Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

วิธีคิดของ ‘ธาม White Lab’ จากหนี้ 30 ล้าน สู่ธุรกิจร้อยล้าน

วิธีคิดของ 'ธาม White Lab' จากหนี้ 30 ล้าน สู่ธุรกิจร้อยล้าน

ในวันที่หลายคนมองหาสูตรสำเร็จของการทำธุรกิจ ธาม พิชิตสุรกิจ ผู้ก่อตั้งและเจ้าของแบรนด์ White Lab กลับเล่าเส้นทางของตัวเองอย่างเรียบง่ายว่า สิ่งที่ทำให้เขามาถึงวันนี้ ไม่ใช่เพราะเก่งกว่าคนอื่น แต่เพราะลงมือทำ และไม่หยุดเร็วเกินไป

บทสนทนาในช่วง “โลกไม่ใหญ่เกินไปสำหรับคนใจถึง” ในงาน Wisdom To The Future (WTF Festival)  จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่สร้างแบรนด์ขึ้นมาได้สำเร็จ แต่เป็นเรื่องของคนที่เคยเริ่มจากจุดที่ยากมาก ตั้งแต่ครอบครัวแยกทาง อยู่บ้านญาติด้วยความรู้สึกที่ร้องไห้ทุกวัน ไปจนถึงการแบกรับหนี้ก้อนใหญ่ตั้งแต่อายุ 20 ปี เส้นทางทั้งหมดนี้กลายเป็นฐานคิดสำคัญของการทำธุรกิจในแบบของเขา

คุณธามเล่าว่า ตอนอายุ 19 ปี พ่อแม่แยกทางกัน เขาออกมาอยู่กับแม่ และต่อมาเข้าไปอยู่บ้านญาติ ช่วงนั้นเป็นช่วงโควิด เขาเริ่มขายคอร์สออกกำลังกาย จนเริ่มมีรายได้และเห็นทางบางอย่างในชีวิต ต่อมา เขาได้รับคำชวนให้ลงทุน ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมาก ธามตัดสินใจยืมเงินจากญาติฝั่งแม่กว่า 30 ล้านบาท เพราะเชื่อว่านี่อาจเป็นโอกาสเปลี่ยนชีวิต แต่เมื่อเวลาผ่านไป ธุรกิจกลับไม่เป็นไปตามที่คิด โรงงานมีปัญหา เงินที่ลงทุนไปหายไป และเขากลายเป็นคนที่ต้องแบกรับหนี้จำนวนมากตั้งแต่อายุยังน้อย

จุดนั้นควรเป็นจุดที่เขาถอยกลับไปแล้ว แต่คุณธามเลือกอีกทางหนึ่ง เขาขอกู้เงินเพิ่มอีก 150,000 บาท เพื่อนำไปเรียนรู้ต่อ โดยเชื่อว่าตัวเองยังสามารถขายของและหาเงินกลับมาได้ สุดท้ายเขาสามารถสร้างยอดขายกลับมาได้ 3 ล้านบาท และนำเงินนั้นไปต่อยอดธุรกิจ นี่คือจุดเริ่มต้นของวิธีคิดแบบธาม ไม่ใช่การรอให้พร้อม แต่คือการยอมรับว่าทางข้างหน้ายังไม่ชัด แล้วลงมือทำต่อ

ความสม่ำเสมอคือสิ่งที่แยกคนที่ลองกับคนที่ไปต่อ

หนึ่งในบทเรียนสำคัญที่สุดของคุณธาม คือเรื่องความสม่ำเสมอ เขาเป็นหนึ่งในคนที่เข้ามาทำ TikTok Live ตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ช่วงเริ่มต้นไม่ได้มีคนดูจำนวนมาก แต่สิ่งที่เขาทำคืออยู่กับมันให้นานพอ ทดลองให้นานพอ และทำซ้ำจนเริ่มเห็นกลุ่มลูกค้าของตัวเอง เขาเคยจัดระบบการไลฟ์จนมีช่วงที่ไลฟ์วันละหลายชั่วโมง บางช่วงยาวถึงวันละ 20 ชั่วโมง และสามารถสร้างยอดขายได้สูงถึงเดือนละ 40 ล้านบาท

“หลายคนอาจลองอาทิตย์นึง แล้วบอกว่าอันนี้ไม่ใช่ทางผมเลย แต่สำหรับผม ความสม่ำเสมอสำคัญที่สุด”

สำหรับคุณธาม การไลฟ์ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางขายของ แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้ลูกค้าแบบเรียลไทม์ ต่อให้เริ่มจากคนดูเพียง 10 คน หากเข้าใจคนกลุ่มนั้นจริง และเปลี่ยนให้เป็นลูกค้าประจำได้ ธุรกิจก็มีโอกาสเติบโตจากฐานที่มั่นคง ความสม่ำเสมอจึงไม่ใช่คำสวย ๆ แต่เป็นกระบวนการทำงาน เป็นการทำซ้ำจนเห็นข้อมูล เห็นลูกค้า เห็นจุดผิดพลาด และเห็นทางไปต่อ

บทเรียนของการปล่อยมือ เพื่อให้ธุรกิจโตต่อ

ช่วงแรกของการทำธุรกิจ คุณธามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง เขาเคยไลฟ์เอง ตอบแชตเอง แพ็กของเอง ขายเอง และจัดการทุกขั้นตอน เพราะในเวลานั้นยังต้องเรียนรู้ธุรกิจจากหน้างาน แต่เมื่อธุรกิจเริ่มโตขึ้น เขาเห็นข้อจำกัดสำคัญว่า ผู้บริหารไม่สามารถทำทุกอย่างเองได้ตลอดไป

คุณธามเรียนรู้ว่า หากมีงานใดที่ทีมสามารถทำแทนได้ในระดับ 80% เขาควรส่งต่องานนั้นออกไป เพื่อเอาเวลาของตัวเองกลับมาใช้กับสิ่งที่สำคัญกว่า ทั้งการพัฒนาสินค้า การวางระบบ และการมองภาพรวมของธุรกิจ

“สมัยก่อนผมมองว่า ถ้าผมไลฟ์เอง ผมได้ชั่วโมงละแสน แต่ถ้าให้ทีมไลฟ์อาจได้ชั่วโมงละสามหมื่น ทำไมผมไม่ไลฟ์เองทั้งวัน แต่พอเราแบ่งให้ทีม เราจะมีเวลาไปหาวิธีอื่นให้ธุรกิจโตได้”

นี่เป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนจากการเป็นคนลงมือทำทุกอย่างเอง ไปสู่การเป็นผู้บริหารที่ต้องรู้จักสร้างระบบ และขยายความสามารถของทีมให้เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจ

สินค้าต้องดีพอสำหรับคนในครอบครัว

เมื่อพูดถึงหลักคิดในการทำสินค้า คุณธามย้ำว่า Product คือเรื่องสำคัญที่สุด หลักการของ White Lab คือ สินค้าต้องใช้ดีจริง และต้องเป็นสิ่งที่เขากล้าให้คนในครอบครัวใช้ เขามองลูกค้าเหมือนคนในครอบครัว ดังนั้นสินค้าที่พัฒนาออกมา จึงต้องตั้งอยู่บนคำถามง่าย ๆ ว่า ถ้าเป็นคนที่เรารัก เราจะให้เขาใช้สิ่งนี้หรือไม่

คุณธามยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ใหญ่ เช่น สินค้าบำรุงสมอง หรือสินค้าที่ช่วยเรื่องการนอนหลับ เพราะเขาต้องการให้คุณแม่ของตัวเองได้ใช้สิ่งที่ดี อีกหนึ่งรายละเอียดที่สะท้อนวิธีคิดของแบรนด์คือ White Lab ใช้งบการตลาดเพียง 6% และเลือกนำทรัพยากรส่วนใหญ่ไปพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ดีและสมราคา

ในมุมของคุณธาม ลูกค้าซื้อสินค้าแล้วต้องใช้สินค้านั้นจริง และสินค้าต้องดีพอให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุณภาพสูงกว่าราคา นี่คือเหตุผลที่เขาให้ความสำคัญกับทีมพัฒนาสินค้า การวางกลยุทธ์ และการรักษาคุณภาพในระยะยาว ขณะเดียวกัน เขายังมองไปถึงเรื่องความยั่งยืน โดยเชื่อว่าในอนาคต ผู้บริโภคจะกลับมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นพื้นฐานมากขึ้น ทั้งธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของแบรนด์

Perfectionist อาจทำให้ไม่ได้เริ่ม

อีกบทเรียนสำคัญที่คุณธามพูดชัดคือ ความเป็น Perfectionist หรือการต้องการให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ อาจกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้คนไม่เริ่มต้น เพราะในธุรกิจ ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรก ทุกอย่างต้องเจอปัญหา ต้องแก้ไข และต้องเรียนรู้ระหว่างทาง

“ความเป็น Perfectionist มันฟังดูดี แต่ผมพูดเลยว่ามันเป็นจุดที่ทำให้เราไม่ทำ หรือไม่เริ่ม เพราะเรากลัวไม่สำเร็จ กลัวที่จะ Fail”

สำหรับคุณธาม คนที่สร้างธุรกิจจนเติบโต ไม่มีใครเริ่มต้นโดยไม่มีปัญหา สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือการลอง ทำผิด แก้ไข และค่อย ๆ พัฒนากระบวนการของตัวเองไปเรื่อย ๆ การลงมือทำจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเห็นปัญหา และปัญหานั้นเองที่จะนำไปสู่การเรียนรู้

ธุรกิจพังได้จากรายละเอียดที่คนมองข้าม

แม้ธุรกิจจะโตขึ้น แต่คุณธามยังให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างมาก เขาบอกว่า ในธุรกิจ ผู้บริหารต้องมองทั้งภาพใหญ่และภาพเล็กไปพร้อมกัน เพราะบางครั้งความผิดพลาดเล็ก ๆ อาจส่งผลต่อทั้งระบบได้ และไม่สามารถโยนความผิดให้ทีมงานได้เพียงอย่างเดียว หากผู้บริหารไม่ได้ลงไปดูรายละเอียดมากพอ

คุณธามยังคงเข้า Social Media และค้นหาชื่อแบรนด์ของตัวเอง รวมถึงชื่อแบรนด์คู่แข่งทุกวัน จนกลายเป็นความหมกมุ่นอย่างหนึ่ง สิ่งนี้สะท้อนวิธีคิดของคนที่รู้ว่าในตลาดจริง คู่แข่งมีอยู่จริง การแข่งขันเกิดขึ้นจริง และหากธุรกิจหยุดพัฒนา หรือชะล่าใจ คู่แข่งก็พร้อมเข้ามาแย่งพื้นที่ได้ทันที สำหรับคุณธาม การตรวจสอบรายละเอียดจึงไม่ใช่งานเล็ก แต่เป็นวินัยของคนทำธุรกิจ

บริหารทีมต้องบริหารความคาดหวัง

อีกประเด็นที่น่าสนใจจากประสบการณ์ของคุณธาม คือเรื่องการบริหารทีม เมื่อธุรกิจโตเร็ว งานมากขึ้น และแรงกดดันสูงขึ้น ทีมอาจเกิดภาวะหมดไฟได้ โดยเฉพาะเมื่อความคาดหวังไม่ชัดเจน หรือสูงเกินกว่าที่ทีมรับไหว

คุณธามเรียนรู้ว่า Burnout ไม่ได้เกิดจากการทำงานหนักเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากความคาดหวังที่ไม่ถูกสื่อสารให้ชัดเจน หากวันหนึ่งขายไม่ดี ทีมก็เหนื่อยจากความกดดัน หากวันหนึ่งขายดีมาก ทีมก็เหนื่อยจากงานที่เกินคาด ดังนั้นผู้บริหารจึงต้องพูดให้ชัดว่าองค์กรคาดหวังอะไร ต้องการผลลัพธ์แค่ไหน และอะไรคือระดับที่ทีมยังทำได้โดยไม่หมดพลัง นี่คือบทเรียนของการเติบโตที่ไม่ได้มองเฉพาะยอดขาย แต่ต้องมองคนที่อยู่ในระบบไปพร้อมกัน

คิดใหญ่เพื่อบังคับให้สมองหาเส้นทางใหม่

คุณธามเชื่อว่า การตั้งเป้าหมายใหญ่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นวิธีบังคับให้สมองคิดต่างจากเดิม เขายกตัวอย่างว่า หากตั้งโจทย์ว่าจะหาเงินให้ได้จำนวนเล็ก สมองก็จะคัดกรองวิธีคิดและทางเลือกในระดับหนึ่ง แต่หากตั้งโจทย์ให้ใหญ่ขึ้น สมองจะถูกบังคับให้มองหาวิธีที่แตกต่างออกไป

แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับเรื่องราวของ Cliff Young เกษตรกรชาวออสเตรเลียวัย 61 ปี ที่ลงแข่งขันวิ่งระยะทาง 875 กิโลเมตรจากซิดนีย์ โดยไม่มีทีมโค้ช ไม่มีหมอ และไม่มีนักโภชนาการเหมือนนักกีฬามืออาชีพ แต่กลับชนะการแข่งขัน เพราะเข้าใจว่าการแข่งขันนี้ไม่อนุญาตให้นอนพัก จึงวิ่งต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ และพักเพียงช่วงสั้น ๆ เท่าที่จำเป็น

เรื่องนี้ทำให้คุณธามเห็นว่า หลายครั้งสิ่งที่จำกัดมนุษย์ไม่ใช่ความสามารถจริง ๆ แต่คือกรอบความคิดที่ตั้งไว้กับตัวเอง หากตั้งเป้าเล็ก วิธีคิดก็จะเล็กตาม แต่หากตั้งเป้าใหญ่พอ แม้ไปไม่ถึงทั้งหมด ก็อาจพาตัวเองไปได้ไกลกว่าที่เคยคิดไว้มาก

ผมไม่ได้เก่งกว่าคุณผมแค่ทำ

ช่วงท้าย คุณธามฝากถึง Gen Z และคนรุ่นใหม่ที่อยากเริ่มต้นธุรกิจไว้อย่างตรงไปตรงมา

“ทำ ทำง่ายมาก ลองคิดง่าย ๆ ทำเลยครับ เพราะคิดเยอะมันไม่มีเวลา ผมไม่ได้เก่งกว่าคุณสักคนเลย เอาจริง ผมแค่ทำ พอผมทำแล้วการปรับมันได้”

ประโยคนี้อาจเป็นแก่นที่ชัดที่สุดของวิธีคิดแบบคุณธาม White Lab เขาไม่ได้บอกว่าตัวเองเก่งที่สุด ไม่ได้บอกว่าทุกอย่างง่าย และไม่ได้ปฏิเสธว่าการทำธุรกิจเหนื่อย แต่สิ่งที่เขาย้ำคือ การคิดมากเกินไปอาจทำให้ไม่เหลือเวลาให้การลงมือทำ

เส้นทางของคุณธามจึงไม่ใช่เรื่องของคนที่ไม่เคยพลาด แต่เป็นเรื่องของคนที่พลาดแล้วไม่หยุด เป็นหนี้แล้วไม่ถอย ทำซ้ำจนเห็นทาง และค่อย ๆ สร้างธุรกิจจากการลงมือทำจริง

โลกอาจไม่ได้เล็กหรือใหญ่เกินไปสำหรับใคร สิ่งสำคัญคือ ใครเริ่มก่อน และใครทำต่อเนื่องได้นานพอ.

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ท็อปส์ส่ง ‘LOOKS’ สแตนด์อโลน รุกบิวตี้แสนล้าน ประเดิมสาขาศรีสมาน

xTool วางไทยเป็นฐานอาเซียน ส่งเลเซอร์ AI หนุน SME ลุยตลาดคัสตอม

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar