TH | EN
TH | EN
หน้าแรก Interview ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ กับ บทบาทของ “สถาบันไทยพัฒน์” เรื่อง “ความยั่งยืน”

ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ กับ บทบาทของ “สถาบันไทยพัฒน์” เรื่อง “ความยั่งยืน”

หากเอ่ยถึงความยั่งยืนเชื่อแน่ว่าไม่มีใครไม่รู้จักสถาบันไทยพัฒน์ องค์กรสาธารณะประโยชน์ ที่ขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่านงานวิชาการ ที่ชื่อ “สถาบันไทยพัฒน์” 

สถาบันไทยพัฒน์เกิดมาด้วยการทำวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR ซึ่งถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 10-20 ปีก่อน จะพบว่านึกว่าคำนี้ยังเป็นคำที่สดใหม่อยู่ ถ้าเทียบกับปัจจุบันนี้ อาจจะมีการรับรู้ไปในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นการที่จะหยิบคำว่า CSR มาพูดในสมัยปัจจุบัน จะคล้าย ๆ กับเรื่องของคุณธรรมจริยธรรมในสมัยก่อน ที่รู้สึกว่าพูดไปเข้าใจ แต่พอเป็นนามธรรม จะหยิบฉวยมาปฏิบัติเป็นรูปธรรมได้ ต้องอาศัยโมเดลอะไรบางอย่างที่ทำให้เกิดการแปรสภาพให้มันจับต้องได้ 

สถาบันไทยพัฒน์เป็นองค์กรสาธารณะประโยชน์ เป็นองค์กรที่ค่อนข้างจะขับเน้นทางด้านวิชาการ พยายามสร้างความยั่งยืนในลักษณะเข้าไปมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนกับภาคเอกชนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของสถาบัน ในการที่จะช่วยเติมในเรื่องของความรู้ความเข้าใจเครื่องไม้เครื่องมือ และในเรื่องของตัวอย่างกรณีศึกษาที่สามารถจะทำให้เขาลงมือปฏิบัติได้โดยที่ไม่ต้องไปลองผิดลองถูก เสียเวลา เสียงบประมาณ โดยเปล่าประโยชน์

ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวกับ The Story Thailand ว่า ความยั่งยืนเป็นผลจากการดำเนินการอะไรบางอย่างซึ่งอาจจะต้องมีเหตุ เช่น เรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคม การคำนึงถึงการประกอบการทางธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แล้วทำให้เกิดผลบางอย่าง ทั้งสิ่งแวดล้อมอยู่ได้ สังคมมีความอยู่ดีมีสุข ในขณะที่องค์กรซึ่งเป็นสมาชิกของสังคมสามารถที่จะดำเนินธุรกิจไปได้อย่างราบรื่น ทุก ๆ องคาพยพ ในระบบนิเวศเป็นไปอย่างมีปกติสุข โดยทำให้สามารถที่จะคงสภาพสิ่งนี้ เคลื่อนจากอดีต ปัจจุบัน และไปถึงอนาคต

“พอเรามาทำเรื่องความยั่งยืน เราก็ต้องยืนตรงนั้นจริง ๆ จุดยืน คือ เราต้องการทำให้ธุรกิจ สร้างผลกระทบให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมในลักษณะที่เป็นไปด้วยความยั่งยืนจริง ๆ” ดร.พิพัฒน์ กล่าว

สถาบันไทยพัฒน์จำแนกเรื่องการขับเคลื่อนความยั่งยืนออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ การการขับเคลื่อนที่อยู่นอกกระบวนการ (CSR after-process)  ที่เกิดขึ้นภายหลังจากการทำธุรกิจไปแล้ว กับการขับเคลื่อนที่ฝังตัวอยู่ในกระบวนการ (CSR in-process) ถ้าพูดในแง่ของพนักงานหรือ ปัจเจกบุคคล คือเป็นการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนในหน้าที่ เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องไปอาศัยเวลานอกเวลางานทำ ไม่ต้องไปอาศัยงบประมาณอื่นนอกเหนือจากงบประมาณที่ใช้ในการทำงาน 

สิ่งที่สถาบันไทยพัฒน์เน้น คือ ทำอย่างไรถึงทำให้เกิด CSR in-process เกิดขึ้นในกระบวนการธุรกิจโดยไม่ได้มองเรื่องของ CSR after-process เป็นสรณะ พูดง่าย ๆ คือ ไม่ได้ให้องค์กรไปยึดว่า การบริจาค คือ สุดท้ายหลักของเรื่องของการสร้างประโยชน์ให้กับสังคม 

“เพราะก็รู้อยู่ว่าหลาย ๆ ครั้งการบริจาคด้วยตัวเงิน ด้วยสิ่งของ มันอาจจะช่วยแก้ปัญหาระยะสั้น เฉพาะหน้า แต่ระยะยาวอาจจะส่งผลในทางตรงกันข้าม คืออาจจะทำให้คนที่ได้รับตรงนั้น อาจจะมีความคิดอีกแบบหนึ่ง ว่าฉันก็รอรับความช่วยเหลืออยู่ตลอด มีคนมาช่วยอยู่ตลอด ก็อาจจะไม่ได้ทำให้เกิดความเข้มแข็งระยะยาว เพราะฉะนั้นบทบาทของเราคือพยายามจะเน้นในจุดที่ทำยังไงถึงให้ธุรกิจมีการสร้างให้เกิดความรับผิดชอบต่อสังคม หรือการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืน อยู่ในกระบวนการธุรกิจเลย”  ดร.พิพัฒน์ กล่าว

CSR กับ ESG

ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า CSR ประกอบด้วยคำว่า Corporate, Social Responsibility คือ บทบาทของภาคธุรกิจหรือองค์กรอื่นใดที่จะมีหน้าที่รับผิดชอบกับสังคม คำว่า สังคมในที่นี้ ในมิติของ CSR หมายถึง ผู้มีส่วนได้เสียที่องค์กรเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นพนักงานของตัวเอง ลูกค้า คู่ค้า ชุมชนที่อยู่รายรอบสถานประกอบการ มีส่วนได้เสีย (stakeholder) เหล่านี้ มีส่วนในการที่จะส่งผลได้ผลเสียต่อองค์กร ทั้งในเชิงที่เป็น active และ passive คือ ตัวเองส่งผลด้วย ขณะเดียวกันคนอื่นก็ส่งผลกับตัวเองด้วย ไป-กลับ เพราะฉะนั้น CSR จึงเป็นมิติ ในเรื่องของการปฏิบัติที่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้เสียทุก ๆ ที่องค์กรเข้าไปเกี่ยวข้อง 

ในขณะที่ ESG ซึ่งเป็นคำที่เกิดขึ้นมาระยะหลังจาก CSR ไม่นาน มันถูกบัญญัติขึ้นมาโดยสังคมของผู้ลงทุน investment community ที่ย่อมาจาก Environmental Social Governance คือ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล  คือ สิ่งที่ผู้ลงทุนต้องการ จากการเข้าไปลงทุนในบริษัทต่าง ๆ  คาดหวังว่าต้องการให้บริษัทดำเนินธุรกิจไปได้โดยคำนึงถึงประเด็น สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพราะว่านักลงทุนกลุ่มนี้มีความเชื่อว่า ธุรกิจอาจจะไม่ยั่งยืน ถ้าคำนึงถึงแต่การเติบโต หรือเรื่อง bottom line ที่เป็น profit อย่างเดียว โดยไปเอาเปรียบลูกค้า ไม่ดูแลคู่ค้าของตัวเองให้ดี ท้ายที่สุด องค์กรก็จะอยู่ไม่ได้ ธุรกิจก็จะอยู่ไม่ได้ 

คำว่า ESG จึงเป็นคำที่ถูกบัญญัติขึ้นมาโดยกลุ่มผู้ลงทุนที่ต้องการจะดูผลของการดำเนินงานว่าองค์กรธุรกิจทำธุรกิจได้กำไร และดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล อย่างดีด้วยหรือไม่ 

“ถ้าจะให้สรุปคำว่า CSR คือ ภาคปฏิบัติ ESG คือ ภาคข้อมูล ที่เป็นผลจากการปฏิบัติเรื่อง CSR สำหรับผู้มีส่วนได้เสียแต่ละกลุ่ม เพราะฉะนั้นเวลาที่เราคุยกัน ภาษา ESG หมายความว่าเป็นการสื่อสารระหว่างผู้ลงทุนกับองค์กร องค์กรต้องให้ข้อมูลบางอย่างในมิติของ ESG ให้กับผู้ลงทุน ซึ่งผู้ลงทุนควรจะได้เอามาใช้เป็นข้อมูลการใช้ประกอบการตัดสินใจในการลงทุน ซึ่งข้อมูล ESG เหล่านั้นมาจากผลการดำเนินงาน ให้ชัดลงไปก็คือผลการดำเนินงาน CSR in process เพราะว่าผู้ลงทุนอาจจะไม่ได้ไปสนใจว่าบริษัทจะไปบริจาคที่ไหน หรือเอากำไรที่ตัวเองได้ไปให้ชุมชนใด เพราะว่าอันนั้นน่าจะมีผลที่ทำให้กำไรของผู้ลงทุนลดลงด้วยซ้ำจากการที่บริษัทจัดสรรไปให้กับชุมชนด้วย” ดร.พิพัฒน์ อธิบาย

หากเป็น  CSR in process หมายความว่า องค์กรสามารถสร้างผลกระทบให้กับสังคม ในขณะเดียวกันก็เปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นให้มาเป็นผลการดำเนินงานหรือผลประกอบการองค์กรที่ผู้ลงทุนต้องการด้วย 

“เพราะฉะนั้นคำว่า CSR กับ ESG คือคำที่มันอยู่ในแพลตฟอร์มเดียวกัน แต่ว่าการหยิบคำขึ้นมาสื่อสารมันอาจจะมองที่ผู้มีส่วนได้เสีย ว่ากำลังสื่อสารกับใคร เพราะฉะนั้น ถ้าเราพูดถึง CSR ก็จะหมายถึง เราสื่อสารกับทุกกลุ่มขององค์กร ชุมชน ลูกค้า พนักงาน แต่พอเรามีคำว่า ESG ขึ้นมาก็อาจจะมองว่าเป็นการสื่อสาร สื่อความ ถึงผลการดำเนินงาน ระหว่างองค์กรที่ยังมีต่อนักลงทุน” ดร.พิพัฒน์ กล่าว

ภูมิทัศน์ ESG ในประเทศไทย

ณ วันนี้ภูมิทัศน์การตื่นรู้และลงมือทำเรื่องความยั่งยืน ซึ่งควบรวมทั้ง CSR และ ESG ของประเทศไทยยังอยู่ในสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มหนึ่งทำเพื่อต้องการเสริมสร้างภาพลักษณ์ โดยอาจจะไม่ได้เน้นเรื่องการลงมือปฏิบัติเพื่อให้ได้ผลกระทบทางบวกหรือลดผลกระทบทางลบต่อสังคมอย่างจริงจังเท่าใดนัก อาจจะเป็นลักษณะลูบหน้าปะจมูก ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งลงมือปฏิบัติจริง ๆ  อาจจะไม่ต้องสนใจเรื่องภาพลักษณ์มาก แต่เน้นว่าทำแล้วสังคมก็จะ รับรู้เอง 

เทรนด์ของ COP26 หรือ Climate Change หรือ Net Zero เป็น factor ที่จะทำให้องค์กรใน ทั่วโลกและเมืองไทยตื่นตัวกับการทำ ESG มากขึ้นมากน้อยแค่ไหน ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า ต้องแยกกันระหว่างที่เป็นปรากฏการณ์จริง ๆ ที่โลกได้รับผลกระทบจากการประกอบธุรกิจหรือการทำอุตสาหกรรม หรือผลกระทบทางสภาวะแวดล้อมที่มาจากภาคอื่น ๆ เช่น ภาคเกษตรกรรม เป็นต้น ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน แต่ถ้ามองในมุมของการตอบสนองต่อภาวะเหล่านี้ ในความเป็นจริง คือ กลุ่มหนึ่งทำจริง อีกกลุ่มก็น่าจะทำเพื่อให้ได้ภาพว่าทำ 

แต่ทว่าเทรนด์ใหญ่ที่เป็นเทรนด์รวมไปในทิศทางที่มีส่วนในการร่วมแก้ปัญหามากขึ้น จากเดิมที่หลายองค์กรธุรกิจแบบไม่ได้สนใจหรือตระหนักในปัญหาเหล่านี้ ก็เริ่มที่จะมีส่วนรับรู้ และมีส่วนที่รู้สึกว่าตัวเองจะต้องมีหน้าที่ มี obligation ในการเข้าไปแก้ไขปัญหาตรงนี้ มากกว่าที่เป็นอยู่เดิม 

“แต่จากประสบการณ์ที่อยู่ในแวดวงเรื่องความยั่งยืน ผมก็เห็นว่า เนื่องจากธุรกิจก็คือธุรกิจ อาจจะมีการทำ business as usual ตราบใดก็ตามที่การเข้าไปร่วมแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมไม่ไปกระทบกับ bottom line ก็คงไม่ขัดข้อง แต่เมื่อใดก็ตามที่ที่การเข้าไปร่วมแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม แล้วไปมีผลกระทบกับกำไร หรือทำให้บริษัทอาจจะมีความสั่นคลอนในเรื่องของการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ผมคิดว่าธุรกิจก็ต้องเลือกอันหลังก่อน ก็เป็นธรรมชาติที่ว่า เนื่องจากตัวเองสวมหมวกในการดำเนินธุรกิจ เป็นภาคเอกชน” ดร.พิพัฒน์ กล่าว

เพราะฉะนั้นผลประโยชน์หลักของภาคเอกชน คือเรื่องของกระแสของกำไร วันนี้จึงเกิดแนวคิดที่ว่า ทำอย่างไรให้การแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมไปด้วยกันกับเรื่องของการเติบโตและการแสวงหากำไร แนวทางนี้จึงเกิดเป็นแนวทางที่สร้างให้เกิดการยอมรับของธุรกิจมากขึ้นจากเดิม ที่ว่าจะต้องมีการ trade-off ระหว่างเลือกที่จะโต เลือกที่จะมีกำไร กับเรื่องที่จะใช้ งบประมาณในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม 

สมดุลระหว่างความยั่งยืนและการเติบโตทางธุรกิจ

ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า แนวคิดที่ว่าการที่เราจะดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กับการสร้างการเติบโต และการแสวงหาผลกำไร มันสามารถทำได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ควรจะต้องทำ ไม่ใช่การไปบอกองค์กรธุรกิจว่า เปลี่ยนจากการไม่ทำกำไรเป็นการดูแลสังคม แต่จะต้องไปโน้มน้าวเขาว่าจะทำอย่างไรถึงทำให้เขามีกำไรที่ดีที่สุด ไม่ใช่สูงที่สุด ดีที่สุด สำหรับการที่เขาจะใช้องค์กรธุรกิจของเขา ในการที่จะร่วมดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน 

“เพราะฉะนั้น ด้วยวิธีนี้มันจะทำให้เขาไม่เกิดการ de-coupling หรือ trade-off ที่ต้องเลือกว่า ฉันจะทำธุรกิจมากกว่าสังคม อันนี้คือเขาสามารถดูแลสังคมไปพร้อม ๆ กับการทำธุรกิจ ผมว่าแนวทางนี้จะเป็นแนวทางที่จะเป็นที่ยอมรับมากกว่า ในมุมของธุรกิจส่วนใหญ่ อันนี้เราไม่ได้พูดถึงธุรกิจที่ว่าเขามีความมุ่งมั่น หรือความมุ่งหวังทางสังคม ความมุ่งประสงค์ทางสังคม หรือ social purpose ที่แรงกล้าอยู่แล้ว  เป็นองค์กรธุรกิจลักษณะพิเศษที่เราเรียกว่า social enterprise ซึ่งก็มีอยู่ในสังคมเหมือนกัน แต่อาจจะมีจำนวนไม่มาก” ดร.พิพัฒน์ กล่าว

บทบาทของความยั่งยืนต่อโลกนี้ มันเป็นสิ่งที่ควรจะเป็นหรือเป็นสิ่งที่จำเป็น ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า ถ้าถามคำถามนี้ ตอนที่ยังอยู่ในยุคเกษตรกรรม คนคงไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน ก็ในเมื่อมีทรัพยากรให้ใช้อย่างมากมายเหลือเฟือ มลภาวะก็ไม่ได้เกิดขึ้นในขณะนั้น การที่จะมีผู้คนลุกขึ้นมาเพื่อทวงถามความรับผิดชอบต่อสังคมหรือการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมในขณะนั้น คงเป็นเรื่องที่แปลกเหมือนกัน 

แต่ปัจจุบัน โลกได้มีพัฒนาการตั้งแต่ยุคเกษตรกรรมอุตสาหกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ จนมาถึงยุคที่ทุกอย่างมันฉับพลันทันด่วนและพลวัตมาก ผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่สะสมมานานจนถึงจุดที่มันเผยตัวเองขึ้นมาสร้างผลกระทบต่อผู้คนกลับแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนจะลุกขึ้นมาบอกว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำ เพราะไม่เช่นนั้นคนรุ่นหลังก็จะอยู่บนโลกใบนี้ไม่ได้ 

“ผมยังจินตนาการเหมือนในหนังบางเรื่องด้วยซ้ำว่า อนาคตอาจจะช่วง 20- 30 ปีหน้า เราอาจจะต้องไปอยู่ใต้ดิน ไม่สามารถจะอยู่บนดิน เพราะด้วยฝุ่น ด้วยแดดที่แรง วันนี้เราก็เหมือนกับอยู่ใต้ดินส่วนหนึ่ง เวลาที่เราไปขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน หรือห้างสรรพสินค้า หรือมอลล์ที่ไปสร้างอยู่ในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ก็เป็นการทดลองจำลองสภาพของการเป็นอยู่ในอนาคตก็เป็นได้” ดร.พิพัฒน์ กล่าว

เพราะฉะนั้น ความยั่งยืนเป็นสิ่งจำเป็น แต่จะทำได้แค่ไหน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ขึ้นอยู่กับความตระหนักของผู้คนในยุคนี้ และการพัฒนาที่ยั่งยืน ควรเอาโลกและสิ่งแวดล้อมมเป็นศูนย์กลาง หลายภาคส่วนเริ่มตระหนักแล้วว่าถ้าโลกอยู่ไม่ได้ ไม่มีโลกสำรอง เพราะฉะนั้นการที่จะเอาคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา อาจจะไม่ใช่ประเด็นหลัก ต้องมองว่าทำอย่างไรถึงทำให้ระบบนิเวศอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข โดยมนุษย์หรือคนเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล 

สำนึกเรื่องความยั่งยืนสร้างได้ไหมนั้นขึ้นอยู่กับว่าคน ๆ นั้นอยู่ในสภาพแวดล้อมไหน อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความกดดันหรือความไม่กดดันมากน้อยต่างกันอย่างไร 

เพราะฉะนั้น ทำอย่างไรถึงจะปลูกฝังความคิดให้เป็นเรื่องที่ต้องตระหนักว่า ถ้าไม่ทำเรื่องความยั่งยืนตั้งแต่วันนี้ แม้กระทั่งในช่วงชีวิตนี้ก็จะอยู่ไม่ได้เหมือนกัน เพราะว่าวันนี้มีทั้งไวรัสระบาด มีทั้งฝุ่นที่กลับมาอีกแล้ว มีทั้งเรื่องของหมอกควันพิษ มีทั้งเรื่องของน้ำที่ปนเปื้อน

“ถ้าทุกคนลุกขึ้นมาทำด้วยกันหมด พร้อมกันหมด ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ปัญหาในขณะนี้คือว่า คนบางกลุ่ม บางพวกเขาจะรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ถึงจุดที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงก็เลยทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการเปลี่ยนแปลง เกิดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาอยู่ เหมือนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน” ดร.พิพัฒน์ กล่าว

ความอิ่ม (ใจ) ในการทำงานด้านความยั่งยืน

เนื่องจากความมุ่งมั่นที่อยากจะเปลี่ยนแปลงสังคม คือ จุดเริ่มต้นที่ดร.พิพัฒน์ ทำงานเรื่องของความยั่งยืนผ่านสถาบันไทยพัฒน์ คือความอยากจะมีวิธีในการทำธุรกิจที่ไม่แปลกแยกไปจากการทำให้สังคมเป็นปกติสุข ดูรู้สึกอุดมคติก้อนใหญ่ แต่เขาหมายความเช่นนั้นจริง ๆ 

“มีอยู่ช่วงหนึ่งในวัยทำงานของผมเองที่รู้สึกว่า ถ้าเราเลือกที่จะต้องทำธุรกิจ ทำหน้าที่ ทำอาชีพเราให้ดี เงินเดือนสูง ๆ เราต้องสละหรือขจัดอะไรบางอย่างไปในชีวิต ทั้งความอบอุ่นใจของเพื่อนร่วมงาน การที่เราจะต้องมีการแข่งขันกันเพื่อจะชนะอะไรบางอย่าง อาจจะทำให้ในช่วงหนึ่งเราเกิดความแห้งแล้งในจิตใจ รู้สึกว่ามันไม่ใช่คำตอบของชีวิตจริง ๆ”

“เราอยากจะมีองค์กรที่เราสามารถที่จะปลุกปั้นแล้วทำเรื่องนี้ได้จริง ทำให้ทั้งตัวเองมีความสุข และสามารถที่จะสร้างประโยชน์สุขให้กับคนอื่นรอบข้างด้วย เป็นความภาคภูมิใจเล็ก ๆ ที่แม้สถาบันไทยพัฒน์เป็นองค์กรขนาดเล็กประมาณ 10 กว่าคน แต่สามารถเข้าไปช่วยมีส่วนในผลักดันให้องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีพนักงานเป็นหมื่นเป็นแสนคน ขับเคลื่อนไปในทิศทางที่สังคมได้ประโยชน์ หรือสิ่งแวดล้อมได้รับการดูแล ถือเป็นบทบาทของสถานบันไทยพัฒน์ต่อการสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในสังคม” ดร.พิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

บทสัมภาษณ์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ

“พชร อารยะการกุล” CEO รุ่นใหม่ บนภารกิจปั้น “บลูบิค กรุ๊ป” ขึ้นแท่นบริษัทไทยระดับโลก

“นิพนธ์ บุญเดชานันทน์” ซีอีโอ WHAUP ตั้งเป้ายืนหนึ่งผู้นำตลาดพลังงานสะอาดแห่งภูมิภาคเอเชีย

‘มณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ’ กับเป้าหมาย ทำให้ชีวิตคนไทยดีขึ้นด้วยแพลตฟอร์ม

STAY CONNECTED

6,910แฟนคลับชอบ
0ผู้ติดตามติดตาม

Lastest News

LINE MAN ทุ่มงบ 1 แสน หนุน #เราต้องรอด มอบโค้ดส่วนลดค่าส่งยาให้ผู้ป่วย Home Isolation

LINE MAN ทุ่มงบหนุน โครงการ #เราต้องรอด ช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด–19 สายพันธุ์โอมิครอน มอบโค้ดส่วนลดค่าขนส่งยารักษา มูลค่ารวมกว่า 1 แสนบาท ในการเรียกใช้บริการไรเดอร์จาก LINE MAN เพื่อจัดส่งยาถึงบ้านผู้ติดเชื้อโควิด-19 กลุ่มผู้ป่วยสีเขียวอาการไม่รุนแรง ที่ทำการแยกกักตัวรักษาที่บ้านหรือ Home Isolation

ชาวบ้านบ่นหมูแพง… ผู้แบงก์ชาติว่าเสถียรภาพราคายังโอเค

การรับรู้ถึงปัญหาปากท้องหรือค่าครองชีพ ระหว่างชาวบ้านที่อยู่ปลาย ๆ ทางของระบบเศรษฐกิจกับแบงก์ชาติซึ่งมีหน้าที่ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจที่อยู่ต้นทางมักต่างมุมกันเสมอ ช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่ชาวบ้านบ่นเรื่องข้าวของในตลาดที่แพงขึ้นพร้อม ๆ กันทั้งประเทศ โดยเฉพาะราคาเนื้อหมูที่ราคาไต่ระดับขึ้นต่อเนื่อง มาตั้งแต่กลางปีที่แล้วจากประมาณ 150 บาทต่อกิโลกรัม มาอยู่ที่ 200-240 บาทต่อกิโลกกรัม ในปัจจุบัน  ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ราคาครั้งแรกในรอบ 10 ปี ที่ชาวบ้านยากจะยอมรับ ด้วยเหตุนี้หมูแพงจึงเป็นประเด็นร้อนตั้งแต่ในครัวไปจนถึงทำเนียบรัฐบาล

จริงหรือไม่? คริปโทฯ (Cryptocurrency) ใช้พลังงานสูง ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เพราะเหตุใด Cryptocurrency ถึงใช้พลังงานไฟฟ้าสูง ส่งผลกระทบให้โลกร้อนจนนักสิ่งแวดล้อมต้องออกมาเตือน เราหาคำตอบของเรื่องนี้มาให้แล้ว ไปติดตามกันได้เลย

ก.พลังงาน เตรียมจัดงาน Future Mobility Asia 2022 ปูทางไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในเอเชีย

งานนิทรรศการครั้งแรกที่จัดแสดงแนวคิด นวัตกรรม เทคโนโลยี และโซลูชันด้านยานยนต์แห่งอนาคตได้อย่างครอบคลุม

“ซิปโซ่” เอสเอ็มอีกับนวัตกรรมข้าวต้ม Ready to Eat เข้าถึงลูกค้าขายผ่านร้านเซเว่นฯ

ชูจุดขายใช้นวัตกรรม ช่วยคงความหอมและคุณประโยชน์ทางโภชนาการ

เสือลำบาก “เศรษฐกิจแย่-การเมืองยุ่ง”

ขณะที่เรากำลังเผชิญภาวะราคาสินค้าหลายๆตัวขยับเพิ่มสูงขึ้นพร้อม ๆ กันอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์นี้เริ่มมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เมื่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกพุ่งกระฉูด

MG เปิดเกมรุก สร้างระบบนิเวศ EV ครบวงจร พร้อมดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยทัดเทียมตลาดโลก

เอ็มจี ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำสัญชาติจีนเปิดเกมรุกเตรียมสร้างระบบนิเวศรองรับอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ไทยแบบครบวงจร ไล่เรียงตั้งแต่ต้นน้ำด้วยการสร้างโรงงานผลิตรถยนต์แบตเตอร์รี ไปจนถึงปลายน้ำ

แอร์บัส – NTT DOCOMO – SKY Perfect JSAT ร่วมกันศึกษาบริการการเชื่อมต่อไร้สายทั่วโลกบนอวกาศ

ความร่วมมือในการเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ของการร่วมใช้งานบริการเชื่อมต่อจากเทคโนโลยี High-Altitude Platform Stations (HAPS) แห่งอนาคต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการเชื่อมต่อไร้สายบนอวกาศในอนาคต

วีโร่ ลงนามปฏิญญา Clean Creatives

ประกาศจุดยืนร่วมต่อต้านการปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศและการเผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับเชื้อเพลิงฟอสซิล

Amazon Global Selling หนุน SME ไทยโตตลาดโลก

งานประชุม Amazon Global Selling Thailand Seller Conference ในรูปแบบสัมมนาออนไลน์ของ อเมซอน โกลบอล เซลลิ่ง ผ่านไปด้วยความสำเร็จ โดยมี SME ไทยกว่า 5,000 รายให้ความสนใจและเข้าร่วมงาน

MUST READ

เมตาเวิร์สกับโอกาสใหม่ทางธุรกิจในยุคดิจิทัล

แทบทุกธุรกิจต่างก็ได้รับผลกระทบจากพิษโควิดและเศรษฐกิจไปตาม ๆ กันธุรกิจใดที่สามารถปรับตัวได้ทันเรียนรู้ได้เร็วก็จะอยู่รอดได้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาซึ่งอุตสาหกรรมไมซ์และงานอีเวนต์แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

ความต่างระหว่าง “สึนามิจากภูเขาไฟใต้ทะเลปะทุ” กับ “สึนามิจากแผ่นดินไหว”

ท่ามกลางภัยจากโรคระบาดไวรัสโควิด-19 ชาวโลกต้องตื่นตระหนกกับภัยพิบัติธรรมชาติที่น่าสะพรึงกลัวเมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา

7 เทรนด์ที่จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมการรักษาความปลอดภัย และการยืนยันตัวตน ปี 2565

HID Global ได้วิเคราะห์ว่า 7 หัวข้อต่อไปนี้จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรักษาความปลอดภัยในปีนี้และปีต่อ ๆ ไป

7 เทรนด์ส่งผลต่ออุตสาหกรรมการรักษาความปลอดภัยและการยืนยันตัวตนในปี 2565

วิกฤตห่วงโซ่อุปทาน ความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและความต้องการของลูกค้า

เทรนด์ที่อยู่อาศัยยุค Now Normal คนหาบ้าน 2022 ต้องการอะไรเมื่อคิดมีบ้าน?

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) อัปเดตแนวโน้มที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคยุคใหม่ที่น่าจับตามอง
Newsletter

สนใจรับข่าวสารจาก The Story Thailand อัพเดตก่อนใคร สมัคร Newsletter กับเราเพียงกรอกอีเมลเท่านั้น