หลายปีที่ผ่านมา คาร์บอนเครดิตถูกยกให้เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการรับมือภาวะโลกร้อน ทั้งการปลูกป่า ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่คำถามที่เริ่มดังขึ้นคือ หากเราปลูกป่าแล้วได้คาร์บอนเครดิต แต่ไม่มีมด ไม่มีสัตว์ ไม่มีแมลงเหลืออยู่เลย มนุษย์จะอยู่ได้หรือไม่
คำถามนี้กลายเป็นจุดตั้งต้นของเวทีเสวนา “Nature 2.0: Blue Carbon, Biodiversity Credit and Digital Platform” ในงาน Earth Jump 2026 ซึ่งสะท้อนว่า การลดคาร์บอนเพียงอย่างเดียวอาจไม่พออีกต่อไป หากระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ดิน น้ำ และชุมชนที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติยังคงเสื่อมโทรมลง
Nature 2.0 จึงไม่ใช่การลดความสำคัญของคาร์บอนเครดิต แต่เป็นการขยายมุมมองจากการวัดผลด้วยคาร์บอนเพียงมิติเดียว ไปสู่การฟื้นฟูธรรมชาติทั้งระบบ ภายใต้แนวคิด “ทุนทางธรรมชาติ” (Natural Capital) ที่มองธรรมชาติเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ ชีวิต และการพัฒนาในระยะยาว
เมื่อธรรมชาติกลายเป็นทุนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมดูแล
แนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ จากเดิมที่การอนุรักษ์ธรรมชาติมักถูกมองเป็นภารกิจของรัฐ และการปลูกป่าถูกเชื่อมโยงกับคาร์บอนเครดิตเป็นหลัก สู่ยุคที่ธรรมชาติถูกมองเป็น “ทุนทางธรรมชาติ” ที่ต้องได้รับการฟื้นฟูในทุกมิติ
ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง อธิบายว่า การฟื้นฟูธรรมชาติไม่อาจมองเฉพาะเรื่องคาร์บอนได้อีกต่อไป เพราะธรรมชาติที่สมบูรณ์ไม่ได้หมายถึงพื้นที่สีเขียวที่มีต้นไม้จำนวนมากเท่านั้น แต่ต้องหมายถึงระบบนิเวศที่ยังมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ป่าจะดูดซับคาร์บอนได้มากแค่ไหน แต่คือธรรมชาติได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาใกล้เคียงสภาพเดิมมากน้อยเพียงใด
ในอีกมิติหนึ่ง ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) ชี้ว่า ธรรมชาติกำลังถูกยกระดับเป็นทุนที่ภาคธุรกิจและภาคการเงินต้องเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ใช่ทรัพยากรที่รัฐต้องรับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว
ขณะที่ ณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) มองว่า คาร์บอนเครดิตกำลังขยับไปสู่ Nature Credit และ Biodiversity Credit ทำให้ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมจากตลาดคาร์บอน ไปสู่ตลาดธรรมชาติที่สามารถวัด ประเมิน และตีมูลค่าทุนทางธรรมชาติได้จริง
สำหรับ ม.ล.ดิศปนัดดา โจทย์ของ Nature 2.0 ในบริบทของประเทศไทยคือการรักษาสมดุลให้ได้พร้อมกัน 3 ด้าน คือ ธรรมชาติต้องได้ นักลงทุนต้องได้ และชุมชนที่ดูแลธรรมชาติต้องได้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะหากขาดด้านใดด้านหนึ่ง โครงการฟื้นฟูธรรมชาติก็ยากจะยืนอยู่ได้ในระยะยาว
ชุมชนคือหัวใจของสมการธรรมชาติ
แม้คำศัพท์เฉพาะอย่าง Carbon Credit, Biodiversity Credit หรือ Blue Carbon หรือ คาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกดูดซับไว้โดยมหาสมุทรและระบบนิเวศชายฝั่ง อาทิ ป่าชายเลน จะถูกพูดถึงมากขึ้น แต่ความสำเร็จของโครงการธรรมชาติยังขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานที่สุด คือ คน โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ร่วมกับป่า ทะเล และทรัพยากรธรรมชาติมาอย่างยาวนาน
สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การอนุรักษ์ธรรมชาติไม่สามารถแยกออกจากชีวิตของคนในพื้นที่ได้ หากโครงการฟื้นฟูธรรมชาติไปกระทบอาชีพหรือรายได้ของชุมชน โดยไม่มีทางออกที่ยั่งยืน โครงการเหล่านั้นก็ยากจะสำเร็จในระยะยาว
ม.ล.ดิศปนัดดาย้ำว่า หากการทำ Blue Carbon ไปขัดขวางอาชีพประมงชายฝั่ง หรือการปลูกป่าไปกระทบพื้นที่ทำกิน โดยไม่มีแนวทางสร้างรายได้ทดแทนให้ชาวบ้าน สุดท้ายโครงการเหล่านั้นก็ไม่สามารถยืนอยู่ได้จริง เพราะคนกับธรรมชาติในภูมิภาคนี้อยู่ร่วมกัน ไม่ได้แยกขาดจากกัน
ตัวอย่างที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดำเนินงานพัฒนาเชิงพื้นที่เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติและยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนในจังหวัดพังงาและตรัง ไม่ได้มุ่งสร้างคาร์บอนเครดิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังประเมินความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งคุณภาพน้ำ ดิน แมลง สัตว์น้ำ และสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ ควบคู่กับการนำรายได้ส่วนหนึ่งกลับไปสนับสนุนชุมชน โดยจัดสรรเงิน 50% ที่ได้รับจากภาคเอกชนกลับคืนสู่ชุมชน เพื่อใช้ดูแลพื้นที่ ป้องกันการบุกรุก สร้างความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ และต่อยอดกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Eco Tourism)
จาก Carbon Credit สู่ Biodiversity Credit
หากคาร์บอนเครดิตคือเครื่องมือสำคัญที่โลกใช้รับมือกับภาวะโลกร้อนในช่วงที่ผ่านมา คำที่กำลังถูกพูดถึงมากขึ้นในวันนี้คือ “Biodiversity Credit” หรือเครดิตที่เชื่อมโยงกับการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ
ดร.ธนิตชี้ว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เรื่องของนักอนุรักษ์เพียงอย่างเดียว เพราะประมาณ 50% ของ GDP โลก และกว่า 75% ของ GDP ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ล้วนพึ่งพาธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ประเทศไทยเองอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงของโลก แต่ยังมีโจทย์สำคัญว่าจะเปลี่ยนทุนทางธรรมชาติเหล่านี้ให้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจได้อย่างไร
โลกกำลังเผชิญวิกฤติธรรมชาติที่ก้าวข้ามขีดจำกัดปลอดภัยไปแล้ว ทั้งในมิติความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมลพิษ จึงเกิดกระแส Nature Positive ที่เรียกร้องให้ภาคธุรกิจหยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพภายในปี 2573 และมุ่งฟื้นฟูระบบนิเวศที่สูญเสียไปภายในปี 2593
อย่างไรก็ตาม Biodiversity Credit ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและซับซ้อนกว่าคาร์บอนเครดิตมาก เพราะระบบนิเวศแต่ละพื้นที่มีลักษณะเฉพาะตัว มาตรฐานที่ใช้ได้ในประเทศหนึ่งอาจใช้ไม่ได้กับอีกประเทศหนึ่ง ดร.ธนิตระบุว่า การพัฒนามาตรฐานสำหรับ Biodiversity Credit จึงเป็นเรื่องยาก แต่จำเป็นต้องทำ เพื่อให้เหมาะกับระบบนิเวศของไทยและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
ในมุมของคุณณกรณ์ ความท้าทายนี้เชื่อมโยงกับการสร้าง Methodology ระบบ MRV หรือการติดตาม ตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ รวมถึงฐานข้อมูลที่แข็งแรง เพราะหากระบบตรวจสอบไม่ชัดเจน ตลาดก็จะขาดความเชื่อมั่น และเสี่ยงต่อการถูกตั้งคำถามเรื่องการฟอกเขียว โดยในระยะแรก อาจใช้การติดป้ายกำกับ (Tags) ให้กับโครงการคาร์บอนเครดิตที่สนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าและทำให้ตลาดเริ่มรู้จัก Biodiversity Credit มากขึ้น
Blue Carbon และการปลดล็อกทุนเพื่อธรรมชาติ
แม้ Blue Carbon เป็นอีกประเด็นที่ได้รับความสนใจ เพราะมีศักยภาพในการดูดซับคาร์บอนได้สูงกว่าป่าบกประมาณ 4–6 เท่า แต่ในทางปฏิบัติ การดำเนินโครงการลักษณะนี้มีความยากและต้นทุนสูงเช่นกัน
ม.ล.ดิศปนัดดา กล่าวว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า Blue Carbon จะสร้างคาร์บอนเครดิตได้มากกว่าเดิมหรือไม่ แต่อยู่ที่การออกแบบโครงการให้ไม่กระทบชีวิตและอาชีพของชุมชน โดยเฉพาะชุมชนประมงชายฝั่งที่พึ่งพาระบบนิเวศเหล่านี้โดยตรง
ขณะเดียวกัน คุณนกรณ์ชี้ว่า การประเมินมูลค่าธรรมชาติยังต้องคำนึงถึง Co-benefit ความหลากหลายทางชีวภาพ โอกาสที่สูญเสีย และบทบาทของชุมชนในการดูแลพื้นที่ เพราะหากตีมูลค่าธรรมชาติต่ำเกินไป โครงการฟื้นฟูธรรมชาติก็จะขับเคลื่อนได้ยาก

ด้าน ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย อธิบายว่า สิ่งที่วัดและประเมินเป็นตัวเลขไม่ได้ ย่อมทำให้สำเร็จได้ยาก และในมุมของภาคการเงิน คุณค่าที่ไม่สามารถแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายได้ ก็ยากที่จะขยายผล นี่คือเหตุผลที่ Digital Platform และ Tokenization ถูกนำมาเป็นเครื่องมือเพิ่มความโปร่งใสและสร้างกลไกตลาดให้กับคาร์บอนเครดิต
ธนาคารกสิกรไทยร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ภายใต้การดูแลของ อบก. ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ นำร่องแปลงคาร์บอนเครดิตให้เป็นโทเคนบนระบบบล็อกเชน โดยเริ่มจากคาร์บอนเครดิต 200 ตัน เป้าหมายไม่ใช่เพียงการนำสินทรัพย์ขึ้นระบบดิจิทัล แต่คือการสร้างระบบที่ตรวจสอบได้ว่าใครเป็นเจ้าของ ลดความเสี่ยงจากการขายซ้ำ ทำให้การโอนเงินและสินทรัพย์เกิดขึ้นพร้อมกัน และเปิดทางให้แบ่งหน่วยการซื้อขายให้เล็กลงได้
ในระยะต่อไป แนวคิดนี้อาจต่อยอดไปสู่การออก Investment Token เพื่อระดมทุนจากนักลงทุนมาใช้สนับสนุนโครงการฟื้นฟูธรรมชาติขนาดใหญ่ โดยให้ผลตอบแทนเชื่อมโยงกับคาร์บอนเครดิตหรือมูลค่าที่เกิดขึ้นจากโครงการในอนาคต สะท้อนบทบาทของภาคการเงินใน Nature 2.0 ที่ต้องทำให้เงินทุนจากอนาคตไหลกลับมาสนับสนุนโครงการธรรมชาติในวันนี้
ประเทศไทยกับเป้าหมาย Regional Hub
คุณณกรณ์ ระบุว่า ประเทศไทยไม่ควรเป็นเพียงผู้ขายคาร์บอนเครดิตอีกต่อไป แต่ควรมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการพัฒนาคาร์บอนเครดิตของอาเซียน หรือ Regional Hub
ขณะที่ ดร.กรินทร์มองว่า ระบบดิจิทัลและแพลตฟอร์มการซื้อขายจะช่วยให้คาร์บอนเครดิตและสินทรัพย์ด้านธรรมชาติสามารถเชื่อมโยงกับต่างประเทศได้มากขึ้น แม้มาตรฐานของแต่ละประเทศอาจแตกต่างกัน แต่ระบบควรสามารถเชื่อมต่อและทำงานร่วมกันได้ เป้าหมาย Regional Hub จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณคาร์บอนเครดิตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยมาตรฐาน ตลาด ฐานข้อมูล ระบบดิจิทัล และความสามารถในการเชื่อมโยงกับประเทศอื่นควบคู่กันไป
ต้นทุนของการไม่ทำอะไรเลย
สิ่งที่เวที Nature 2.0 พยายามชี้ให้เห็นอาจไม่ใช่เรื่องคาร์บอนเครดิต Blue Carbon, Biodiversity Credit หรือเทคโนโลยีทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่คือการเตือนว่า ต้นทุนของการไม่ทำอะไร อาจสูงกว่าต้นทุนของการลงมือทำในวันนี้
ม.ล.ดิศปนัดดาทิ้งท้ายว่า หากปล่อยให้ธรรมชาติเสื่อมโทรมลงต่อไป สิ่งที่ต้องจ่ายในอนาคตอาจไม่ใช่เพียงต้นทุนทางเศรษฐกิจ แต่รวมถึงการสูญเสียสายพันธุ์สำคัญ ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม และผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
แบงก์ชาติสร้างกลไกการเงิน หนุนธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
DITTO ส่ง ‘Blu Green Token’ สินทรัพย์ดิจิทัลป่าชายเลน รับกม.โลกร้อน





