Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

เมื่อพรรคการเมือง ชูประชานิยมต้องมาก่อน

 เมื่อพรรคการเมือง ชูประชานิยมต้องมาก่อน

สองสามปีมานี้ข่าวแนวโน้มเศรษฐกิจที่สื่อนำเสนอในช่วงรอยต่อระหว่างปีเก่ากับปีใหม่ ให้น้ำหนักประเด็นความท้าทายที่เศรษฐกิจต้องเผชิญ มากกว่าเน้นไปที่ตัวเลขคาดการณ์เหมือนเช่นที่เคยทำมาในช่วงก่อนหน้านี้

ปีนี้ 2569 สื่อจับประเด็น คลื่นเศรษฐกิจ ที่กำลังก่อตัวมานำเสนอ หลังแบงก์ชาติประเมินว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัวแค่ 1.5 % เท่านั้น ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ที่เศรษฐกิจไทยจะโตไม่ถึง 2% หากไม่นับรวมช่วงวิกฤติ

สักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการแบงก์ชาติ วิเคราะห์ที่มาของอาการเศรษฐกิจไทย ที่คาดว่าจะขยายตัวไม่ถึง 2 % ในปีนี้ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหาโครงสร้าง และความสามารถในการแข่งขันที่ด้อยลงต่อเนื่อง  และ “การโตต่ำกว่าศักยภาพ” ซึ่งทั้งหมดจะเป็นโจทย์ท้าทายเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ต่อเนื่องยาวไปจนถึงปี 2570

เรื่องนี้ภาคเอกชนได้ออกมาแสดงความกังวลเช่นกัน โดยการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน  3 สถาบัน ( กกร. ) ครั้งแรกของปีนี้ พจน์  อร่ามวัฒนานานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ยกประเด็นเศรษฐกิจโตไม่ถึง 2% ขึ้นมานำแถลง พร้อมแจกแจงถึงปัจจัยที่จะนำมาสู่สถิติใหม่เชิงลบทางเศรษฐกิจของไทยที่โตไม่ถึง 2% และโตต่ำสุดในอาเซียนเอาไว้ว่า

ความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม คือสาเหตุหนึ่ง ตามด้วย ขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่ และหนี้ครัวเรือนสูง รวมไปถึงความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ข้อจำกัดทางการคลัง ฯลฯ น่าสังเกตุว่า ระยะหลัง ๆ มีการยกขนาดเศรษฐกิจนอกระบบขึ้นมาอ้างถึง ว่าเป็นหนึ่งในเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจโตช้า ขยายตัวน้อย บ่อยครั้งขึ้น

เศรษฐกิจนอกระบบ หมายถึงพวกแผงลอยค้าขายเล็ก ๆ น้อย กิจการที่ไม่จดทะเบียน และไม่อยู่ในระบบภาษี รวมทั้งธุรกิจสีเทาทั้งหลาย กลุ่มที่อยู่นอกระบบเศรษฐกิจแม้ไม่ต้องเสียภาษีแต่ไม่มีโอกาสเข้าถึงเงินทุนในระบบยากต้องหันไปพึ่งแหล่งทุนนอกระบบที่ดอกเบี้ยสูง รวมทั้งไม่ได้สิทธิใช้สวัสดิการต่าง ๆ จากรัฐ

ปลายปีที่แล้ว ธนาคารโลกเผยแพร่รายงานโดยระบุว่าจากข้อมูล ณ ปี 2564 เศรษฐกิจนอกระบบของไทบสูงถึง 48.4% ของจีดีพี สูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากเมียนมาร์ และครองอันดับ 15 ของโลก ขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่จะนำผลเสียมาสู่มากมาย อาทิ ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งความเปราะบางของระบบ  

นักเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญอยู่เวลานี้ว่า “กับดักเชิงโครงสร้าง” อุปสรรคสำคัญที่ลดทอนศักยภาพของประเทศให้เสื่อมถอยลงไปเรื่อย ๆ  

ทุกวันนี้เศรษฐกิจไทยเหมือนถูกล้อมด้วยกับดักเชิงโครงสร้าง ไล่เรียงตั้งแต่ เศรษฐกิจโตไม่เต็มศักยภาพ ความสามารถในการผลิตที่ลดลงโยงไปถึงความสามารถในการแข่งขัน ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่หลายรัฐบาลประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติและออกมาตรการดูแลมาถึง เวอร์ชั่นที่สาม “ปิดหนี้ไวไปต่อได้” ที่คาดหวังกันว่าจะสามารถคลี่คลาย ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้ไม่มากก็น้อย

ขณะเดียวกัน หนี้สาธารณะที่สัดส่วนต่อจีดีพีใกล้ถึงจุดห้ามผ่านปัญหาคอรัปชั่น ปัญหาเศรษฐกิจสีเทาที่ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า ซึมเข้าระบบเศรษฐกิจมากน้อยขนาดไหน หลังมีภาพ เบน สมิธ อาชญากรสแกมเมอร์ระดับโลก ปรากฎตัวร่วมเฟรมแบบคลุกวงในกับนักการเมืองใหญ่

คาดการณ์กันว่า หากกับดักเชิงโครงสร้างเหล่านั้นไม่ถูกทลายลง เศรษฐกิจไทยเสี่ยงที่จะถดถอยลงสู่โหมดเติบโตต่ำต่อเนื่องจนกลายเป็นความปกติใหม่ และถ้าปล่อยให้เลยไปถึงจุดนั้นการจะกู้ให้กลับคืนมาเหมือนเดิมนั้นยาก   

ประเด็นนี้ คุณพจน์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  ได้เรียกร้องให้พรรคการเมือง นำกรอบแนวคิดเศรษฐกิจระดับมหภาคไปปรับใช้ในนโยบายพรรค เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนประเทศต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง แทนที่จะเน้นแต่นโยบายประชานิยมซึ่งมีบทเรียนจากการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้าที่นโยบายประเภทนี้มักมีปัญหาตามมาภายหลัง

เห็นด้วยกับประธานกรรมการหอการค้าไทย เต็มร้อย !! แต่ไม่แน่ใจว่าพรรรคการเมืองจะได้ยินเสียงของตัวแทนภาคเอกชนรายนี้  รวมไปถึงเสียงจากคนวิชาการที่ออกมาเรียกร้องเป็นระยะ ๆ ก่อนหน้านี้ให้พรรคการเมืองหยุดประชานิยม หรือไม่     

จากการส่องนโยบายที่พรรคการเมืองใช้หาเสียงอยู่เวลานี้พบว่า ทุกพรรคนิยมประชานิยมทั้งนั้น เช่น พรรคภูมิใจไทย บอกอายุ 20 ปีขึ้นไป กู้ฉุกเฉินได้คนละ 50,000 บาท ไม่ต้องมีคนค้ำ พักหนี้ 3 ปี วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท  แถมหยุดต้นหยุดดอกให้ด้วย  ฯลฯ พรรคเพื่อไทย ยังไม่เข็ดกับดิจิทัลวอลเล็ต ประกาศแจกเหรียญดิจิทัลคนละหมื่นสำหรับผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไปภายใน 6 เดือน เติมเงินให้ถึง 20,000 บาททุกครัวเรือน

พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ประกาศว่าจะทำให้คนไทยหายจน งัดนโยบายในตำนาน ประกันราคาพืชผลออกหาเสียง พ่วงด้วยนั่งรถไฟฟ้า ต่อรถเมล์จ่ายไม่เกิน 30  บาท ส่วนพรรคประชาชน ทำประชานิยมในนาม สวัสดิการถ้วนหน้า มีนโยบายอุดหนุนตั้งแด่เด็กทารกถึงผู้สูงอายุ หรือ สวัสดิการผู้อยู่อาศัย 1 ล้านหลังภายใน 4 ปี เป็นต้น

พรรครวมไทยสร้างชาติ คุมค่าไฟเหลือ 3.3 บาทต่อหน่วย ทุบราคาน้ำมันเบนซิน ดีเซล เหลือ 30 บาทต่อลิตร พรรคไทยสร้างไทย ยังยืนหยัดกับนโยบายบำนาญ 3,000 บาทในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ ฯลฯ

ผลจากการที่พรรคการเมืองยังชูประชานิยมนโยบายที่สร้างภาระการคลังระยะยาว แต่ให้ผลตอบแทนระยะสั้นต้องมาก่อน   คือกับดักเชิงโครงสร้าง ยังเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจของไทยต่อไป  …สวัสดี

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

อย่าให้ ‘ทุนเทา’ ซึมเข้าระบบเศรษฐกิจ

ธุรกิจหันมาจ้างงานชั่วคราว ‘ฝันร้าย’ มนุษย์เงินเดือน

โมเมนตัมเศรษฐกิจที่ดี แค่วาทกรรม

×

Share

ผู้เขียน

จิตติศักดิ์ นันทพานิช Avatar