Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

BAM ปั้นโมเดล ‘ทรัพย์แผ่นดิน’ ฟื้น ‘บ้านพระพิทักษ์’ ต้นแบบบริหารสินทรัพย์เพื่อความยั่งยืน

BAM ปั้นโมเดล ‘ทรัพย์แผ่นดิน’ ฟื้น ‘บ้านพระพิทักษ์’ ต้นแบบบริหารสินทรัพย์เพื่อความยั่งยืน

ภาพจำของธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (AMC) มักถูกจำกัดอยู่เพียงการจัดการหนี้เสียหรือการระบายทรัพย์มือสองเพื่อสร้างผลกำไร แต่ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวน บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM โดยการนำของ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กำลังปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจสู่มิติใหม่ที่เน้นการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างธุรกิจและสังคม ด้วยความเชื่อที่ว่าสินทรัพย์ทุกชิ้นมีจิตวิญญาณ และบ้านเก่าทุกหลังมีเรื่องราวที่ทรงคุณค่าต่อแผ่นดินเกินกว่าจะวัดมูลค่าเป็นเพียงตัวเลขทางการเงินได้

ล่าสุด BAM ได้เปิดตัว “โครงการทรัพย์แผ่นดิน ต้นแบบการฟื้นฟูสินทรัพย์เพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์” โดยร่วมกับสถาบันอาศรมศิลป์ บูรณะ “บ้านพระพิทักษ์” อาคารเก่าแก่อายุ 88 ปี ในย่านตรอกตึกดิน ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผ่านโมเดล 3 ประสาน ที่เชื่อมโยงเจ้าของทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญ และคนในพื้นที่เข้าด้วยกัน มุ่งหวังให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่สร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมวางเป้าหมายให้เป็นโครงการนำร่องในการพัฒนาสินทรัพย์รอการขาย (NPA) ทั่วประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม

จุดเริ่มต้นและการเดินทางของ ‘บ้านพระพิทักษ์’

จุดเริ่มต้นและการเดินทางของ ‘บ้านพระพิทักษ์’

บนพื้นที่ประวัติศาสตร์ย่านตรอกตึกดิน ถนนดินสอ ใกล้เสาชิงช้า มีเรือนปั้นหยาไม้สองชั้นสภาพเก่าแก่ตั้งตระหง่านผ่านกาลเวลามาถึง 88 ปี บ้านหลังนี้คือ “บ้านพระพิทักษ์” ซึ่งเคยเป็นกรรมสิทธิ์ของ พิทักษ์ ยุทธภัณฑ์ (มณี สุวรรณเหม) ภริยาของพันเอก พระพิทักษ์ยุทธภัณฑ์ (ทอง สุวรรณเหม) อดีตปลัดกรมบัญชีทหารบก ผู้ถวายงานรับใช้ใกล้ชิดในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6

ดร.รักษ์ เล่าถึงการเดินทางของบ้านหลังนี้ในฐานะทรัพย์ NPA ของ BAM ว่า ในแต่ละปี BAM จะซื้อทรัพย์และหนี้เข้ามาบริหารมูลค่าสูงถึง 30,000 – 80,000 ล้านบาท ซึ่งบางครั้งมีทรัพย์ที่มีคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมติดมาด้วย

“ในวันที่ผมและอาจารย์ธีรพล นิยม (ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันอาศรมศิลป์ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์ จำกัด) ได้เข้ามาเดินดูบ้านหลังนี้ มันเหมือนมีเสียงเล็ก ๆ จากจิตวิญญาณของบ้านที่บอกว่า ‘อย่าขายเลย’ มูลค่าการขายอาจจะไม่ถึง 30 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ไม่ได้ทำให้ BAM รวยขึ้นหรือจนลง แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราเอา DNA 5 ดี ไม่ว่าจะเป็นดีต่อพนักงาน ดีต่อผู้ถือหุ้น ดีต่อลูกค้าและลูกหนี้ ดีต่อสังคม และ ดีต่อประเทศ ของเรามากลั่นเป็น ESG หรือ CSR in Process เพื่อคืนคุณค่าให้แผ่นดิน”

BAM ปั้นโมเดล ‘ทรัพย์แผ่นดิน’ ฟื้น ‘บ้านพระพิทักษ์’ ต้นแบบบริหารสินทรัพย์เพื่อความยั่งยืน

แนวคิดนี้สอดคล้องกับ วสันต์ เทียนหอม กรรมการอิสระ ประธานกรรมการตรวจสอบ และประธานคณะกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน BAM ซึ่งกล่าวเสริมว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา BAM มีบทบาทดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย ผ่านการบริหารสินทรัพย์รอการขาย การพัฒนาพื้นที่ให้เกิดคุณค่าอย่างแท้จริงต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจบริบทพื้นที่และชุมชน BAM จึงดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด CSR in Process โดยผสานมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานหลัก เพื่อฟื้นฟูสินทรัพย์ที่สะท้อนการตั้งถิ่นฐานช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7 ให้กลับมาสร้างคุณค่าได้อีกครั้ง

โมเดล ‘3 ประสาน’ พลังแห่งการฟื้นฟูชุมชน

เพื่อให้บ้านพระพิทักษ์กลับมามีชีวิตอีกครั้ง BAM จึงริเริ่มโมเดล 3 ประสาน ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมทางสังคมครั้งแรกของธุรกิจ AMC ในประเทศไทย โดยเป็นการผนึกกำลังระหว่าง BAM ในฐานะเจ้าของทรัพย์ ร่วมกับสถาบันอาศรมศิลป์และ Urban Ally ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการบูรณะสถาปัตยกรรมเชิงวัฒนธรรม และที่ขาดไม่ได้คือคนในชุมชนตรอกตึกดินและตรอกศิลป์ ซึ่งจะเป็นผู้ดูแลรักษาทรัพย์ให้ยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการสร้างงานในพื้นที่เพื่อให้คนในชุมชนกว่า 100 หลังคาเรือนไม่ต้องออกไปทำงานไกลบ้าน แต่ได้กลับมาเป็นเจ้าของธุรกิจในถิ่นฐานของตนเองผ่านการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนบ้านพระพิทักษ์

ทางด้านอาจารย์ธีรพล กล่าวเสริมว่า โครงการนี้เป็นโอกาสสำคัญที่สถาบันอาศรมศิลป์จะได้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับย่านเมืองเก่า โดยมีบ้านพระพิทักษ์เป็นคานงัดสำคัญในการริเริ่มขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง

“เราคาดหวังว่าบ้านพระพิทักษ์จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเมืองรูปใหม่ที่เชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” อาจารย์ธีรพลกล่าว

เช่าระยะยาว ผูกพันเพื่อความยั่งยืน

โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว จึงไม่ใช้การบริจาคขาด แต่เป็นการสร้างความยั่งยืนทางการเงินผ่านวิสาหกิจชุมชน โดยไม่ได้มองเพียงแค่การจ้างงาน คนในชุมชนไม่ได้เป็นเพียงลูกจ้าง แต่ยังได้รับสิทธิเป็นหุ้นส่วนวิสาหกิจชุมชน มีการปันผลกำไรคืนสู่หลังคาเรือนตามสัดส่วนหุ้น

BAM เลือกที่จะไม่ขายขาดทรัพย์ชิ้นนี้ให้กับกลุ่มทุนใหญ่ แต่ใช้วิธีให้วิสาหกิจชุมชนเช่าพื้นที่ในระยะยาว 30 ถึง 50 ปี ในอัตราค่าเช่าประมาณ 80,000 บาทต่อเดือน เพื่อป้องกันไม่ให้ทรัพย์ที่มีค่ากลับไปเป็นหนี้เสียในมือผู้อื่นอีกในอนาคต โดยมีแนวคิดที่จะนำเงินค่าเช่าหมุนเวียนกลับไปสนับสนุนชุมชนในรูปแบบเงินทุน CSR เพื่อให้โครงการสามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างมั่นคง

ปั้นพื้นที่สร้างสรรค์ ขยายผลสู่ภูมิภาค

BAM ปั้นโมเดล ‘ทรัพย์แผ่นดิน’ ฟื้น ‘บ้านพระพิทักษ์’ ต้นแบบบริหารสินทรัพย์เพื่อความยั่งยืน

สำหรับการพัฒนาพื้นที่ในระยะเวลา 8 เดือนต่อจากนี้ จะมีการปรับปรุงเรือนปั้นหยาหลังเดิมให้เป็นโรงเรียนสอนทำอาหารไทยและขนมไทยโบราณ พร้อมพื้นที่คาเฟ่และพื้นที่แสดงงานศิลปะ ส่วนอาคารด้านข้างที่เคยถูกวางแผนให้เป็นโรงแรมจะถูกพัฒนาต่อยอดเป็นบูทีคโฮเทลขนาดประมาณ 10 – 15 ห้อง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสเสน่ห์ย่านเมืองเก่าและสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ และสร้างสวนเขียวกลางชุมชนเพื่อเป็นพื้นที่สุขภาวะ (Well-being) ของคนทุกวัย

โดยในระยะแรกจะใช้พื้นที่บริเวณบ้านพระพิทักษ์จัดกิจกรรมแสดงผลงานด้านศิลปะในช่วงปลายปี 2569 พร้อมผลักดันเป็นแลนด์มาร์กการท่องเที่ยวแห่งใหม่ ซึ่งเมื่อเสร็จสมบูรณ์ คาดว่าจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ได้กว่า 600 คน และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสเสน่ห์ของย่านนี้เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีผู้สัญจรราว 3,000 คน

ในอนาคต BAM วางแผนจะใช้โครงการนี้เป็นเรือธงเพื่อขยายผลไปยังทรัพย์ที่มีลักษณะคล้ายกันใน “ตู้กับข้าว” ของบริษัทที่กระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ เช่น แพร่, เชียงใหม่ และตรัง เพื่อเปลี่ยน NPA ที่เคยถูกทิ้งร้างให้กลับมามีจิตวิญญาณอีกครั้ง

งัดกลยุทธ์เชิงรุก ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ

ในภาพรวมของกลยุทธ์ธุรกิจภายใต้ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่กำลังซื้อลดลงและอัตราการปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคารพุ่งสูงขึ้น ดร.รักษ์ ได้ปรับโมเดลการทำงานให้รวดเร็วและยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเน้นการขายแบบผ่อนชำระที่ไม่ตรวจเครดิตบูโรเพื่อช่วยให้คนตัวเล็กเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนภาพลักษณ์ NPA ให้เป็นเครื่องมือการลงทุนที่มั่นคงหรือ Investment of Choice ผ่านโมเดลการขายพร้อมผู้เช่า เพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่องให้กับผู้ซื้อทันที

“ธุรกิจของ BAM คือการบริหารความฝันที่แตกสลาย เราคุ้นชินกับการทำงานบนกองทุกข์มา 27 ปี หน้าที่ของเราคือการให้โอกาสคนตัวเล็ก ๆ และคืนคุณค่าให้สังคมผ่านการพลิกฟื้นทรัพย์แผ่นดินเหล่านี้” ดร.รักษ์ กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

14 ปีฟื้นอ่าวบ้านดอน: ซีพีแรมดัน ‘ปูม้า พุมเรียง’ สู่ GI ยันตรึงราคาฝ่าต้นทุนพุ่ง

ศูนย์ฟอร์ดเพื่อนชุมชน: โมเดลแบ่งปันพื้นที่ ชุบชีวิตสถาปัตยกรรมเก่าสู่ความยั่งยืน

‘SOMSAK’ พลังความหวังอีสาน สู่อาวุธธุรกิจ Fun Dining

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar