Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

สุทธิชัย หยุ่น เตือนวิกฤติทีวีไทย ก่อนหมดใบอนุญาตปี 2572

อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญก่อนการสิ้นสุดใบอนุญาตทีวีดิจิทัลในปี 2572 ท่ามกลางความไม่ชัดเจนด้านนโยบายและการแข่งขันจากแพลตฟอร์มดิจิทัลระดับโลก ขณะที่ คุณสุทธิชัย หยุ่น นักสื่อสารมวลชนอาวุโส ออกมาเตือนว่า ทีวีไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ “Slow Collapse” หรือการล่มสลายอย่างช้า ๆ ซึ่งงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประเมินว่ามีโอกาสเกิดขึ้นสูงถึง 75% พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลและ กสทช.เร่งกำหนดโรดแมปอนาคตของอุตสาหกรรม ก่อนที่วิกฤติจะลุกลามจนกระทบต่อบทบาทของสื่อสาธารณะและความมั่นคงทางข้อมูลข่าวสารของประเทศ

สุทธิชัย หยุ่น นักสื่อสารมวลชนอาวุโส และอดีตผู้ร่วมก่อตั้งเครือเนชั่น กล่าวผ่านเพจ Suthichai Live แสดงความเป็นห่วงต่ออนาคตของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย โดยระบุว่า ขณะนี้แวดวงโทรทัศน์กำลังอยู่ในภาวะเดือดร้อน และอยู่ในสภาพ “ไม่รู้อนาคตของตัวเอง” เนื่องจาก กสทช.ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องโรดแมปทีวีดิจิทัล หลังใบอนุญาตจะสิ้นสุดลงในปี 2572

เขามองว่า ประเด็นดังกล่าวไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้ประกอบการโทรทัศน์ แต่เป็นเรื่องของพื้นที่สาธารณะด้านข้อมูลข่าวสารของประชาชน โดยเฉพาะในยุคที่สังคมไทยเผชิญข้อมูลจำนวนมหาศาลจากโซเชียลมีเดีย ซึ่งจำนวนมากไม่ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือมาตรฐานวิชาชีพสื่อ

คุณสุทธิชัยระบุว่า ประชาชนยังต้องการข่าวสารและบทวิเคราะห์ที่มีมาตรฐาน สามารถพึ่งพาได้ในฐานะสื่อสาธารณะ จึงเป็นเหตุผลที่คนในวงการสื่อ นักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโทรทัศน์ ออกมาเรียกร้องให้ กสทช.กำหนดทิศทางอนาคตของทีวีดิจิทัลอย่างชัดเจน

เขาเตือนว่า หาก กสทช.ไม่เร่งดำเนินการ ผู้ประกอบการจะไม่สามารถวางแผนธุรกิจ นักลงทุนไม่กล้าตัดสินใจ และบุคลากรในอุตสาหกรรมก็ไม่รู้ว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร ในช่วงเวลาที่ใบอนุญาตกำลังใกล้หมดอายุ

คำถามสำคัญ “ทีวีมีไว้ทำไม”

คุณสุทธิชัยยังกล่าวถึงคำถามที่ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. เคยตั้งไว้ว่า “ทีวีมีไว้ทำไม” และ “คนทีวีจะอยู่อย่างไร” โดยเห็นว่าเป็นคำถามที่สะเทือนทั้งวงการ เพราะไม่ได้หมายถึงเพียงความอยู่รอดทางธุรกิจ แต่ยังรวมถึงความอยู่รอดของวิชาชีพสื่อและบทบาทของโทรทัศน์ในฐานะสถาบันทางสังคม

เขาตั้งข้อสังเกตว่า หลังปี 2572 สังคมไทยต้องตอบให้ได้ว่า ทีวีไทยจะอยู่รอดหรือสูญสิ้น และบนหน้าจอโทรทัศน์ในบ้านของประชาชนจะยังมีพื้นที่สำหรับเนื้อหาไทย ข่าวสารไทย และสื่อที่ประชาชนพึ่งพาได้หรือไม่ หรือจะเหลือเพียงแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชันจากต่างประเทศ

งานวิจัย มศว. มองอนาคตทีวีไทย 4 ฉากทัศน์

คุณสุทธิชัยอ้างถึงผลการศึกษาของทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และนำเสนอในเวทีเสวนา “ภาพทีวีไทยในทศวรรษหน้า: การสร้างสรรค์อุตสาหกรรมเนื้อหาและสังคมไทยที่ยั่งยืน”

งานวิจัยดังกล่าววิเคราะห์อนาคตของทีวีไทยออกเป็น 4 ฉากทัศน์ ซึ่งสะท้อนความเปราะบางและความท้าทายของอุตสาหกรรมในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ

ฉากทัศน์ที่ 1 : Slow Collapse ล่มสลายอย่างช้า ๆ

ฉากทัศน์แรกคือ “Slow Collapse” ซึ่งงานวิจัยประเมินว่ามีโอกาสเกิดขึ้นสูงถึง 75% หากไม่มีการแก้ไขเชิงโครงสร้างจากภาครัฐและ กสทช.

คุณสุทธิชัยอธิบายว่า การล่มสลายรูปแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นการเสื่อมถอยทีละน้อย ทั้งด้านรายได้ คุณภาพเนื้อหา บุคลากร ความน่าเชื่อถือ และคุณค่าทางสังคมของโทรทัศน์

ภายใต้ฉากทัศน์ดังกล่าว เม็ดเงินโฆษณาจะไหลออกจากระบบโทรทัศน์ไปสู่แพลตฟอร์ม OTT และโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการบางส่วนอาจยังประคองตัวได้ แต่ต้องอยู่รอดด้วยการลดต้นทุน ส่งผลให้คุณภาพเนื้อหาลดลงตามไปด้วย

เขาระบุว่า รายการคุณภาพ รายการเด็ก รายการท้องถิ่น และรายการสาระที่ใช้งบประมาณสูง อาจค่อย ๆ หายไปจากหน้าจอ ขณะที่รายการข่าวดราม่า เนื้อหาฉาบฉวย และรายการขายสินค้าเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

คุณสุทธิชัยมองว่า สัญญาณบางอย่างเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว ผ่านการเพิ่มสัดส่วนรายการขายสินค้า ยาสามัญ อาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์ที่มุ่งไปยังกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ชมในต่างจังหวัด

เขาเตือนว่า ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านธุรกิจ แต่ยังส่งผลต่อสังคม เพราะเมื่อสื่อที่มีคุณค่าต่อสาธารณะลดลง ประชาชนอาจเข้าสู่ภาวะรับข้อมูลเฉพาะด้าน เกิด Echo Chamber หรือห้องสะท้อนความคิด ซึ่งผู้คนรับฟังเฉพาะข้อมูลที่สอดคล้องกับความเชื่อของตนเอง

คุณสุทธิชัยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ฆาตกรเงียบ” เพราะไม่มีเหตุการณ์ล่มสลายครั้งใหญ่ให้สังคมตื่นตัว แต่คุณค่าของสื่อสาธารณะจะค่อย ๆ ถูกกัดกร่อนลงอย่างต่อเนื่อง

ฉากทัศน์ที่ 2 : Survival of the Fittest เหลือเฉพาะผู้แข็งแรงที่สุด

ฉากทัศน์ที่สองคือ “Survival of the Fittest” ซึ่งอุตสาหกรรมอาจเหลือผู้เล่นหลักเพียง 6-8 ช่องเท่านั้น

ผู้ประกอบการที่จะอยู่รอดได้ต้องตอบคำถามสำคัญว่า สามารถสร้างคุณค่าที่แพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Netflix, YouTube, TikTok หรือ Facebook ไม่สามารถทำได้หรือไม่

ภายใต้สถานการณ์นี้ โมเดลธุรกิจจะต้องเปลี่ยนจากการพึ่งพาโฆษณาแบบเดิม ไปสู่การสร้างทรัพย์สินทางปัญญา การขายลิขสิทธิ์ การสร้าง Fan Economy การส่งออกคอนเทนต์ และการต่อยอดแบรนด์คอนเทนต์สู่ตลาดใหม่

อย่างไรก็ตาม คุณสุทธิชัยตั้งคำถามว่า แม้ผู้ประกอบการบางรายจะอยู่รอดได้ แต่จะยังสามารถรักษาบทบาทของสื่อในฐานะพื้นที่สาธารณะและ Trusted Media ได้หรือไม่

ฉากทัศน์ที่ 3 : State-Dependent Limbo นโยบายมาช้า อุตสาหกรรมตามไม่ทัน

ฉากทัศน์ที่สามคือ “State-Dependent Limbo” หรือภาวะค้างคาและพึ่งพารัฐ

ในสถานการณ์นี้ รัฐอาจมีนโยบายหรือโรดแมปออกมา แต่การดำเนินการล่าช้าจนผู้ประกอบการจำนวนมากหมดแรงก่อนที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการต่าง ๆ

คุณสุทธิชัยเปรียบเทียบว่า เป็นการให้ออกซิเจนหลังจากผู้ประกอบการ “ถังแตก” ไปแล้ว แม้จะมีนโยบายที่ดี ก็อาจไม่สามารถฟื้นฟูอุตสาหกรรมได้

เขายังมองว่า ภายใต้ฉากทัศน์นี้ มีความเสี่ยงที่โครงการ National Streaming Platform จะไม่ประสบความสำเร็จ หากผู้ผลิตคอนเทนต์ขาดงบประมาณ บุคลากร และศักยภาพในการแข่งขันกับแพลตฟอร์มต่างชาติ

ผลลัพธ์คือ ทีวีไทยอาจยังคงมีอยู่ แต่ขาดพลังในการแข่งขัน จนอยู่ในสภาพคล้าย “ซอมบี้” ที่มีตัวตนแต่ไม่สามารถเติบโตได้

ฉากทัศน์ที่ 4 : Phoenix Rising ฟื้นคืนจากวิกฤติ

ฉากทัศน์สุดท้ายคือ “Phoenix Rising” ซึ่งเป็นภาพอนาคตที่ดีที่สุด แต่ก็ท้าทายที่สุดเช่นกัน

คุณสุทธิชัยระบุว่า การฟื้นตัวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง ทั้งด้านเทคโนโลยี เนื้อหา และรูปแบบธุรกิจ

แนวทางที่ถูกเสนอ ได้แก่ การยกระดับคุณภาพช่องโทรทัศน์ การลดต้นทุนซ้ำซ้อนของโครงข่าย MUX การปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบโครงข่าย และการเปลี่ยนรูปแบบการจัดสรรใบอนุญาตจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่เกณฑ์ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพเนื้อหาและประโยชน์สาธารณะ

เขาเห็นว่า ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องร่วมมือกันสร้างแพลตฟอร์มกลาง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับ OTT ต่างชาติ แทนการต่างคนต่างดำเนินธุรกิจ

Must Find และความเสี่ยงเมืองขึ้นทางข้อมูลข่าวสาร

อีกหนึ่งประเด็นที่คุณสุทธิชัยให้ความสำคัญ คือแนวคิด “Must Find” ที่ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต เคยเสนอไว้

เขาอธิบายว่า ในยุคสมาร์ททีวี ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ช่องไทยมีอยู่หรือไม่ แต่คือผู้ชมจะสามารถค้นหาและมองเห็นช่องไทยได้หรือไม่ เมื่อหน้าจอถูกควบคุมโดยระบบปฏิบัติการและแพลตฟอร์มระดับโลก

หากไม่มีกลไกกำกับดูแล ช่องโทรทัศน์ไทยอาจถูกลดบทบาทจนผู้ชมเข้าถึงได้ยาก และถูกแทนที่ด้วยบริการจากต่างประเทศ

คุณสุทธิชัยยกตัวอย่างว่า บางประเทศ เช่น ออสเตรเลียและอังกฤษ มีแนวทางกำหนดให้บริการโทรทัศน์ระดับชาติหรือสื่อสาธารณะปรากฏอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นได้บนหน้าจอหลัก เพื่อให้ประชาชนยังสามารถเข้าถึงสื่อของประเทศตนเองได้

เขาเตือนว่า หากรัฐไม่เร่งสร้างกลไก Must Find และผู้ประกอบการไม่เร่งสร้างทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง ประเทศไทยอาจเหลือเพียงหน้าจอที่เต็มไปด้วยแอปพลิเคชัน แต่ไม่มีหลักประกันว่าข่าวสารไทย เนื้อหาไทย และสาระไทยจะยังถูกมองเห็น

วิกฤติทีวีไทยไม่ใช่แค่วิกฤติธุรกิจ

คุณสุทธิชัยสรุปว่า วิกฤติของทีวีไทยไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของอุตสาหกรรมสื่อ แต่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน ประชาธิปไตย วัฒนธรรม และอธิปไตยทางข้อมูลข่าวสารของประเทศ

เขาเห็นว่า การแก้ปัญหาไม่อาจฝากไว้กับภาครัฐหรือหน่วยงานกำกับดูแลเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล กสทช. ผู้ประกอบการ สื่อสาธารณะ นักวิชาการ องค์กรวิชาชีพ และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันกำหนดอนาคตของทีวีไทย ก่อนที่ฉากทัศน์ “Slow Collapse” จะกลายเป็นความจริง

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

SCBX AI Outlook 2026: 6 แนวโน้มสำคัญของAI ในยุคใหม่

BEYOND EXPO 2026 ดันเอเชียนำเทรนด์ Physical AI สู่โลกจริง

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar