Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Qualcomm x Green IO ใช้ Hybrid AI สู้ฝุ่น PM 2.5 หนุนเมืองอัจฉริยะ

Qualcommx Green IO ใช้ Hybrid AI สู้ฝุ่น PM 2.5 หนุนเมืองอัจฉริยะ

บริษัท ควอลคอมม์ (Qualcomm) ผนึกกำลัง บริษัท กรีนไอ โอ จำกัด (Green IO) สตาร์ตอัปสัญชาติไทย ประกาศวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี “ไฮบริดเอไอ” (Hybrid AI) ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านการประมวลผลจากระบบคลาวด์สู่จุดติดตั้งเซนเซอร์ (Edge) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการแก้ปัญหาเมือง พร้อมเปิดเผยความสำเร็จโครงการนำร่องติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพอากาศและฝุ่น PM 2.5 อัจฉริยะกว่า 200 จุดทั่วประเทศ เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาวะประชาชนและกลุ่มเปราะบาง ตามแนวทางการใช้เทคโนโลยีเพื่อสังคม (Tech for Good)

จาก Cloud สู่ Edge พลิกโฉมการแก้ปัญหาเมือง

เอสที ลิว (ST Liew) ประธานบริษัท Qualcomm ประจำไต้หวัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
เอสที ลิว (ST Liew) ประธานบริษัท Qualcomm ประจำไต้หวัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

เอสที ลิว (ST Liew) ประธานบริษัท Qualcomm ประจำไต้หวัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ กล่าวว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเคลื่อนตัวจากการประมวลผลบนคลาวด์ (Cloud) เพียงอย่างเดียว ไปสู่การประมวลผลที่ขอบเครือข่าย หรือ “Edge” ในรูปแบบที่เรียกว่า “Hybrid AI” การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การแก้ปัญหาในระดับเมืองทำได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

การประมวลผลที่จุดติดตั้งเซนเซอร์ (AI at the Edge) มีข้อได้เปรียบสำคัญ 3 ประการ คือ 1) การลดความหน่วง (Latency) ทำให้ระบบตัดสินใจและสั่งการได้ทันที 2) การรักษาความเป็นส่วนตัว (Privacy) ของข้อมูลเนื่องจากไม่ต้องส่งข้อมูลทั้งหมดออกสู่ภายนอก และ 3) การประหยัดพลังงาน (Energy Saving) จากการลดภาระการส่งข้อมูลขึ้นระบบคลาวด์ตลอดเวลา แนวคิดนี้ทาง Qualcomm มุ่งมั่นที่จะผลักดันผ่านการสนับสนุนฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อลดอุปสรรคทางเทคโนโลยี และเปิดโอกาสให้ทั้งผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมถึงเยาวชนและนักศึกษา สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ด้วยตนเอง ดังตัวอย่างการใช้งานร่วมกับแพลตฟอร์ม Arduino ในการสร้างแขนกลหุ่นยนต์

ความร่วมมือกับ Green IO ในโครงการติดตั้งระบบตรวจจับฝุ่น PM 2.5 กว่า 200 จุดทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพมหานครและเชียงใหม่ จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าบริษัทสตาร์ทอัพขนาดเล็กสามารถสร้างผลกระทบในวงกว้างได้ หากได้รับการสนับสนุนจากระบบนิเวศที่เหมาะสม และยังสามารถขยายผลโมเดลนี้ไปสู่ภาคส่วนอื่น ๆ เช่น การเกษตร การท่องเที่ยว และการเหมืองแร่ได้ในอนาคต

นวัตกรรม Green IO: เทคโนโลยีเพื่อลมหายใจกลุ่มเปราะบาง

ในภาคปฏิบัติการ อิทธิชัย ภูมิศิริวิไล กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท กรีนไอ โอ จำกัด กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่มีขนาดเล็กกว่าเซลล์ร่างกายและส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มเปราะบางอย่างผู้ป่วยและเด็กเล็ก โดยเฉพาะปัญหาคุณภาพอากาศภายในอาคารที่อาจสะสมมลพิษสูงกว่าภายนอก

โซลูชันที่ Green IO พัฒนาขึ้นมุ่งเน้นการออกแบบที่ติดตั้งง่ายและประหยัดพลังงาน อุปกรณ์สามารถตรวจวัดค่า PM 2.5, PM 10, ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, อุณหภูมิ และความชื้น พร้อมระบบหน้าจอที่ตั้งเวลาปิดเปิดอัตโนมัติ การเชื่อมต่อรองรับทั้ง 4G และ Wi-Fi โดยมีระบบ Open Data เชื่อมต่อผ่าน API ให้หน่วยงานภายนอกนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้ และมีระบบแจ้งเตือนผ่านกลุ่มไลน์ทันทีที่ค่าฝุ่นสูงเกินมาตรฐาน เพื่อให้ครูหรือพยาบาลสามารถจัดการพื้นที่ได้ทันท่วงที รวมถึงมีแดชบอร์ดแสดงผลแนวโน้มข้อมูลสำหรับผู้บริหาร ปัจจุบันมีการติดตั้งแล้วกว่า 200 จุด ครอบคลุมโรงเรียนสังกัด กทม. 50 แห่ง และสถานพยาบาลต่าง ๆ ซึ่งช่วยดูแลสุขภาวะประชาชนกว่า 100,000 คน

ทั้งนี้ อุปกรณ์ดังกล่าวยังผ่านการทดสอบมาตรฐานความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า (EMC) จาก PTEC ยืนยันความปลอดภัยในการใช้งานร่วมกับเครื่องมือแพทย์ และรองรับมาตรฐานการใช้งานร่วมกับแพลตฟอร์ม Arduino

เจาะลึกขุมพลังชิปเซ็ตและการประมวลผลอัจฉริยะ

เบื้องหลังประสิทธิภาพของอุปกรณ์ คือ เทคโนโลยีฮาร์ดแวร์จาก Qualcomm ที่ใช้กระบวนการผลิตระดับนาโนเมตร ทั้งรุ่น 6 นาโนเมตร 11 นาโนเมตร และรุ่นพรีเมียม 4 นาโนเมตร (รุ่น 6490) พัฒนาเป็นคอมพิวเตอร์บอร์ดเดี่ยวแบบไร้พัดลม (Fanless) จุดเด่นสำคัญ คือความสามารถในการรันโมเดล AI ได้ที่ตัวอุปกรณ์ (Edge AI) ผ่านหน่วยประมวลผล NPU (Neural Processing Unit) โดยไม่ต้องพึ่งพาคลาวด์ตลอดเวลา

ระบบรองรับการทำงานแบบ Multi-model ที่ประมวลผลได้พร้อมกันทั้ง Computer Vision, การวิเคราะห์เสียง และโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) โดยใช้เครื่องมือ SNPE (Snapdragon Neural Processing Engine) ช่วยในการแปลงโมเดล ศักยภาพนี้เปิดกว้างสู่การประยุกต์ใช้ที่หลากหลาย อาทิ การตรวจจับวัตถุ การจำแนกประเภทรถยนต์ การตรวจสอบการขับขี่บนทางเท้า การตรวจจับคนไร้บ้าน และการทิ้งขยะไม่เป็นที่ นอกจากนี้ยังรองรับโมเดลภาษาไทย เช่น โมเดล “ไต้ฝุ่น” และระบบ Text-to-Speech / Speech-to-Text ซึ่งนายอิทธิชัยได้ทิ้งท้ายด้วยการเชิญชวนให้นักพัฒนาและสถาบันการศึกษานำแพลตฟอร์มและโมเดลต่าง ๆ ไปต่อยอดนวัตกรรมเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยด้วยเทคโนโลยีต่อไป

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Google แนะเทคนิคใช้ Gemini ช่วยครูออกแบบแผนการสอน-สร้างภาพประกอบบทเรียน

จับทิศเอเชียหลัง COP30: นโยบายโลกแผ่ว แต่ตลาดโต

แม่ฟ้าหลวง-OR-กรุงไทย ชูธงสร้างโอกาส-ลดเหลื่อมล้ำ ดันเศรษฐกิจไทยยั่งยืน

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar