ทิศทางการตลาดในปี 2569 อยู่ภายใต้บริบทของการเผชิญวิกฤติ 6 ประการ ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง การก้าวสู่สังคมสูงวัยขั้นสุด สภาพภูมิอากาศแปรปรวน ความไม่แน่นอนในอาชีพการงาน การขยายตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และข้อจำกัดด้านเงินทุนหมุนเวียน โดย ณัฐพล ม่วงทำ เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน และ Data Driven Advisor ได้นำเสนอกลยุทธ์การค้นหาจุดเติบโตใหม่หรือ New S-Curve ผ่านการแก้ไขปัญหาของผู้บริโภค ดังนี้
1. วิกฤติเศรษฐกิจฝืดเคืองและการปรับกลยุทธ์สู่สินค้าหรูหราที่เข้าถึงง่าย
ในสภาวะที่ผู้บริโภคมีรายได้ไม่เติบโตและมีภาระหนี้สินเต็มวงเงินจนกู้ยืมเพิ่มไม่ได้ แต่ความต้องการพื้นฐานเพื่อสร้างความพึงพอใจทางจิตใจยังคงมีอยู่ กลยุทธ์การตลาดจึงต้องเปลี่ยนมาเน้นการตอบสนองความต้องการในระดับที่เล็กลงแต่ยังคงความรู้สึกพรีเมียม
การทำให้แบรนด์เข้าถึงง่าย: เมื่อผู้บริโภคไม่สามารถซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ราคาหลักแสนบาทได้ แบรนด์เนมระดับหรูจึงขยายไลน์ผลิตภัณฑ์สู่กลุ่มเครื่องสำอางเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงความเป็นแบรนด์ได้ในราคาหลักพันบาท ซึ่งเป็นการตอบโจทย์สินค้าที่ “ดีต่อใจ” โดยไม่สร้างหนี้เกินตัว
สินค้าพรีเมียมราคาประหยัด: กรณีศึกษาธุรกิจหนึ่งที่ขายคุกกี้ในสหรัฐอเมริการาคาชิ้นละ 5 ดอลลาร์ แม้จะสูงกว่าคุกกี้ทั่วไปแต่เป็นระดับราคาที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเพื่อแลกความสุขเล็กน้อย โดยใช้การเปลี่ยนรสชาติและดีไซน์ใหม่ทุกสัปดาห์เพื่อกระตุ้นการซื้อซ้ำ
การสร้างมูลค่าผ่านสังคมออนไลน์: ออกแบบสินค้าให้ผู้ซื้อสามารถนำไปสื่อสารต่อในโลกออนไลน์ได้ เช่น การดีไซน์สินค้าให้สวยงามเพื่อกระตุ้นให้คนถ่ายภาพไปลงโซเชียลมีเดียด้วยตัวเอง ซึ่งช่วยให้ธุรกิจคุกกี้ดังกล่าวสร้างยอดขายได้มากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์แม้เศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย
การใช้ทรัพยากรที่จำเพาะเจาะจง: ปรับเปลี่ยนจากการใช้ทรัพยากรจำนวนมากมาเป็นทรัพยากรที่เล็กลงแต่ฉลาดขึ้น เพื่อตอบสนองปัญหาของผู้บริโภคที่มีงบประมาณจำกัดได้อย่างตรงจุด

2. การออกแบบบริการเพื่อสังคมสูงวัยขั้นสุด
เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุด (Super Age Society) นักการตลาดต้องเลิกมองว่าพวกเขาเป็นคนแก่ แต่ให้มองว่าเป็นคนหนุ่มสาวที่ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา โดยเน้นการเจาะตลาดกลุ่มเฉพาะและการสร้างระบบสนับสนุนที่เข้าอกเข้าใจ
การออกแบบเพื่อสรีระ: เข้าใจเงื่อนไขทางร่างกายที่เปลี่ยนไป เช่น ปัญหาสายตา ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการพัฒนารองเท้าสำหรับกลุ่มคนที่เริ่มออกกำลังกายด้วยการวิ่งช้าลงตามอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและเน้นสุขภาพ
มาตรฐานความปลอดภัยที่เท่าเทียม: กรณีศึกษาการนำข้อมูลอุบัติเหตุจริงหลายพันเคสมาวิเคราะห์ เพื่อพัฒนาความปลอดภัยที่ครอบคลุมความแตกต่างของสรีระทั้งผู้หญิงและผู้ใหญ่ เป็นการใช้ข้อมูลสร้างมาตรฐานที่ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
บริการเชื่อมโยงคนต่างวัย: เน้นสร้างคุณค่าร่วมกัน เช่น การจัดโรงเรียนอนุบาลในสถานดูแลผู้สูงอายุ เพื่อให้เด็กและผู้สูงวัยใช้เวลาร่วมกัน ช่วยลดภาวะความเหงาและสร้างความมีชีวิตชีวา
การสร้างอาชีพรองรับสังคมสูงวัย: โครงการฝึกทักษะดูแลผู้สูงอายุให้แก่เยาวชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนผู้ดูแลและสร้างความมั่นคงในอาชีพให้คนรุ่นใหม่ไปพร้อมกัน
หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์: สินค้ากลุ่มนี้ต้องไม่ดูน่าเบื่อหรือแยกส่วนออกมา แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยเพื่อให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
3. ความยั่งยืนที่ใช้งานได้จริงในยุควิกฤติสภาพภูมิอากาศ
ยกระดับจากการสร้างภาพลักษณ์ไปสู่แนวคิด “ความยั่งยืนที่กินได้” ที่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจส่วนบุคคลและประสิทธิภาพของธุรกิจ ธุรกิจที่รอดคือธุรกิจที่เปลี่ยนการลดผลกระทบต่อโลกเป็นตัวเลขกำไรหรือการประหยัดต้นทุนได้จริง
บริหารจัดการทรัพยากรส่วนเกิน: แพลตฟอร์มที่เป็นตัวกลางนำอาหารส่วนเกินคุณภาพดีจากโรงแรมและร้านอาหารมาขายต่อราคาประหยัด ช่วยให้โรงแรมลดขยะและมีรายได้คืนมา ส่วนผู้บริโภคได้ของดีราคาถูก
เปลี่ยนขยะเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่ม: แบรนด์รองเท้าที่ผลิตจากขยะในท้องทะเล โดยใช้ขยะเฉลี่ย 5 กิโลกรัมต่อการผลิตรองเท้าหนึ่งคู่ สร้างความรู้สึกให้ผู้บริโภคว่าได้มีส่วนร่วมแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน
ข้อมูลเพื่อประสิทธิภาพความยั่งยืน: การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อลดผลกระทบต่อโลกพร้อมประหยัดต้นทุน เช่น กรณีบริษัทขนส่งที่วิเคราะห์เส้นทางเพื่อเลี่ยงการเลี้ยวขวาเพื่อลดเวลาเดินเครื่องยนต์ทิ้งระหว่างรอสัญญาณไฟ ซึ่งช่วยประหยัดน้ำมันและลดต้นทุนได้สูงถึง 3,400 ล้านดอลลาร์ต่อปี
ความยั่งยืนที่เป็นเนื้อเดียวกับธุรกิจ: หลอมรวมการรักษ์โลกไว้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการลดความสูญเสีย และเน้นการวัดผลได้จริงเพื่อให้ธุรกิจมีกระแสเงินสดแข็งแรงขึ้น
4. การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่พักพิงท่ามกลางความไม่แน่นอน
ในยุคที่คนเผชิญความไม่มั่นคงในอาชีพและการเงิน แบรนด์ต้องวางตำแหน่งเป็น “ที่พักพิงใจ” ที่สร้างความรู้สึกปลอดภัยในการใช้จ่าย
ลดความเสี่ยงในการตัดสินใจ: การยื่นข้อเสนอรับซื้อสินค้าคืนเป็นเงินสดในกรณีที่ลูกค้าประสบภาวะตกงานหลังจากซื้อสินค้าไป เพื่อเป็นหลักประกันที่ช่วยลดความกังวลในการตัดสินใจซื้อสินค้าชิ้นใหญ่
สินค้าที่เป็นสินทรัพย์: เน้นสินค้าที่มีมูลค่าการขายต่อสูง เพื่อให้ผู้ซื้อรู้สึกว่าการจ่ายเงินคือการลงทุนที่เปลี่ยนกลับเป็นเงินสดได้ในยามจำเป็น ช่วยสร้างความมั่นคงทางจิตใจและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า
พื้นที่แห่งความปลอดภัย: ทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้องและมอบความสบายใจ สื่อสารให้ผู้บริโภครู้สึกว่าแบรนด์พร้อมสนับสนุนในวันที่เผชิญความยากลำบาก
การเป็นคู่คิด: แสดงความเข้าใจปัญหาและเสนอทางออก เช่น การรับประกันที่ยาวนานขึ้นหรือเงื่อนไขที่ยืดหยุ่น
5. การเปลี่ยนบทบาทเทคโนโลยีสู่ผู้เพิ่มศักยภาพมนุษย์
เปลี่ยนความกังวลเรื่องการถูกเลิกจ้างมาเป็นกลยุทธ์ที่สนับสนุนให้มนุษย์เก่งขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น วางตำแหน่งเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสร้างรายได้หรือกำไรที่เพิ่มขึ้น
เทคโนโลยีในฐานะผู้ช่วย: เน้นการทำให้มนุษย์ทำงานที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น หรือมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
เครื่องมืออำนวยความสะดวก: เช่น เทคโนโลยีการแปลงข้อความเป็นเสียงที่ช่วยลดขั้นตอนการทำงานและเพิ่มความสะดวกในชีวิตประจำวัน
โมเดลการเรียนรู้ทักษะที่ยั่งยืน: แพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่เปลี่ยนจากการขายคอร์สรายครั้งมาเป็นระบบสมาชิกเพื่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้คนไทยเข้าถึงการอัปเกรดทักษะใหม่ๆ ได้ตลอดเวลาตามความผันผวนของตลาดแรงงาน
ความมั่นคงทางอาชีพและทักษะ: สร้างความเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีไม่ได้มาทดแทนคน แต่เป็นฐานรากที่ช่วยส่งเสริมทักษะอาชีพให้คนอยู่รอดได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง
6. กลยุทธ์บริหารกระแสเงินสดผ่านระบบสมาชิกและเช่าใช้
ในสภาวะที่คนระมัดระวังการใช้เงินก้อน ธุรกิจต้องปรับโมเดลรายได้เพื่อดึงกระแสเงินสดเข้าสู่ธุรกิจอย่างต่อเนื่องและล่วงหน้า
การให้บริการผ่านระบบสมาชิก: เปลี่ยนภาระจาก “เจ้าของ” มาเป็น “ผู้ใช้งาน” เช่น การสมัครสมาชิกเพื่อใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่
การเข้าถึงสินค้าพรีเมียม: โมเดลเปิดให้เช่าขับรถยนต์หรูรายเดือนในระยะสั้นและเปลี่ยนรุ่นได้ตามต้องการ ช่วยลดกำแพงด้านราคาและขยายฐานลูกค้าที่ต้องการความคล่องตัว
ระบบสมาชิกเพื่อกระตุ้นยอดขายเสริม: ธุรกิจร้านกาแฟที่ใช้ระบบสมาชิกรายเดือนแลกกับสิทธิ์ดื่มกาแฟฟรี เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าเข้าร้านสม่ำเสมอและเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจซื้อสินค้าอื่นเสริมในทุกครั้งที่มาใช้สิทธิ์
บริการอัตโนมัติผ่านเทคโนโลยี: กรณีศึกษาบริการสมาชิกหมึกพิมพ์ที่ใช้อุปกรณ์ตรวจวัดปริมาณหมึกและจัดส่งหมึกใหม่ให้ถึงบ้านโดยอัตโนมัติก่อนของเดิมจะหมดลง
บริหารจัดการกระแสเงินสดและข้อมูล: ระบบสมาชิกช่วยให้ธุรกิจประมาณการรายได้และมีเงินสดหมุนเวียนล่วงหน้าได้แม่นยำ พร้อมทั้งเก็บข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าเพื่อนำไปพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์รายบุคคลได้ในระยะยาว
บทสรุป การตลาดปี 2569 คือการมองหาโอกาสที่ซ่อนอยู่ในปัญหาของผู้บริโภค หากธุรกิจปรับเปลี่ยนโมเดลการดำเนินงานให้สอดรับกับบริบทใหม่ได้ แบรนด์จะกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางการเติบโตใหม่ท่ามกลางวิกฤติที่ท้าทาย
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ถอดรหัส Tencent Video: ใช้ AI ผสาน Insight ไทย เจาะตลาดคอนเทนต์โลก
‘ท็อป จิรายุส’ กาง 3 ทักษะ ผ่า 6 วิกฤติไทย



