TH | EN
TH | EN
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกBusinessPersonalized Insurance เทรนด์สำคัญที่ผู้ให้บริการประกันภัยควรรู้

Personalized Insurance เทรนด์สำคัญที่ผู้ให้บริการประกันภัยควรรู้

ปัจจุบันการออกแบบประกันขับขี่ตามผู้บริโภค หรือที่เรียกว่า Customer Centric Insurance กำลังเป็นแนวทางที่ถูกนำมาใช้มากขึ้นในวงการ โดยเน้นที่ความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้าเป็นหลัก และพฤติกรรมเหล่านั้นมีความจำเพาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่มที่เข้ามาซื้อประกันภัยหรือที่เราเรียกว่า Personalized Insurance การนำแนวคิดนี้มาใช้ในการออกแบบประกันภัยสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นและเพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้า แถมยังเป็นแนวทางที่สามารถทำให้ธุรกิจสร้างผลกำไรได้มากขึ้น

ต้นแบบการออกแบบประกันภัยแบบ Personalized Insurance จาก 3 ผู้เชี่ยวชาญ

1. ประกันภัยวิวัฒน์ ต้นแบบประกันรถเปิดปิดในไทย เทพพันธ์ อัศวะธนกุล รองกรรมการผู้อำนวยการ ประกันภัยวิวัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบัน ปัญหาหลักที่ทำให้ผู้คนไม่ทำประกันภัยรถยนต์คือ เบี้ยประกันที่สูง เนื่องจากมีผู้ทำประกันน้อย ทำให้การจัดการความเสี่ยงไม่เพียงพอ และคนเข้าถึงประกันได้น้อยลง ทั้งนี้ ผู้ใช้รถยนต์มากกว่า 90% ที่จ่ายเบี้ยประกันกลับไม่ได้เคลมเงินประกัน กลุ่มผู้ใช้รถยนต์ส่วนใหญ่จึงต้องการทางเลือกที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการและพฤติกรรมการใช้รถของพวกเขาได้อย่างแท้จริง การพัฒนาบริการประกันภัยแบบเปิด-ปิดตามการใช้งานจริงเป็นทางเลือกใหม่ที่สามารถแก้ไขปัญหาการเข้าถึงประกันภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการจ่ายเบี้ยประกันตามการใช้งานจริงและการประเมินความเสี่ยงที่แม่นยำ ทำให้ผู้ใช้รถยนต์สามารถเข้าถึงบริการประกันภัยได้ง่ายขึ้น ลดภาระทางการเงิน การคำนวณเบี้ยประกันจะอิงตามพฤติกรรมและการใช้งานรถยนต์จริง ๆ ทำให้สามารถจ่ายเบี้ยประกันได้ถูกลงและมีการครอบครองความเสี่ยงที่ดีขึ้น

ตัวอย่างเช่น คนทำงานที่ใช้รถเพียง 3-4 ชั่วโมงต่อวัน สามารถเลือกจ่ายเบี้ยประกันตามเวลาที่ใช้จริง ทำให้เบี้ยประกันถูกกว่าการจ่ายแบบรายปี การใช้เทคโนโลยีในการติดตามพฤติกรรมการขับขี่และการใช้รถช่วยให้สามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ และปรับเบี้ยประกันให้เหมาะสมกับการใช้งาน

2. อินชัวร์เวิร์ส (insurverse) ประกันภัยออนไลน์ 100% แห่งแรก เครือเดียวกับทิพยประกันภัย ที่สามารถเลือกและปรับแผนประกันได้ด้วยตัวเองและยังเคลมรวดเร็วผ่านแอป มุ่งเน้นการขายประกันภัยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เพียงอย่างเดียวเนื่องจาก การระบาดของโควิด-19 ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคอย่างมาก ผู้คนหันมาซื้อประกันผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น จากการวิจัยพบว่าจำนวนผู้ซื้อประกันออนไลน์เพิ่มขึ้นจาก 20% เป็น 50% ในช่วงการระบาดของโควิด-19 นี่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความต้องการของผู้บริโภคในการใช้บริการประกันภัยออนไลน์ อินชัวร์เวิร์ส จึงให้บริการทำประกันรถยนต์หรือประกันประเภทอื่นๆ โดยการบริการทั้งหมดสามารถทำได้ผ่านเว็บไซต์ ทำให้กระบวนการซื้อประกันเป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือ กลุ่ม Digital Native ซึ่งเป็นกลุ่มที่คุ้นชินกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล พวกเขารู้สึกว่าในปัจจุบันมีสินค้าหลายประเภทที่พวกเขาไม่ได้ใช้งานแต่ยังต้องจ่ายเงิน นี่จึงเป็นเหตุผลที่อินชัวร์เวิร์สนำเสนอการซื้อประกันภัยแบบ Personalized ตั้งแต่เริ่มต้นบริการ ด้วยการออกแบบประกันภัยที่สามารถปรับแต่งได้เองตามความต้องการของลูกค้า รวมถึงงบประมาณที่ลูกค้าสามารถกำหนดได้เอง ภายใต้คอนเซ็ปต์ DIY

3.ซันเดย์ประกันภัย มีบริการแผนประกันภัยที่เหมาะกับความเสี่ยงของแต่ละคน ได้นำเทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้ในการประเมินความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละคน เพื่อเสนอเบี้ยประกันที่เหมาะสมและตรงกับความต้องการของลูกค้า ใช้ข้อมูลหลายมิติในการประเมินความเสี่ยงของลูกค้า เช่น ข้อมูลประเภทรถ ที่อยู่ของลูกค้า ซึ่งช่วยให้สามารถประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่อยู่อาศัย เช่น เขตนั้นมีน้ำท่วมหรือไม่ หรือมีเปอร์เซ็นต์การหายของรถจากฐานข้อมูลของรัฐหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีการใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลอื่นๆ เพื่อสร้างประสบการณ์แบบ Personalized หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือ ซันเดย์ประกันภัยใช้ข้อมูลวันเกิดของลูกค้าเพื่อดูปีชงและวิเคราะห์ว่าลูกค้ามีโอกาสเกิดอุบัติเหตุบ่อยกว่าคนอื่นหรือไม่ ทำให้สามารถเสนอประกันภัยที่เหมาะสมได้ อีกทั้งการให้ข้อมูลในหลายแง่มุมบนเว็บไซต์เพื่อเสนอขายประกันภัยที่เหมาะสมกับลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญ ข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยในการประเมินความเสี่ยง แต่ยังช่วยในการสร้างประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัวสำหรับลูกค้า ทำให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจและได้รับการคุ้มครองที่เหมาะสมที่สุด

Personalized Insurance ช่วยเพิ่มโอกาสให้กับอุตสาหกรรมประกันภัย

ปัจจุบันมีผู้ใช้งานรถยนต์เพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 20 ล้านคัน แต่กลับมีผู้ถือครองกรมธรรม์ประกันภัยน้อยกว่าครึ่งของจำนวนทั้งหมด นี่เป็นโอกาสสำคัญสำหรับบริษัทประกันภัยที่จะพัฒนาสินค้าและบริการให้ผู้คนเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งาน และมอบการป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะสบกับปัจจเจกบุคคล ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มจำนวนผู้ถือกรมธรรม์ แต่ยังเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมประกันภัยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ความท้าทายที่สำคัญในอุตสาหกรรมประกันภัยในปัจจุบันคือการเข้าถึงผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มีลักษณะจำเพาะ เกิดความต้องการที่หลากหลายมากมาย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า การพัฒนาโปรดักซ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริงจึงเป็นสิ่งจำเป็น บริษัทประกันภัยควรทำความเข้าใจพฤติกรรมการใช้งานรถยนต์และความต้องการของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง เพื่อสร้างโปรดักซ์ที่เหมาะสมและมีความยืดหยุ่น

ตัวอย่างเช่น การเสนอแผนประกันภัยที่ปรับตามพฤติกรรมการขับขี่ตัวอย่างจากประกันภัยวิวัฒน์ ที่มีประกันรถแบบเปิดปิด หรือการให้ส่วนลดสำหรับผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมการขับขี่ดี รวมถึงการให้บริการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพตัวอย่างจากอินชัวร์เวิร์ส (insurverse) ประกันภัยออนไลน์ 100% ตอบสนองแบบรวดเร็ว หรือการเปิดให้ลูกค้าได้ออกแบบประกันภัยที่ลูกค้าต้องการได้แบบอิสระจัวอย่างจากซันเดย์ประกันภัย มีบริการแผนประกันภัยที่เหมาะกับความเสี่ยงของแต่ละคน

Insurance Bureau System : IBS คืออะไร? มีความสำคัญอย่างไรต่อวงการประกันภัย

ระบบฐานข้อมูลการประกันภัย หรือ Insurance Bureau System (IBS) คือระบบที่เก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัยจากบริษัทประกันภัยหลายแห่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน ข้อมูลเหล่านี้อาจรวมถึงข้อมูลกรมธรรม์ ข้อมูลการเคลม การประเมินความเสี่ยง และสถิติที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย ระบบ IBS ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลที่สามารถใช้เพื่อวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมประกันภัย หากมีการใช้ข้อมูลอย่างครบถ้วนและแม่นยำจะช่วยให้บริษัทประกันภัยต่าง ๆ ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า สามารถป้องกันการทุจริตที่อาจเกิดจากลูกค้าหัวหมอ

ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ลูกค้าเคลมประกันรอบคันกับบริษัทประกันเจ้า A แล้วภายในหนึ่งปีต่อมาเคลมประกันกับเจ้า B ต่ออีก ลักษณะนี้ทำให้บริษัทประกันเสียผลประโยชน์ แต่หากระบบ IBS เข้ามาเชื่อมต่อข้อมูลเหล่านี้ จะทำให้สามารถติดตามประวัติการเคลมของลูกค้าได้ดีขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้เพิ่มขึ้น

แม้ว่าระบบ IBS จะมีข้อดีมากมาย แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลจากกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่ยังไม่อนุญาตให้เก็บข้อมูลการขับขี่รายบุคคลได้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล แต่ในอนาคต หากสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ในเชิงประโยชน์ของลูกค้าได้ จะเป็นผลดีอย่างมาก

Data ที่ได้มาจากการทำ Personalized Insurance สามารถต่อยอดได้อย่างไร

ในการใช้ข้อมูลจากการทำ Personalized ในวงการประกันภัยสามารถนำไปต่อยอดในหลายด้าน ทำให้ทั้งบริษัทประกันภัยและผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุดหลายมิติ อาทิการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการขาย การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่และการขยายตลาด และการเข้าใจลูกค้าและเพิ่มความพึงพอใจ

เทพพันธ์ อัศวะธนกุล กล่าวว่า ข้อมูลจากการทำ Personalized สามารถนำมาต่อยอดได้มากมาย เช่น การสร้างแพคเกจที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าในกลุ่ม Nano Segment ที่ต้องการบริการเฉพาะทาง การทำเช่นนี้ช่วยลดต้นทุนในการผลิตแพคเกจที่ไม่จำเป็น และรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ การทำ Cross Sale ยังสามารถจัดหาแพคเกจที่ลูกค้าสนใจได้ทันที ทำให้ลูกค้าได้รับสินค้าที่ตรงใจ ในขณะที่บริษัทสามารถลดต้นทุนและเพิ่มอัตราการเปลี่ยนแปลง (Conversion Rate) ได้มากขึ้น

สุรเดช พานิช Chief Data Officer ซันเดย์ประกันภัย กล่าวว่า การนำข้อมูลมาต่อยอดจะเป็นประโยชน์ทั้งต่ออุตสาหกรรมและผู้บริโภค ตัวอย่างเช่น การประกันรถยนต์แบบเปิด-ปิด ซึ่งเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สามารถเพิ่มการขายแบบ Top-Up ตามการใช้งานจริง หรือการทำ Cross Sale กับประกันประเภทอื่นๆ เช่น ประกันคุ้มครองบ้านเมื่อขับรถออกจากบ้าน หรือประกันสัตว์เลี้ยงที่กำลังเป็นที่นิยม ข้อมูลจากลูกค้าจะช่วยให้สามารถดีไซน์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์และเพิ่มการเข้าถึงได้มากขึ้น ส่งผลให้ GDP ของประเทศเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของตลาดประกันภัย

กิตตินันท์ ภู่พงศ์พันธ์กุล กรรมการผู้จัดการ อินชัวร์เวิร์ส กล่าวว่าการทำ Personalized ช่วยให้ลูกค้าเข้าใจถึงความเสี่ยงและความต้องการของตนเองมากขึ้น เมื่อมีข้อมูลที่หลากหลายและครบถ้วน บริษัทประกันภัยสามารถเสนอขายผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง ซึ่งไม่เพียงแต่เพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้า แต่ยังช่วยให้การบริหารการขายมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ทิศทางของวงการประกันภัยระดับโลก และอนาคตที่คาดหวัง

กิตตินันท์ กล่าวถึง แนวโน้มและความท้าทายในอนาคตของวงการประกันภัย ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้ ในระดับโลก วงการประกันภัยกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วด้วยการนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้ในการปรับปรุงบริการและผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซีย ที่มีความยืดหยุ่นในการออกกรมธรรม์มากกว่าประเทศไทย แถมข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าจากช่องทางดิจิทัลมีความสำคัญมากขึ้น การนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าจะกลายเป็นมาตรฐานในอนาคต ดังนั้นการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์ข้อมูลและปรับปรุงบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าจะเป็นสิ่งที่ทุกบริษัทประกันภัยต้องนำมาใช้

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เทรนด์ประกันภัยปี 2024 – 2025

จาก Net Zero สู่ Net Positive เพื่อก้าวสู่เส้นทาง Sustainability อย่างสมบูรณ์

STAY CONNECTED

0แฟนคลับชอบ
440ผู้ติดตามติดตาม
spot_img

Lastest News

MUST READ