Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ค่ายเพาเวอร์กรีน 21 ชูแนวคิด One Health ปั้นเยาวชนกู้วิกฤติสิ่งแวดล้อม

ในยุคที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้จำกัดวงอยู่เพียงแค่ความเสื่อมโทรมของธรรมชาติ แต่ได้ลุกลามจนกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของมนุษย์ทั่วโลกอย่างแยกไม่ออก บทบาทของเยาวชนในการเป็นกุญแจสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบจึงมีความชัดเจนยิ่งขึ้น บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลายในระดับนานาชาติ จึงร่วมกับคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัด ค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเพาเวอร์กรีน” (Power Green Camp) ครั้งที่ 21  ขึ้นระหว่างวันที่ 27 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “One Health: The Science of Survival – อยู่ดี มีภูมิ” เพื่อผลักดันให้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียวกลายเป็นวาระสำคัญที่คนรุ่นใหม่ต้องเข้าใจและนำไปปรับใช้จริงเพื่อการอยู่รอดในโลกที่ท้าทาย

สร้าง “ภูมิ” เยาวชนเพื่อทักษะแห่งอนาคต

รัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสายอาวุโสสื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)
รัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสายอาวุโสสื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)

รัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสายอาวุโสสื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ได้อธิบายถึงเหตุผลที่บ้านปูมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ตามแนวคิด “เสริมศักยภาพ สร้างพลังแห่งอนาคต” ว่า เยาวชนคือกลุ่มคนที่จะต้องตัดสินใจและดูแลโลกใบนี้ต่อจากเรา การเตรียมความพร้อมให้พวกเขามีทั้งความรู้และวิธีคิดที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเสมือนการสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนเข้าใจความเสี่ยงรอบตัว 

“ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้เป็นความท้าทายที่เยาวชนคนรุ่นใหม่จะต้องรับมือไปอีกยาวนาน สิ่งสำคัญในการแก้ปัญหาระยะยาวจึงต้องเริ่มจากการพัฒนาคน เพื่อให้พวกเขามีทั้งความรู้และทักษะในการรับมือกับโลกที่ซับซ้อนขึ้น และพร้อมที่จะลงมือปฏิบัติผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง” รัฐพล กล่าว

การสร้าง “ภูมิ” ในปีนี้ถูกออกแบบให้ครอบคลุมทั้งภูมิความรู้และภูมิคุ้มกันทางทักษะ โดยมุ่งหวังให้เยาวชนรับมือกับความผันผวนของโลกได้อย่างยืดหยุ่น ซึ่งรวมถึงการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิทยาศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ สิ่งสำคัญคือการทำให้เยาวชนรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ดังเช่นศิษย์เก่ารุ่นพี่ที่นำความรู้ไปพัฒนาการจัดการขยะหรืออนุรักษ์ธรรมชาติในพื้นที่บ้านเกิดจนเห็นผลเป็นรูปธรรม

บูรณาการ “คน-สัตว์-สิ่งแวดล้อม” ลดการทำงานแบบแยกส่วน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรันย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน รองคณบดีฝ่ายการศึกษาและวิเทศสัมพันธ์ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรันย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน รองคณบดีฝ่ายการศึกษาและวิเทศสัมพันธ์ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ในมิติของการออกแบบหลักสูตร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรันย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน รองคณบดีฝ่ายการศึกษาและวิเทศสัมพันธ์ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานโครงการฯ ได้ขยายความถึงวิวัฒนาการของประเด็นสิ่งแวดล้อมที่ขยับสู่ยุคความยั่งยืน ซึ่งต้องบูรณาการทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน

“ความท้าทายของโลกในอนาคตไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ด้วยความรู้เพียงสาขาเดียว แต่ต้องการคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจความเชื่อมโยงของโลกทั้งระบบ สิ่งสำคัญคือการสร้างวิธีคิดให้เยาวชนเข้าใจความเสี่ยงและสามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงได้ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับโลกอนาคตอย่างแท้จริง” ผศ.อรันย์ กล่าว

การเรียนรู้เรื่องสุขภาพหนึ่งเดียวจึงเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนจากหลากหลายความสนใจ ทั้งที่อยากเป็นสัตวแพทย์ แพทย์ หรือนักสิ่งแวดล้อม ได้สื่อสารและทำงานร่วมกัน ตัวอย่างเช่น เมื่อนักสิ่งแวดล้อมตรวจพบสัญญาณมลพิษ จะต้องสื่อสารกับสัตวแพทย์เพื่อเฝ้าระวังสุขภาพสัตว์ และประสานงานกับแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อมนุษย์ทันที การบ่มเพาะวิธีคิดเช่นนี้จะช่วยทลายกำแพงการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) ในอดีต และเปลี่ยนผ่านไปสู่การทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบเพื่อแก้ไขวิกฤติการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างยั่งยืน

กลยุทธ์ 5Cs: เรียนรู้จากประสบการณ์จริงในพื้นที่

หัวใจสำคัญของการเรียนรู้ในปีนี้คือกลยุทธ์ “5Cs Learning Journey” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนทฤษฎีให้กลายเป็นการลงมือทำจริง เริ่มต้นจากการเชื่อมโยง (Connect) เพื่อสร้างความเข้าใจพื้นฐานถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการเผชิญหน้า (Confront) กับวิกฤติการณ์จริงในโลกปัจจุบัน ทั้งเรื่องโรคอุบัติใหม่ข้ามสายพันธุ์ ความปลอดภัยด้านอาหาร น้ำ และดิน รวมถึงการบริหารจัดการในสภาวะภัยพิบัติ

เมื่อเห็นปัญหาแล้ว เยาวชนจะต้องฝึกการถอดรหัส (Crack) โดยการใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลมาวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบ เช่น การวัดคุณภาพอากาศจริง การวิเคราะห์คุณภาพน้ำและดิน ไปจนถึงการศึกษาระบบเฝ้าระวังโรคติดต่อ จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการสร้างสรรค์ (Create) โดยเยาวชนจะต้องพัฒนาแนวทางแก้ไขผ่านโครงงานกลุ่มวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม หรือ “Power Green Hack” และปิดท้ายด้วยการสื่อสาร (Communicate) เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง โดยฝึกฝนการเป็นผู้สร้างคอนเทนต์ในฐานะ “Green Influencer” เพื่อนำความรู้ไปขยายผลสู่โรงเรียนและชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ

บทบาทสัตวแพทย์กับผลกระทบต่อสังคม โดย หมอเน๋ง

น๋ง-ศรัณย์ นราประเสริฐกุล สัตวแพทย์และนักแสดงชาวไทย สังกัดช่อง One 31 ผู้ร่วมถ่ายทอดความรู้ในค่ายปีนี้ สะท้อนความสำคัญของแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียวว่า ปัจจุบันวิชาชีพสัตวแพทย์ในไทยยังขาดแคลนสวนทางกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตของตลาดสัตว์เลี้ยงและการเลี้ยงสัตว์แบบสมาชิกในครอบครัว การที่ค่ายเพาเวอร์กรีนเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ด้านสุขภาพสัตว์ เช่น การส่องกล้องจุลทรรศน์วิเคราะห์เม็ดเลือดสัตว์ที่ติดเชื้อ จะช่วยให้เยาวชนเห็นภาพรวมของวิชาชีพก่อนตัดสินใจเข้าศึกษาต่อ และเข้าใจว่าการดูแลสุขภาพสัตว์มีผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศ

ในฐานะนักแสดง หมอเน๋งมุ่งหวังจะเป็นกระบอกเสียงในการสื่อสารประเด็นสิ่งแวดล้อมและสุขภาพให้เป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายและเป็นเทรนด์ที่คนในสังคมให้ความสนใจ โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในครอบครัวและการเลี้ยงสัตว์ที่เน้นสุขภาวะเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่สร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง โดยระบุว่าพฤติกรรมการเลี้ยงสัตว์ของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปจากการเลี้ยงเพื่อเฝ้าบ้านมาเป็นลูก หรือสมาชิกในครอบครัว ซึ่งทำให้คนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพหนึ่งเดียวโดยไม่รู้ตัว

เสียงสะท้อนจากคนรุ่นใหม่ สู่การเปลี่ยนแปลงในชุมชน

จากการลงพื้นที่จริง เยาวชนต่างสะท้อนถึงมุมมองที่เปลี่ยนไปต่อความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตและโลกใบนี้ โดยเฉพาะเมื่อได้สัมผัสปัญหาไข้มาลาเรียในพื้นที่ชายแดน บ้องตี้ จังหวัดราชบุรี หรือการบริหารจัดการฟาร์มปศุสัตว์ ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เยาวชนเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า หากสัตว์เจ็บป่วยหรือสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ผลกระทบจะลุกลามถึงสุขภาพและรายได้ของคนในชุมชนทันที 

ใจดี-กมลชนก น้อยแน่ง จากโรงเรียนวิทยาศาตร์จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย จังหวัดปทุมธานี ตัวแทนเยาวชนค่ายเพาเวอร์กรีน รุ่นที่ 21 กล่าวว่า

“ค่ายเพาเวอร์กรีนทำให้ได้เรียนรู้มากกว่าที่คิด เราไม่ได้เรียนแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ได้เรียนทั้งเรื่องสุขภาพ วิทยาศาสตร์ การใช้ข้อมูล และการสื่อสาร ทำให้เห็นว่าปัญหาต่าง ๆ เชื่อมโยงกันหมด และที่สำคัญคือเราได้ลงมือทำจริง จนอยากนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดในโรงเรียนและชุมชนของตัวเอง”

ความเข้าใจในมิติที่ครอบคลุมทั้งสุขภาพและวิทยาศาสตร์ที่ล้วนเชื่อมโยงกันนี้ กลายเป็นแรงผลักดันให้เยาวชนหลายคนตั้งเป้าหมายที่จะนำความรู้กลับไปรณรงค์ในสถานศึกษาของตนเอง เช่นเดียวกับ เจน-ปริยากร ชูผล จากโรงเรียนราชโบริกานุเคราะห์ จ.ราชบุรี ที่แสดงความมุ่งมั่นจะนำความรู้เรื่องการคัดแยกขยะกลับไปพัฒนาต่อยอดในโรงเรียน เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคระบาดและสารเคมี

ขณะที่น้องใจดีเองก็ตั้งใจจะนำประสบการณ์ที่ได้รับไปถ่ายทอดสู่กลุ่มกิจกรรมสิ่งแวดล้อม เพื่อปลุกพลังเพื่อนและรุ่นน้องให้เห็นความสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน การได้รับแรงบันดาลใจจากศิษย์เก่ารุ่นพี่ที่กลับมาเป็นพี่เลี้ยงในค่าย ยิ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เยาวชนอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ของตนเองอย่างจริงจัง และเริ่มลงมือทำโครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อต่อยอดการแก้ปัญหาในชุมชนตามรอยรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว

บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ Alumni พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน

ความสำเร็จของโครงการตลอด 21 ปีที่ผ่านมา คือการส่งมอบเมล็ดพันธุ์ทางปัญญามากกว่าหนึ่งพันสองร้อยคนเข้าสู่สังคม ซึ่ง ผศ.อรันย์ และคุณรัฐพล ต่างมีความเห็นพ้องว่า หัวใจสำคัญของความยั่งยืนอยู่ที่การสร้างเครือข่ายศิษย์เก่า (Alumni) ที่เข้มแข็ง ปัจจุบันโครงการมีสมาชิกกว่า 1,235 คน ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงและต้นแบบนักสิ่งแวดล้อมรุ่นจิ๋ว

เครือข่าย Alumni นี้เปรียบเสมือนฐานรากที่มั่นคงในการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในอนาคตบริบทของโลกจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด แต่เยาวชนที่ผ่านการบ่มเพาะวิธีคิดแบบบูรณาการเหล่านี้ จะมีความพร้อมที่จะลุกขึ้นมาตัดสินใจ แก้ปัญหา และส่งต่อทัศนคติที่ดีสู่คนรอบข้าง ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมที่สุดในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อธำรงไว้ซึ่งความสมดุลของโลกสืบต่อไปอย่างยั่งยืน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

TGO ดันมาตรฐานคาร์บอนต่ำรับกติกาค้าโลกใหม่

ธุรกิจไทยรับมือ Triple Planetary Crisis ด้วยพลังงาน-ทุนสีเขียว

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar