Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

TGO ดันมาตรฐานคาร์บอนต่ำรับกติกาค้าโลกใหม่

TGO ดันมาตรฐานคาร์บอนต่ำรับกติกาค้าโลกใหม่

ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนเป็นมาตรการบังคับทางการค้าระดับสากล ปฏิเสธไม่ได้ว่า “คาร์บอน” ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางความอยู่รอดของภาคธุรกิจไทยในอนาคต

การประกาศนโยบายมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือ Net Zero ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกว่า 140 ประเทศ ไม่เพียงแต่เป็นคำมั่นสัญญาในระดับนโยบาย แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการในฐานะส่วนหนึ่งของโซ่อุปทานระดับโลก ที่กำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด

แรงกดดันจากโซ่อุปทานโลกและกติกาค้าใหม่

ภคมน สุภาพพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักรับรองธุรกิจคาร์บอนต่ำองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ได้สะท้อนภาพสถานการณ์ปัจจุบันว่า บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่เริ่มนำเกณฑ์ด้านคาร์บอนมาบังคับใช้ผ่านห่วงโซ่การผลิตอย่างเป็นรูปธรรม ดังจะเห็นได้จากกรณีของ Google ที่พิจารณาการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม โดย อาศัยความพร้อมของพลังงานหมุนเวียนตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเกณฑ์สำคัญ หรือ Apple ที่ตั้งเป้าให้ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดมีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศไทยถึง 18 รายที่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาพื้นที่ในตลาด

“ในอดีตเราอาจพูดถึงเพียงความรับผิดชอบในขอบเขตของตนเอง แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ยุค Net Zero ธุรกิจมีความจำเป็นต้องขยายการดำเนินงานไปสู่ระดับโซ่อุปทานทั้งหมด เพราะสินค้าที่จะผลิตโดยแบรนด์ชั้นนำในอนาคต จะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดกระบวนการ” คุณภคมน กล่าว

นอกจากนี้ สินค้าอุปโภคบริโภคในครัวเรือนจากแบรนด์ระดับโลกยังเริ่มทยอยปรับเปลี่ยนสู่การเป็นผลิตภัณฑ์ Net Zero ซึ่งถือเป็นการสร้างกติกาการค้าใหม่ผ่านกลไกคาร์บอนและการลงทุนที่พิจารณาประเด็นความยั่งยืนเป็นเงื่อนไขหลัก

ชูคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ยกระดับผลิตภัณฑ์ไทยสู่สากล

สำหรับการเตรียมความพร้อมในประเทศไทย TGO ได้พัฒนาระบบรับรองธุรกิจคาร์บอนต่ำที่ครอบคลุมหลายระดับ โดยเริ่มต้นจากการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารซึ่งไทยถือเป็นครัวของโลก

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองและติดฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์แล้วมากกว่า 16,000 รายการ โดยมีการยกระดับฉลากเป็นรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งฉลากลดโลกร้อนสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ลดการปล่อยได้ตามเกณฑ์ และฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ประยุกต์ใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อให้ผู้ประกอบการใช้เป็นแนวทางในการสื่อสารการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กางโรดแมปรายงานข้อมูลคาร์บอนสำหรับบริษัทจดทะเบียน

ในส่วนของระดับองค์กร การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint of Organization: CFO) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบริษัทจดทะเบียน เนื่องจากมาตรฐานการบัญชีโลก IFRS S2 ได้กำหนดให้มีการรายงานข้อมูลการปล่อยและการจัดการก๊าซเรือนกระจก

โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้วางเป้าหมายให้บริษัทในกลุ่ม SET50 เริ่มรายงานข้อมูลทั้งหมดในปี พ.ศ. 2570 และขยายผลไปยังกลุ่ม SET100 รวมถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ให้ครบถ้วนภายในปี พ.ศ. 2573 ปัจจุบันมีองค์กรที่คำนวณและยื่นขอรับรองแล้วเกือบ 2,000 แห่ง โดยพบว่ากลุ่มธุรกิจภาคบริการและสำนักงานมีการตื่นตัวในการขอรับรองมากที่สุด

ส่งเสริมนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อช่วย SME ปรับตัว

อย่างไรก็ตาม เพื่อลดข้อจำกัดสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SME ทาง TGO อยู่ระหว่างการพัฒนาแพลตฟอร์ม CFO Light ซึ่งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยในการกรอกข้อมูลและทวนสอบความถูกต้องเบื้องต้น เพื่อลดความซับซ้อนและช่วยให้ SME สามารถขอรับรองตนเองเพื่อส่งข้อมูลให้คู่ค้าได้สะดวกรวดเร็วขึ้น

“เรากำลังพัฒนาแพลตฟอร์มที่นำ AI มาช่วยผู้ประกอบการในการกรอกข้อมูลและทวนสอบความถูกต้อง เพื่อลดความซับซ้อนของขั้นตอน และเปิดโอกาสให้ SME สามารถเข้าถึงการรับรองเบื้องต้นเพื่อส่งต่อให้คู่ค้าของตนเองได้ง่ายขึ้น” คุณภคมน อธิบายถึงเครื่องมือใหม่ที่จะแล้วเสร็จในเดือนกันยายนนี้

นอกจากนี้ยังมีการเปิดรับแพลตฟอร์มการคำนวณภายนอก เช่น แพลตฟอร์ม ACAM ของ NECTEC ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อขอรับรองได้ทันที รวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชัน Zero Carbon สำหรับงานจัดกิจกรรมและงานวิ่ง ซึ่งปัจจุบันมีการรับรองการจัดงานที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนไปแล้วกว่า 300 กิจกรรม และแอปพลิเคชัน Net Zero Man สำหรับการคำนวณในระดับบุคคล

เจาะลึกความต่าง Carbon Neutral และ Net Zero

ประเด็นที่ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนคือความแตกต่างระหว่างความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และ Net Zero โดยเป้าหมายแรกเน้นการจัดการความสมดุลภายในขอบเขตขององค์กรผ่านการชดเชย แต่สำหรับ Net Zero องค์กรจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยตนเองให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 และสามารถใช้คาร์บอนเครดิตจากการดูดกลับ เช่น ภาคป่าไม้ เพื่อชดเชยส่วนที่เหลือได้เพียงร้อยละ 10 เท่านั้น

“การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้สำเร็จได้ทันที แต่เป็นการดำเนินงานในระยะยาว องค์กรจึงต้องมีเส้นทางที่ชัดเจนและมีการตรวจสอบความสำเร็จเป็นระยะ เพื่อยืนยันว่ากำลังเดินหน้าสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างถูกต้อง” คุณภคมน กล่าว

ด้วยเหตุนี้ TGO จึงได้พัฒนาระบบรับรอง Net Zero Pathway เพื่อรับรองแผนการดำเนินงานและความสำเร็จในทุกรอบ 5 ปี เพื่อยืนยันว่าองค์กรสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ตามเส้นทางที่กำหนดไว้อย่างแท้จริง การเตรียมข้อมูลให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นทางจึงมิใช่เพียงเรื่องทางเทคนิค แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนในเวทีสากล

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

SCG Pavilion 2026 เมื่อวัสดุก่อสร้างกลายเป็นการออกแบบคุณภาพชีวิต

Bangkok Cable ซื้อ ION Energy รุก Ecosystem โซลาร์ครบวงจร

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar