Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Omnichannel at Scale: เชื่อมด้วย Data ชู ‘Speed’ ครองใจลูกค้ายุคใหม่

Omnichannel at Scale: เชื่อมด้วย Data ชู ‘Speed’ ครองใจลูกค้ายุคใหม่

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เชื่อมต่อโลกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก การดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบันจึงไม่อาจจำกัดอยู่เพียงการเพิ่มช่องทางการขาย แต่จำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างการทำงานเพื่อเชื่อมโยงทุกจุดสัมผัสให้เป็นเนื้อเดียวกัน เวทีสัมมนาในหัวข้อ “Omnichannel at Scale: From Global Strategy to Local Execution” ในงาน ECOM TALK 2026 ได้นำเสนอมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับการผสานกลยุทธ์ระดับสากลเข้ากับการปฏิบัติงานในระดับท้องถิ่น โดยผู้เชี่ยวชาญจาก Electrolux Group และ Konvy International ต่างชี้ตรงกันว่า การก้าวข้ามกับดัก Multi-channel สู่ Omnichannel ที่แท้จริง จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการข้อมูลและการตอบสนองด้วยความเร็ว เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในสมรภูมิการค้ายุคใหม่

นิยามใหม่ของ Omnichannel และกับดักของ Multi-channel

โมฮาเหม็ด เอล-ฮารูนี (Mohamed El-Harouny) Head of E-commerce Omnichannel ดูแลภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และแอฟริกา จาก Electrolux Group กล่าวว่า ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนที่เป็นอุปสรรคสำคัญของหลายองค์กร คือการติดอยู่ในกับดักของโมเดล Multi-channel โดยผู้บริหารส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าการมีช่องทางออนไลน์ที่แข็งแกร่งควบคู่ไปกับหน้าร้านออฟไลน์ที่มีประสิทธิภาพนั้นถือเป็นความสำเร็จของ Omnichannel แล้ว แต่ในความเป็นจริง หากช่องทางเหล่านี้ยังคงทำงานแยกส่วนกัน โมเดลดังกล่าวยังคงเป็นเพียง Multi-channel ที่ผลักภาระไปสู่ผู้บริโภค ทำให้ลูกค้าต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการสลับสับเปลี่ยนระหว่างช่องทางด้วยตนเองเพื่อเข้าถึงข้อมูลหรือบริการที่ต้องการ

สำหรับนิยามของ Omnichannel ที่แท้จริงนั้นไม่ใช่เพียงการปรากฏตัวในหลายช่องทาง แต่คือการผสมผสานอิทธิพลของหน้าร้าน (Physical Store) เข้ากับความสะดวกสบายของการช้อปปิ้งออนไลน์ (Online Convenience) โดยต้องอาศัยการบูรณาการองค์ประกอบสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ บุคลากร (People) กระบวนการ (Processes) ข้อมูล (Data) เทคโนโลยี (Technologies) และเครื่องมือ (Tools) เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ 

เป้าหมายสูงสุดคือการส่งมอบประสบการณ์ที่เชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนจบ (End-to-End Connected Experience) พร้อมกับการเพิ่มประสิทธิภาพผลการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ นายโมฮาเหม็ดเปรียบเทียบแนวคิดนี้ว่าเสมือนการนำผู้บริโภคมาวางไว้ที่ใจกลางของธุรกิจและโอบล้อมพวกเขาด้วยช่องทางต่าง ๆ ที่ทำงานสอดประสานกัน หรือการสร้าง Auto Homepage ที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโลกกายภาพและดิจิทัลเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน

โครงสร้างองค์กรและการกำกับดูแลคือกุญแจสู่ความสำเร็จ

ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านสู่ Omnichannel จำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างองค์กรและการกำกับดูแลที่ชัดเจน การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดเริ่มต้นจากการกำหนดความเป็นเจ้าของ (Ownership) โดยองค์กรจำเป็นต้องมีหน่วยงานหรือผู้รับผิดชอบเพียงหนึ่งเดียวที่ดูแลภาพรวมของประสบการณ์ Omnichannel เพื่อป้องกันการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) ซึ่งมักเป็นสาเหตุให้การบริหารงานล่าช้าและขาดประสิทธิภาพ 

สิ่งสำคัญถัดมาคือการปรับตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (KPIs) ให้สอดคล้องกันทั้งองค์กร หากฝ่ายการตลาดมุ่งเน้นเพียงยอดการเข้าชม (Traffic) หรือการมีส่วนร่วม (Engagement) ในขณะที่ฝ่ายขายมุ่งเน้นเพียงยอดขาย (Revenue) โดยไม่มีเป้าหมายร่วมกัน ย่อมทำให้ทิศทางการทำงานแตกแยกและไม่สามารถบรรลุผลลัพธ์ทางธุรกิจในภาพรวมได้

นอกจากนี้ การกำหนดสิทธิ์ในการตัดสินใจ (Decision Rights) ให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบเนื้อหา ใครดูแลกระบวนการเปลี่ยนผ่าน หรือใครมีอำนาจตัดสินใจในระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่น ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน นายโมฮาเหม็ดแนะนำว่ากระบวนการทำงานควรถูกออกแบบให้เรียบง่าย (Simplify) เพื่อให้สามารถขยายผล (Scale) ได้อย่างรวดเร็ว

บทเรียนจาก Konvy: ผสานออนไลน์สู่ออฟไลน์ด้วยข้อมูล

ในภาคของการปฏิบัติจริง เจิ้ง ฉี (เจซี) เฉิน (Jeng Chyi (JC) Chen) Chief Commercial Officer จาก Konvy International แพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าความงามชั้นนำ ได้ถ่ายทอดกรณีศึกษาของ Konvy ซึ่งเริ่มต้นธุรกิจจากแพลตฟอร์มออนไลน์เต็มรูปแบบ ก่อนจะขยายสู่หน้าร้านออฟไลน์เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคสินค้าความงามที่ต้องการทดลองผลิตภัณฑ์จริง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัมผัสหรือเฉดสี การขยายสาขาของ Konvy ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มจุดขายแบบดั้งเดิม แต่เป็นการนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน (Tech & Data Driven)

การเลือกทำเลที่ตั้งสาขา (Location Selection) ของ Konvy นั้นมาจากการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าบนออนไลน์เป็นหลัก เพื่อระบุพื้นที่ที่มีความต้องการซื้อสินค้าจริงและแม่นยำ นอกจากนี้ยังมีการนำระบบ AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การสั่งซื้อสินค้า การจัดการสต็อก ไปจนถึงการเติมสินค้า (Replenishment) เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าจะเพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งระบบและเทคโนโลยีเหล่านี้ยังถูกนำไปปรับใช้ (Replicate) ในการขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและฟิลิปปินส์ เพื่อสร้างมาตรฐานการทำงานในระดับภูมิภาค

ในด้านการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า Konvy มุ่งแก้ปัญหา Pain Points หลักของผู้บริโภคอย่างตรงจุด ประเด็นแรกคือ “ความกังวลเรื่องราคา” ที่ลูกค้ามักคิดว่าซื้อออนไลน์ถูกกว่าหน้าร้าน Konvy แก้ไขด้วยการใช้ป้ายราคาดิจิทัล (Digital Price Tag) ที่เชื่อมต่อกับระบบกลาง ทำให้ราคาหน้าร้านปรับเปลี่ยนตามโปรโมชั่นบนหน้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันได้แบบเรียลไทม์ 

ประเด็นถัดมาคือ “ความลังเลในการตัดสินใจ” เนื่องจากสินค้าความงามมีความหลากหลายสูง ทางร้านจึงติดตั้ง QR Code ไว้ที่ชั้นวางเพื่อให้ลูกค้าสามารถสแกนอ่านรายละเอียดและรีวิวจากผู้ใช้งานจริง ซึ่งเป็นการดึงจุดแข็งด้านเนื้อหา (Content) จากโลกออนไลน์มาช่วยปิดการขายที่หน้าร้าน พร้อมทั้งมีพนักงานแนะนำความงาม (Beauty Advisor) ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา เป็นการผสานเทคโนโลยีเข้ากับการบริการจากคนได้อย่างลงตัว

อนาคตของการแข่งขัน: ข้อมูลเชิงรุกและความชัดเจนในจุดยืน

สำหรับทิศทางในอนาคต โมฮาเหม็ดชี้ให้เห็นว่า ผู้ชนะในสมรภูมิการค้ายุคใหม่คือองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) อย่างแท้จริง โดยต้องเปลี่ยนจากการใช้ความรู้สึก (What we think) มาเป็นการใช้ข้อเท็จจริงจากข้อมูล (What data shows) และหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การมีข้อมูลจำนวนมหาศาล แต่อยู่ที่ความสามารถในการ “ลงมือทำอย่างรวดเร็ว” (Act fast) จากข้อมูลที่มี

การใช้ข้อมูลต้องก้าวข้ามจากการวิเคราะห์อดีต (Descriptive) ไปสู่การทำนายและให้คำแนะนำ (Predictive & Prescriptive) เพื่อสร้างยอดขายและบริการที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล ตัวอย่างเช่น หากข้อมูลระบุว่าลูกค้าซื้อเครื่องดูดฝุ่นไปแล้ว ระบบควรมีการแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนไส้กรองในอีก 6 เดือนข้างหน้า หรือหากลูกค้าซื้อเครื่องซักผ้า ก็สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ซักผ้าที่เหมาะสมตามไปในอีกไม่กี่วันถัดมา นอกจากนี้ยังเน้นย้ำเรื่องการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ผ่านการแบ่งปันข้อมูลร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจและแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อลดความซับซ้อนและเพิ่มความเร็วในการขยายธุรกิจ โดยสรุปว่าผู้ชนะอาจไม่ใช่ผู้ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุด แต่เป็นผู้ที่ทำงานด้วยง่ายที่สุดและรวดเร็วที่สุด

ทางด้านเจซี นำเสนอแนวคิดเรื่องการวางจุดยืนทางธุรกิจให้ชัดเจนโดยอ้างอิงโมเดล Amazon Flywheel ซึ่งระบุว่าธุรกิจไม่สามารถเป็นผู้ชนะในทุกด้านพร้อมกันได้ ไม่ว่าจะเป็น ราคา (Price) ความเร็ว (Speed) ความหลากหลาย (Assortment) หรือคุณภาพ (Quality) ดังนั้นผู้บริหารต้องตัดสินใจเลือกจุดแข็งหลักที่จะโฟกัส ยกตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Amazon เลือกความเร็วและราคา ในขณะที่ Alibaba อาจเน้นเรื่องสังคมและคุณภาพสินค้า

สำหรับ Konvy เจซีระบุว่าได้เลือกวางเดิมพันที่ “ความหลากหลายของสินค้า” (Assortment) ซึ่งเป็นจุดแข็งเดิมที่มีสินค้าครอบคลุมมากที่สุดในไทย และ “ความเร็ว” (Speed) ซึ่งเป็นสมรภูมิใหม่ที่สำคัญ โดยมองว่าในอนาคตการมีแค่ช่องทางขายไม่เพียงพอ แต่ต้องแข่งกันที่ความสามารถในการจัดส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าได้เร็วกว่าคู่แข่ง เช่น การส่งสินค้าภายใน 2 ชั่วโมง ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ผู้ค้าปลีกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทำได้ดีและกำลังกลายเป็นความคาดหวังมาตรฐานในหมวดสินค้าอื่น ๆ รวมถึงสินค้าความงาม

อาจะกล่าวได้ว่า Omnichannel ไม่ใช่เพียงโครงการชั่วคราวหรือทางเลือกเสริม แต่คือโมเดลการดำเนินงานหลักที่ธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนเพื่อความอยู่รอด หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความล้ำสมัยของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการทำความเข้าใจและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างไร้รอยต่อ โดยเริ่มต้นจากการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง แล้วจึงออกแบบกระบวนการทั้งหมดเพื่อตอบสนองความต้องการนั้นอย่างแท้จริง

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ZUS COFFEE บุกไทยเต็มสูบ ตั้งเป้า 50 สาขาสิ้นปี ชูจุดขาย ‘Specialty เริ่ม 65 บาท’

เอสซีจีคุมเข้มการเงิน-การลงทุน นำองค์กรฝ่าคลื่นเศรษฐกิจปี 69

SAMART กางแผนปี 69 ปลดล็อกปมธุรกิจ รุก M&A พลังงาน-การบิน

×

Share

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar