TH | EN
TH | EN
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกThe Story ReportLooloo แชร์เคสธุรกิจที่ใช้ AI จนประสบความสำเร็จ แนะ SMEs ปรับใช้ เพิ่มความได้เปรียบ

Looloo แชร์เคสธุรกิจที่ใช้ AI จนประสบความสำเร็จ แนะ SMEs ปรับใช้ เพิ่มความได้เปรียบ

เครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งในโลกยุคที่ก้าวเข้าสู่การปฎิวัติอุตสาหกรรม 4.0 คงหนีไม่พ้น AI เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สามารถเข้าไปช่วยได้ในทุกมิติของการทำธุรกิจ ผู้ประกอบการไม่ควรจะกลัวว่า AI จะมาทดแทนมนุษย์ แต่ควรจะมองว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ประกอบการอยู่รอดในสนามแข่งขันที่รายเล็กเสียเปรียบรายใหญ่

ในการบรรยายหัวข้อ The Real Use Cases of AI in Business โดย ปริชญ์ รังสิมานนท์ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท Looloo Technology บริษัทผู้เชี่ยวชาญทางด้าน AI ในงาน The Story Thailand Forum 2024 เขาร่วมแชร์เคสธุรกิจในไทยที่มีการใช้ AI ลองมาดูกันว่าธุรกิจใดสามารถนำ AI แบบใดมาเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันได้บ้าง

ปริชญ์ให้ความสำคัญกับการใช้ AI ในการดำเนินธุรกิจ เขามองว่า AI เป็น 4th industrial revolution หรือการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 และทุกๆ การปฏิวัติจะมี Winner takes all ตั้งแต่สมัยยุค Ford ที่ทำให้ market share เพิ่มจาก 20% กลายเป็น 60% หรือล่าสุดก็มี Google, Amazon, และ Meta ที่แทบจะครองตลาดทั้งหมด

ปริชญ์แสดงความเป็นห่วงธุรกิจเล็กหรือ SMEs เพราะปัจจุบันก็เห็นเฉพาะบริษัทใหญ่ ๆ ที่ใช้ AI ช่วยในการดำเนินธุรกิจ ส่วนธุรกิจ SMEs ยังใช้ AI น้อยมาก ถ้ายังเป็นเช่นนี้โอกาสที่จะอยู่รอดในทางธุรกิจก็น้อยลงไปด้วย เพราะเท่าที่เห็นลูกค้าของ Looloo ก็มีแต่บริษัทขนาดใหญ่ในธุรกิจ เช่น ธนาคาร พลังงาน ประกันภัย ค้าปลีก และโทรคมนาคม แต่บริษัทเล็ก ๆ ยังแทบไม่มีใครมาปรึกษา

“ที่น่าเป็นห่วงคือ ถ้า Winner takes all แล้วบริษัทเล็กๆในประเทศไทยจะอยู่อย่างไร อยากกระตุ้นให้ SMEs ได้ใช้เทคโนโลยี AI ด้วย”

AI ช่วยธุรกิจได้อย่างไร

ปริชญ์ร่วมแชร์เคสที่มีการใช้ AI ดำเนินธุรกิจว่า ปัจจุบันในประเทศไทยมีหลายองค์กรนำ AI มาใช้แล้วเกิดประโยชน์

ตัวอย่างแรกเช่น Predictive Analytics เขายกตัวอย่างลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการบริษัทน้ำดื่มแห่งหนึ่ง ว่าผู้บริหารจะต้องคิด 3 อย่างคือ

  • What to sell?: จะขายสินค้า SKU (Stock Keeping Unit) อะไรดี
  • Where to sell?: จะขายแต่ละ SKU ที่ร้านไหน
  • How much to sell?: แต่ละครั้งที่พนักงานขายหรือเซลวิ่งเข้าร้านค้าจะบอกให้ร้านซื้อสินค้าจำนวนเท่าไร

สมมติบริษัทมีมากกว่า  200 SKUs และมีขายในกว่าสามแสนสาขาทั่วประเทศ โดยจะต้องส่งสินค้าอาทิตย์ละ 2 ครั้ง เมื่อก่อนอาจใช้ History data คือให้เซลดูว่าอาทิตย์ที่แล้วร้านซื้อเท่าไหร่และก็เสนอขายตามข้อมูลเก่าที่มี โดยบริษัทส่วนใหญ่ถ้าอยากได้ยอดขายเพิ่มก็จะใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยการจ้างคนเพิ่มมาทำหน้าที่ตรงนี้เพราะบอกว่าแรงงานไทยไม่แพง

“เราต้องเริ่มเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนวิธีแก้ปัญหาด้วยการจ้างคนเพิ่มและคิดว่าราคาถูก ผมอยากให้มองถึงไซส์ของปัญหา อย่างกรณีนี้ ถ้ามี 200 SKUs และขาย 300,000 สาขาทั่วประเทศ Possible Outcomes ที่เป็นไปได้อย่างต่ำๆ  คือ 2 ยกกำลัง 200 ยกกำลัง 300,000 แปลว่า Possible Outcomes เท่ากับ 2 ยกกำลัง 60 ล้าน คือ ศูนย์ 18 ล้านตัว หรือมากกว่าจำนวนอะตอมที่มีอยู่ทั้งหมดในจักรวาฬ ตรงนี้ต้องให้ AI ช่วยเพราะคนคงไม่มีทางคิดออก การจะเอาคนมาสู้กับคอมพิวเตอร์นั้นเป็นไปไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่เถ้าแก่ผู้ประกอบการไทยยังยึดติดกับการจ้างแรงงานที่ถูกกว่าและกลัวการลงทุนในระบบ ซึ่งจุดนี้อาจเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มีผู้ประกอบการเพียงน้อยรายที่สามารถก้าวข้ามกลายเป็น international player ได้ เพราะแม้บริษัทเล็กๆไม่กี่สาขา การคำนวนโดยมนุษย์ก็ไม่มีทางแม่นยำสู้ระบบ AI ได้” ปริชญ์กล่าว

Predictive Analytics and Product Recommendation

ปริชญ์แชร์ข้อมูลว่า ตอนนี้หลาย ๆ บริษัทใหญ่เริ่มใช้ Predictive analytics หรือการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์มาช่วยเพิ่มยอดขายด้วยวิธีการป้องกันสินค้าขาด (Out-of-stock Problem) ระบบนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการคาดการณ์ยอดขายในแต่ละจุดจำหน่ายในแต่ละช่วงเวลาทำให้สามารถเสนอขายในจำนวนที่เหมาะสม ถ้าไม่มีระบบนี้ ผู้ประกอบการจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจะเสนอขายสินค้าอะไรจำนวนเท่าไร และต้องผลิตอะไรเวลาไหนและเก็บที่ไหนที่ถูกต้องที่สุด อาจทำให้เสียโอกาสในการขาย เช่นหากเก็บสินค้าไว้ที่โกดังที่เชียงใหม่ แต่ของขาดที่สุราษฎร์ธานีก็ทำให้เกิดความเสียหายเป็นต้น

ระบบนี้ยังช่วยเพิ่มยอดขายของผู้ประกอบการผ่านการแนะนำสินค้าตัวอื่นๆ ให้ลูกค้าด้วย เช่น Amazon.com ที่มีการแนะทำ Product Recommendation ให้เฉพาะบุคคล ซึ่งเทคโนโลยีนี้ก็สามารถ Disrupt การขายสินค้าแบบหน้าร้านได้ เช่นถ้าผู้ประกอบการทำ Product Recommendation ให้กับแต่ละจุดจำหน่ายตามความต้องการของแต่ละที่โดยคำนึงถึงความน่าจะเป็นที่จะซื้อสินค้ามากที่สุด ก็จะทำให้ผู้ที่เสนอขายมีโอกาสที่จะจำหน่ายสินค้าได้มากขึ้น เช่นแต่ก่อนอาจขายทุกสาขาโดยเฉลี่ยได้ที่ 5 SKUs แต่ด้วยการทำ Personalized Product Recommendation ให้เหมาะกับแต่ละจุดจำหน่าย อาจทำให้ขายได้โดยเฉลี่ยมากถึง 6 SKUs “หากบริษัทใหญ่ๆที่เป็นลูกค้าของเรา สามารถเพิ่ม SKUs ที่จำหน่ายในแต่ละร้านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ชั้นวางสินค้าของจุดจำหน่ายนั้นก็มีจำนวนเท่าเดิม สุดท้าย SMEs ก็จะตาย เพราะการที่ไม่ได้ใช้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีอะไรเลยสุดท้ายก็จะถูกเบียดออกจากชั้นวางสินค้าด้วย AI ของคู่แข่ง” เขากล่าว

Cash management

AI ยังช่วยจัดการเงินหมุนของธุรกิจ สมมติเราเป็นเจ้าของร้านทอง เราควรจะกังวลเรื่องอะไรเมื่อปีที่แล้วราคาทองคำขึ้นก็สบายไป เพราะถ้ามีทองตุนไว้มาก ก็รวยทันที แต่ปัญหาของร้านเล็กๆ คือ เขาจะหมุนเงินไม่ทัน อันนี้ร้านทองใหญ่ๆ ก็ชนะอีก เพราะรู้จักการใช้ Predictive Analytcis ซึ่งเขาก็จะมองเห็น Demand ได้ชัดเจน ทำให้สินค้าหมุนเร็ว ลด Inventory Day และสามารถใช้ Credit term ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด จะสังเกตุได้ว่าที่ผ่านมามีร้านทองปิดกิจการมากมายจากการหมุนเงินไม่ทัน 

“นี่คือสิ่งที่เห็นแล้วว่าทำไมผู้ประกอบการรายเล็กๆ ที่ไม่ได้ใช้ AI จะค่อยๆ ตายไป เหมือนกบถูกต้ม รายเล็กๆ ยังไม่รู้เลยว่าอะไรที่เกิดขึ้นกับเขา ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาที่เขาถูกเบียดออกจากชั้นวางสินค้าเพราะ AI เขาอาจนึกว่าบริษัทใหญ่ให้โปรโมชั่นราคาดี ลงโฆษณาเยอะ ถึงขายดี นึกว่าเศรษฐกิจไม่ดี แต่ที่จริงบริษัทใหญ่เขาใช้ Predictive Analytics เพิ่มโอกาสในการวางสินค้า คำนวนการผลิตและเก็บสินค้า พร้อมคำนวนเพื่อใช้ Credit term จากซัพพลายเออร์เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน” ปริชญ์กล่าว

เทคโนโลยี OCR

OCR หรือ Optical Character Recognition เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการเปลี่ยนเอกสารที่อยู่ในรูปของการพิมพ์หรือลายมือ ให้เป็นตัวอักษรที่ระบบคอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ เพื่อช่วยทุ่นแรงและประหยัดเวลาในการจัดการข้อมูลและเอกสารได้มากยิ่งขึ้น

เช่น การทำระบบการจ่ายเงินที่มีการวางบิล ที่ปกติจะต้องใช้พนักงานบัญชีในการกรอกข้อมูลมหาศาล หรือใบสมัครบัตรเครดิตการ์หรือใบสมัครประกันต่างๆ ซึ่งเปลืองเวลาและจำนวนคนมาก แต่ถ้านำ OCR เข้ามาใช้ก็จะช่วยแยกเอกสารได้เร็ว ดูความถูกต้องได้ และส่งเข้าระบบ ERP ได้อย่างอัตโนมัติ พร้อมป้องกันการโกง

Speech to text

ปริชญ์เชื่อว่า Speech to text คือหนึ่งใน Game changer ในวงการเฮลท์แคร์ เพราะในขณะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาแพทย์ขาดแคลน แต่แพทย์กลับใช้เวลาเฉลี่ยถึง 40 % ไปกับการเขียนบันทึกสรุปการรักษา ซึ่งเห็นการเสียเวลา และลายมือหมอก็อ่านยากมาก การใช้ Speech to text หรือการแปลงเสียงเป็นข้อความซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่ Looloo พัฒนาขึ้นมาช่วยให้แพทย์ไม่ต้องจดโน้ต เพียงแค่สนทนากับคนไข้ เทคโนโลยีนี้ก็จะสรุปข้อมูลออกมาอัตโนมัติ ถือเป็นการคืนเวลาให้หมอได้ทำหน้าที่หมอ ซึ่งโครงการนี้ Looloo Technology ได้ร่วมมือกับ Microsoft และโรงพยาบาลรามาธิบดี

นอกจากนั้น Call Center ของบริษัทประกันก็ใช้  Speech to text หรืออีกชื่อหนึงที่เรียกว่า Automatic Speech Recognition (ASR) ในการทำ Real-time QC กับทุกๆการโทรแทนที่จะใช้คนสุ่มฟังเพียงบางสาย และทำ Dynamic Script เพื่อทำ Real-Time Upselling ได้ โดยการใช้เทคโนโลยีเพื่อเสนอขายกรมธรรม์ที่เหมาะสำหรับคนนั้นมากขึ้น นอกจากนั้นยังสามารถทำ Analysis เพื่อเขียน script การขายให้กับ telesales จากการวิเคราะหฺ์ระหว่างพนักงานที่ขายดีและขายไม่ดี

Data สำคัญ

เขาฝากว่า AI สามารถใช้ได้กับผู้ประกอบการที่เป็น Micro SMEs ไปจนถึงบริษัทใหญ่ๆ อย่างแม่ค้าขายหมูปิ้งข้างถนน หรือเจ้าของร้านกาแฟ ถ้าสามารถนับได้ว่าในช่วงเที่ยงซึ่งคนพักทานข้าว ร้านขายหมูได้กี่ไม้ ขายกาแฟได้กี่แก้ว เขาสามารถปิ้งหมูไว้ล่วงหน้า หรือชงกาแฟรอไว้ก่อนยังไม่ต้องใส่น้ำแข็งทำให้ลดคิวของคนที่จะต้องมาต่อคิวเพิ่อซื้อสสินค้านั้นๆในเวลา peak time

“นี่เป็นการเก็บ Data ง่ายๆ เพื่อจัดการร้านค้า” ปริชญ์กล่าว

สุดท้าย เขาแนะนำว่า AI หรือเทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบของธุรกิจ สิ่งที่สำคัญที่สุดของผู้บริหารคือการหา Pain Points ที่สำคัญที่สุดให้เจอก่อน พอหาเจอแล้วค่อยมาคิดว่าจะนำเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหานั้นอย่างไร ไม่อยากให้คิดถึง AI ก่อนเป็นลำดับแรก

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

‘เข็มทิศในการนำทาง ขึ้นอยู่กับคำถามที่เราตั้ง’ ตั้งคำถามอย่างไร? ให้อยู่รอดได้ในยุค AI

ส่องเคล็ดลับบริหารงาน CEO เมื่อหน้าที่ ไม่ได้มีแค่ความเป็นผู้นำ

STAY CONNECTED

0แฟนคลับชอบ
440ผู้ติดตามติดตาม
spot_img

Lastest News

MUST READ