ในยุคที่ทั่วโลกต่างหยิบยกคำว่าความเท่าเทียมมาเป็นวาระสำคัญ แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในโครงสร้างของโลกธุรกิจและการลงทุน เสียงของผู้หญิงกลับยังคงดังก้องอยู่ในพื้นที่ที่จำกัด งานเสวนาออนไลน์ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ภายใต้หัวข้อ “Unmuting Women in Thailand: Shaping Community, Capital, and Culture” ได้กะเทาะเปลือกปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้พรม ทั้งในมิติของชุมชน ทุน และวัฒนธรรม
ซึ่งเผยให้เห็นความจริงที่น่าตกใจว่า แท้จริงแล้วกำแพงที่ขวางกั้นความสำเร็จของผู้หญิง อาจไม่ได้อยู่ที่ความสามารถ แต่อยู่ที่ระบบและเครือข่ายที่ถูกออกแบบมาโดยผู้ชาย โดยวงเสวนานี้นำโดย เอมมี่ วรรณภาลักษณ์ บุญสกุลเจริญ ที่ปรึกษากลยุทธ์ด้านสุขภาวะ (Wellness Strategy) และผู้นำกระบวนการด้าน Mindful Leadership ร่วมกับวิทยากรอย่าง นิดา เลิศประสพสุข ผู้ก่อตั้ง app IRL โค้ชผู้บริหาร และผู้จัดงาน TEDxThonglorWomen และ พอล พลภัทร อัครปรีดี นักลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัปและผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเพื่อความยั่งยืน ซึ่งงานเสวนาครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก L’Oréal และมี มิดัส พีอาร์ เป็นพันธมิตรด้านการประชาสัมพันธ์
กำแพงเงินทุนที่มองไม่เห็น: เมื่อผู้ตัดสินใจส่วนใหญ่คือผู้ชาย
ประเด็นที่แหลมคมที่สุดในวงเสวนาคือเรื่องของช่องว่างทางเงินทุน โดยเฉพาะในแวดวงสตาร์ตอัปและนักลงทุนร่วมทุน หรือ VC ซึ่งมีการวิเคราะห์พลวัตทางเพศในโลกของการระดมทุน โดยคุณพลภัทรได้ชี้ให้เห็นถึงข้อมูลเชิงสถิติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน
ปัจจุบัน ผู้มีอำนาจตัดสินใจในการลงทุนถึง 80% เป็นผู้ชาย ยิ่งไปกว่านั้น สองในสามของกองทุน VC ในภูมิภาคนี้ไม่มีพาร์ทเนอร์ที่เป็นผู้หญิงเลยแม้แต่คนเดียว โครงสร้างผู้กุมทุนที่เอนเอียงนี้ส่งผลโดยตรงต่อโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้หญิง
สตาร์ตอัปในภูมิภาคนี้ประมาณ 75 ถึง 80% มีทีมผู้ก่อตั้งเป็นผู้ชายล้วน ขณะที่สตาร์ตอัปที่มีผู้หญิงเป็นผู้ร่วมก่อตั้งอย่างน้อยหนึ่งคน กลับได้รับเงินทุนไปเพียง 12 ถึง 18% เท่านั้น
ความไม่เท่าเทียมยังลามไปถึงการประเมินมูลค่าบริษัท ที่แม้สตาร์ตอัปจะมีโปรไฟล์เหมือนกันทุกประการ แต่บริษัทที่บริหารโดยผู้หญิงมักจะถูกประเมินมูลค่าต่ำกว่าบริษัทที่บริหารโดยผู้ชาย
อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้ธุรกิจของผู้หญิงมักถูกมองข้าม คือเรื่องของความเข้าใจ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงโดยเฉพาะ เช่น สุขภาพสตรี การเจริญพันธุ์ หรือการมีประจำเดือน เป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่ามหาศาลระดับล้านล้านดอลลาร์
แต่นักลงทุนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย มักเลือกลงทุนในสิ่งที่ตนเองเข้าใจ หรือเป็นกระแสหลักอย่าง AI มากกว่า ส่งผลให้ไอเดียที่ยอดเยี่ยมของผู้หญิงจำนวนมากไม่ได้รับการสนับสนุน เพียงเพราะคนถือเงินไม่เข้าใจปัญหาเหล่านั้น
กลยุทธ์สร้างเครือข่าย: กว้างและฉาบฉวยหรือลึกซึ้งและมีความหมาย
นอกจากเรื่องของระบบทุนแล้ว วิธีการสร้างเครือข่ายระหว่างเพศก็เป็นอีกปัจจัยที่กำหนดความสำเร็จ คุณพลภัทรอธิบายว่าผู้ชายมักถนัดการสร้างเครือข่ายแบบกว้างขวางแต่ตื้นเขิน เน้นการพบปะผู้คนหลากหลายสายงาน
ซึ่งแม้จะดูฉาบฉวย แต่นำมาซึ่งความบังเอิญที่ก่อให้เกิดโอกาสทางธุรกิจหรือการหาผู้ร่วมก่อตั้งได้ง่ายกว่า ในขณะที่ผู้หญิงมักจะสร้างเครือข่ายกลุ่มเล็กๆ ที่มีความใกล้ชิด ลึกซึ้ง และเต็มไปด้วยความไว้วางใจ ซึ่งถือเป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่เอื้อต่อการสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น
เพื่ออุดช่องโหว่นี้ ผู้หญิงที่ต้องการเติบโตในโลกธุรกิจจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ คุณนิดาได้เสนอแนวคิดการจัดระดับความสัมพันธ์ เพื่อบริหารเวลาที่มีจำกัดอย่างตั้งใจ และที่สำคัญต้องแยกแยะระหว่างเพื่อนกับคู่ค้าทางธุรกิจออกจากกัน
ผู้หญิงหลายคนพลาดโอกาสทางธุรกิจเพราะไม่อยากสร้างเครือข่ายกับคนที่ไม่สามารถไปกินบรันช์ด้วยกันได้ ซึ่งในความเป็นจริง เราไม่จำเป็นต้องเป็นเพื่อนสนิทกับทนายความ หรือนักลงทุนที่เราทำงานด้วย ขอเพียงแค่มีเป้าหมายร่วมกันก็เพียงพอแล้ว
ก้าวข้ามวัฒนธรรม Groupthink และมายาคติเดิมของสังคมไทย
การจะปลดล็อกศักยภาพของผู้หญิงไทยได้ บรรทัดฐานทางสังคม การศึกษา และโครงสร้างเชิงระบบ รวมไปถึงวัฒนธรรมและค่านิยมดั้งเดิมก็ต้องถูกตั้งคำถามเช่นกัน คุณนิดาสะท้อนว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่มักจะยึดติดกับการคิดเหมือนๆ กัน หรือ Groupthink และหลีกเลี่ยงการโต้แย้ง ผู้ที่คิดต่างมักจะถูกผลักไสออกจากกลุ่ม
ซึ่งต่างจากวัฒนธรรมตะวันตกที่ผู้คนสามารถถกเถียงกันในมุมมองที่ต่างกันได้โดยยังคงความเป็นเพื่อนไว้ การสร้างชุมชนที่แท้จริงจึงต้องมีความปลอดภัยทางจิตใจ เปิดกว้างรับความหลากหลาย และเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย
นอกจากนี้ กรอบแนวคิดที่มองว่าผู้หญิงมีเพื่อนผู้ชายเป็นเรื่องไม่เหมาะสม ถือเป็นอุปสรรคในการสร้างความหลากหลายในเครือข่าย ผู้หญิงจำเป็นต้องเปิดรับคอนเนคชั่นจากทุกเพศเพื่อขยายมุมมองและสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ตนเอง
ทลายกำแพงด้วยการสื่อสารและเปลี่ยน “แนวร่วม” เป็น “ผู้ผลักดัน“
แม้ภาพรวมของปัญหาจะดูยิ่งใหญ่และซับซ้อน แต่ทางออกสามารถเริ่มต้นได้จากการลงมือทำ ผู้ประกอบการสตาร์ตอัปไม่ว่าเพศใด หากต้องการเข้าถึงแหล่งทุน จะต้องรู้จักพูดภาษาเดียวกับนักลงทุน นั่นคือการสื่อสารให้เห็นถึงผลกำไร และความคุ้มค่าทางการเงิน
และต้องทำการบ้านเพื่อพุ่งเป้าไปที่กลุ่มนักลงทุนที่สนใจในอุตสาหกรรมของตนอย่างเจาะจง แทนการหว่านแหส่งอีเมลไปทั่วซึ่งมีแต่จะถูกปฏิเสธ
ในภาพใหญ่ของการขับเคลื่อนสังคม ลำพังเพียงผู้หญิงลุกขึ้นมาสนับสนุนกันเองอาจยังไม่พอ คุณพลภัทรเน้นย้ำว่าผู้ชายที่อยู่ในจุดที่มีอภิสิทธิ์และมีอำนาจต่อรอง จำเป็นต้องก้าวข้ามจากการเป็นแค่แนวร่วม มาเป็นผู้ผลักดันที่กล้าออกหน้าและเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศอย่างจริงจังในพื้นที่ที่เสียงของผู้หญิงยังส่งไปไม่ถึง ทุกฝ่ายต่างเห็นตรงกันว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต้องอาศัยทั้งการปรับเปลี่ยนจากภายในและการพัฒนาเชิงระบบร่วมด้วย
การเปล่งเสียงของผู้หญิง หรือ Unmute จึงไม่ได้เป็นเพียงการทำให้เสียงดังขึ้น แต่คือการส่งเสียงอย่างมีกลยุทธ์ ภายใต้การสร้างชุมชนที่แข็งแกร่ง การเข้าใจกติกาของโลกเงินทุน และการกล้าที่จะฉีกกรอบวัฒนธรรมเดิมๆ เพื่อสร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่จะทำให้ผู้หญิงคนอื่นๆ เห็นว่า หากคนนี้ทำได้ ตัวเราเองก็ทำได้เช่นกัน
งานเสวนาออนไลน์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่งานใหญ่ TEDxThonglorWomen 2026 ภายใต้ธีม “Unmute the Future” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 26 เมษายน ณ โรงแรมอวานี สุขุมวิท กรุงเทพฯ ภายในงานจะรวบรวมทั้งสปีกเกอร์และผู้เข้าร่วมงานมาร่วมสัมผัสประสบการณ์เต็มอิ่ม ทั้งการรับฟังทอล์กและกิจกรรมเวิร์กช็อป เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสะท้อนความคิดและค้นหามุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับภาวะผู้นำ สำหรับผู้ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง สามารถดูรายละเอียดและซื้อบัตรได้ที่ https://www.eventpop.me/e/116522/tedxthonglor-unmutethefuture
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
BAM ปั้นโมเดล ‘ทรัพย์แผ่นดิน’ ฟื้น ‘บ้านพระพิทักษ์’ ต้นแบบบริหารสินทรัพย์เพื่อความยั่งยืน
NIA-MASCI-TNI ดันธุรกิจไทยติดปีก ISO 56001 สู่การเติบโตระดับโลก



