวแล้ว มันคือ Ecosystem ของการที่ทำยังไงเราถึงอยากรู้ แล้วเข้าถึงความรู้ได้”

“Humans Before AI”: เมื่อเป้าหมายไม่ใช่สร้าง AI ให้เก่งกว่าแต่ทำให้มนุษย์เก่งขึ้น

อีกแกนสำคัญของเวทีคือแนวคิดเรื่อง Intelligence Augmentation (IA) หรือการใช้ AI เพื่อ “ขยายศักยภาพมนุษย์” แทนการทดแทนมนุษย์

ดร.พัทน์ ภัทรนุธาพร (Professor PP) จาก MIT Media Lab

ดร.พัทน์ ภัทรนุธาพร (Professor PP) จาก MIT Media Lab อธิบายว่า งานวิจัยของเขามุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยี ภายใต้แนวคิด “Cyborg Psychology” ซึ่งตั้งคำถามว่า AI จะส่งผลต่อความคิด ความทรงจำ พฤติกรรม และการตัดสินใจของมนุษย์อย่างไร

เขาชี้ให้เห็นความย้อนแย้งสำคัญของโลกยุคปัจจุบันว่า ในขณะที่มนุษย์พยายามทำให้เครื่องจักรมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น มนุษย์จำนวนไม่น้อยกลับถูกผลักให้ทำงานซ้ำ ๆ ราวกับเครื่องจักร

“เราตื่นเต้นกับเทคโนโลยีที่เป็นคน แต่คนกลับถูกกดให้กลายเป็นเครื่องจักร”

ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่การสร้าง AI ให้ฉลาดกว่ามนุษย์ แต่คือการใช้เทคโนโลยีทำให้มนุษย์ “มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น”

“Humans with AI. Human Before AI.”

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านงานวิจัยหลายรูปแบบ ตั้งแต่การใช้ AI ช่วยพัฒนากระบวนการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ไปจนถึงการออกแบบ AI ที่ทำหน้าที่ “ตั้งคำถาม” มากกว่าตอบคำถาม เพื่อกระตุ้นกระบวนการคิดของผู้เรียน

หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกพูดถึงมากคือการพัฒนา Digital Twin เพื่อให้มนุษย์สามารถ “พูดคุยกับตัวเองในอนาคต” ผ่าน AI โดยระบบจะจำลองเส้นทางชีวิตหลายรูปแบบ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้มองเห็นผลลัพธ์ระยะยาวของการตัดสินใจในปัจจุบัน

ดร.พัทน์ ระบุว่า ระบบดังกล่าวช่วยลดความเครียด และทำให้ผู้ใช้งานตัดสินใจในระยะยาวได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน

งานวิจัยดังกล่าวยังถูกต่อยอดร่วมกับ กสศ. เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กด้อยโอกาสสามารถ “มองเห็นอนาคตของตัวเอง” ได้ชัดเจนขึ้น ผ่านการจำลองเส้นทางชีวิตหลายรูปแบบด้วย AI

เมื่อ AI ไม่ได้มีแต่ด้านบวก: จาก Emotional Manipulation ถึง False Memory

อีกด้านหนึ่ง เวทีนี้ไม่ได้มอง AI ในเชิงบวกเพียงด้านเดียว แต่ยังสะท้อนความเสี่ยงใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นจากเทคโนโลยี

ดร.พัทน์ เปิดเผยถึงงานวิจัยร่วมกับ OpenAI ที่ศึกษาว่า AI ส่งผลต่อพฤติกรรมทางสังคมและอารมณ์ของมนุษย์อย่างไร รวมถึงความเสี่ยงที่ AI อาจชักจูงหรือสร้าง “False Memory” ให้กับผู้ใช้งานได้

เขาอธิบายว่า AI บางรูปแบบอาจใช้กระบวนการให้เหตุผลที่ดูสมจริง แต่แท้จริงแล้วเป็น “เหตุผลปลอม” หรือสร้างความทรงจำเทียมให้กับผู้ใช้โดยไม่รู้ตัว

“AI หนึ่งตัวมันมีพฤติกรรมได้หลายแบบ บางที AI ก็ชวนเราเป็นเพื่อน บางที AI ก็ชวนให้เราไปเป็นเพื่อนกับมนุษย์คนอื่น”

งานวิจัยดังกล่าวนำไปสู่แนวคิด “AI Watch Dog” หรือ AI ที่ทำหน้าที่ตรวจจับว่า ผู้ใช้กำลังถูก AI อีกตัว “ชักจูง” หรือ “บิดเบือนข้อมูล” อยู่หรือไม่ โดยระบบจะทำงานบนอุปกรณ์ของผู้ใช้เพื่อช่วยลดโอกาสการถูกหลอกลวงจาก AI หรือมิจฉาชีพ

“เราจะเอา AI มาสู้กับ AI ฝ่ายชั่วได้ยังไง”

แนวคิดนี้ยังสะท้อนมุมมองสำคัญว่า ในอนาคต การแข่งขันด้าน AI อาจไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครสร้าง AI ได้ฉลาดที่สุด แต่รวมถึงว่าใครสามารถสร้าง “AI ที่ปลอดภัยต่อมนุษย์” ได้ดีกว่ากัน

เมื่อ Soft Power ผสาน Hard Technology

อีกหนึ่งประเด็นที่โดดเด่นคือการใช้ AI ต่อยอดทุนวัฒนธรรมไทย ภายใต้แนวคิด Heritage Technology Art and Innovation (HTAI)

ดร.พัทน์ ยกตัวอย่างงานวิจัยที่นำ AI มาถอดรหัส “แม่บทโขน” ของไทย เพื่อสร้างรูปแบบการเคลื่อนไหวใหม่ที่ยังคงรากฐานทางวัฒนธรรมเดิมไว้

แนวคิดดังกล่าวเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า หากโขนไทยมีแม่บทอยู่ 59 ท่า จะสามารถสร้าง “ท่าที่ 60” หรือ “ท่าที่ล้าน” ขึ้นมาได้หรือไม่ ผ่านการใช้ AI วิเคราะห์โครงสร้างการเคลื่อนไหวของนาฏศิลป์ไทย

กระบวนการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการอนุรักษ์ศิลปะดั้งเดิม แต่ยังเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้จาก “การจดจำ” ไปสู่ “การเข้าใจโครงสร้าง” ผ่าน AI และการเขียนโปรแกรม

“โปรแกรมเมอร์ทำงานกับนักเต้น ทำงานกับคนจากอดีต ทำงานกับคนจากอนาคต”

อีกด้านหนึ่ง งานวิจัยดังกล่าวยังถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือการเรียนรู้สำหรับเด็ก โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถทดลองออกแบบและสร้างท่ารำผ่าน AI ก่อนนำไปเผยแพร่ต่อบนแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่าง TikTok

สำหรับ ศ.ดร.ยศชนันท์ แนวคิดเรื่อง Soft Power จึงไม่ใช่แค่การนำวัฒนธรรมไทยไปขายในเชิงท่องเที่ยว แต่คือการใช้เทคโนโลยีสร้าง “คุณค่าใหม่” ให้กับต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ไทยมีอยู่เดิม

AI for All: เมื่อ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของประเทศ

ในช่วงท้ายของเวที ศ.ดร.ยศชนันท์ ย้ำว่า AI และ Biotech จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจโลก และจะส่งผลต่อทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่การแพทย์ การศึกษา การเงิน ไปจนถึงอุตสาหกรรมดาวเทียมและ Data Infrastructure

เขาระบุว่า การแข่งขันในยุคต่อจากนี้จะไม่ได้อยู่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่รวมถึง “ข้อมูล” และ “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่รองรับ AI ทั้งระบบ

ตัวอย่างหนึ่งที่ถูกยกขึ้นมาคือการลงทุนด้าน Genomic Data ซึ่งถูกมองว่าเป็นหัวใจสำคัญของ Precision Medicine และ Wellness Economy ในอนาคต

“วันนี้ถ้าจะทำ Biotech จะทำยา จะทำการแพทย์ ไม่ทำ AI ก็ไม่ต้องเริ่มต้นแล้ว”

ศ.ดร.ยศชนันท์ ยังตั้งคำถามว่า หากประเทศไทยไม่เริ่มสร้างฐานข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง ประเทศก็อาจต้องพึ่งพาข้อมูลจากต่างชาติในระยะยาว

“ประเทศไทยไม่มี แล้วคุณจะรอคนอื่นเก็บไหม”

เขามองว่า การลงทุนด้าน AI จะนำไปสู่อุตสาหกรรมใหม่จำนวนมาก ตั้งแต่ Semiconductor, Data Storage, Telemedicine ไปจนถึงระบบคำนวณและโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลทั้งหมดของประเทศ

พร้อมกันนั้น รัฐบาลยังผลักดันแนวคิด “AI for All” เพื่อยกระดับ AI Literacy ให้คนไทยสามารถเข้าถึงและใช้ AI ได้ในวงกว้าง ขณะเดียวกันก็ต้องสร้าง “คนระดับแนวหน้า” ที่สามารถแข่งขันในระดับโลกได้

“เราคิดว่าคน ๆ เดียวเปลี่ยนประเทศได้จริง”

จาก “ผู้ใช้ AI” สู่ “ผู้ออกแบบอนาคต”

อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของความร่วมมือระหว่าง MIT, OpenAI และประเทศไทย คือการสร้างระบบการเรียนรู้ใหม่ผ่านโครงการ Learning Lab ซึ่งจะศึกษาว่า AI รูปแบบใดช่วยให้เด็กไทยเรียนรู้ได้ดีที่สุด

ดร.พัทน์ อธิบายว่า AI ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ในแต่ละประเทศอาจแตกต่างกัน และสิ่งสำคัญคือการออกแบบ AI ให้เหมาะกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของไทย

“AI แบบไหนทำให้เด็กไทยเรียนรู้ได้ดีที่สุด”

สำหรับเขา ทักษะสำคัญที่สุดในยุค AI อาจไม่ใช่ทักษะทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่คือ “Learning to Learn” หรือความสามารถในการเรียนรู้ตลอดเวลา เพราะแม้ AI จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น กระบวนการเรียนรู้และความสามารถในการเข้าใจโลกของมนุษย์ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ท้ายที่สุด เวทีนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงความพยายามของไทยในการ “ใช้ AI ให้ทันโลก” แต่กำลังสะท้อนความพยายามอีกขั้นหนึ่ง คือการเปลี่ยนบทบาทของประเทศจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” ไปสู่ “ผู้ออกแบบระบบนิเวศ” ที่เชื่อมโยงคน เทคโนโลยี วัฒนธรรม และการเรียนรู้เข้าด้วยกัน

เพราะในโลกที่ AI กำลังกลายเป็น “สถาปนิกล่องหน” ของเศรษฐกิจและสังคม คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า AI จะฉลาดขึ้นแค่ไหน แต่คือประเทศไทยจะสร้าง “มนุษย์แบบไหน” ขึ้นมาท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่นี้

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

NIA ผนึก GIFT ชูนวัตกรรมแก้ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด ยกระดับรายได้ยั่งยืน

Medical AI: หัวเจาะเศรษฐกิจใหม่ พลิกโฉมไทยสู่ฮับ Wellness โลก

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar