บทบาทของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่ขยายวงกว้างเข้าสู่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ได้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่สั่นคลอนตลาดแรงงาน พร้อมกับตั้งคำถามสำคัญถึงทิศทางความอยู่รอดของมนุษย์ในอนาคต มูลนิธิเพื่อการพัฒนาดิจิทัล (Digital Development Foundation: DDF) จึงได้เปิดพื้นที่ระดมความคิดเห็นผ่านวงเสวนาหัวข้อ “ทางรอดในยุคที่ AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยคนทำงาน” โดยดึงผู้นำจากภาครัฐและภาคเอกชนมาร่วมกันถอดรหัสและวางแนวทางรับมือ เพื่อผลักดันให้แรงงานไทยก้าวข้ามความกังวลไปสู่การสร้าง “คุณภาพ” และเพิ่ม “ผลิตภาพ” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานในยุคดิจิทัล
“คุณภาพคือความอยู่รอด” ภารกิจหลักขับเคลื่อนแรงงานดิจิทัล
ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาดิจิทัล (DDF) และอดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดประเด็นด้วยวิสัยทัศน์ที่เน้นย้ำว่า ในโลกยุคปัจจุบันคนเก่งไม่น่ากลัวเท่าคนช้า การขับเคลื่อนองค์กรและประเทศต้องมีความคล่องตัว โดยเฉพาะในเรื่องเทคโนโลยี AI ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แม้ในช่วงแรกหลายคนอาจยังมีความสงสัย แต่เมื่อศึกษาลึกลงไปจะพบประโยชน์มหาศาล อย่างไรก็ตาม ปัญหาของสังคมไทยคือการขาดการมีส่วนร่วมและการสื่อสารที่ทำให้คนระดับฐานรากเข้าใจและก้าวไปพร้อมกัน
ดร.วิฑูรย์ ได้วางกรอบภารกิจหลัก 5 ประการของมูลนิธิฯ เพื่อเป็นแนวทางในการยกระดับแรงงานไทย ประกอบด้วย การเติบโตอย่างทั่วถึงโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อให้การพัฒนากระจายโอกาสไปสู่สังคมทุกภาคส่วน การสร้างโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยี AI ได้อย่างเท่าเทียม การยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยเป้าหมายของการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้เหนื่อยน้อยลงแต่ได้ผลงานมากขึ้น หรือ High Productivity ซึ่งจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การส่งเสริมการมีส่วนร่วมที่เน้นให้ผู้เรียนคิดและลงมือทำมากกว่าการรับฟังข้อมูลเพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากปัจจุบันผู้เรียนสามารถหาความรู้จาก AI ได้เอง
และประการสุดท้ายคือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ โดยอาศัยการผนึกกำลังจากภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคการศึกษา ดังเช่นความร่วมมือกับไมโครซอฟท์และหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ ภายใต้หลักคิดที่ว่าคุณภาพคือความอยู่รอด หากปราศจากคุณภาพและการร่วมมือที่เข้มแข็ง การขับเคลื่อนประเทศด้วยดิจิทัลจะไม่สามารถสัมฤทธิ์ผลได้อย่างยั่งยืน
พลิกบทบาทสู่ “ผู้สร้าง” ดันซอฟต์แวร์และ AI กู้สถานการณ์สังคมสูงวัย
ทางด้าน ดร.นรัตถ์ สาระมาน นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (ATSI) สะท้อนมุมมองในมิติของเศรษฐกิจดิจิทัลว่า ซอฟต์แวร์คือกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ ต่างจากภาคเกษตรหรือท่องเที่ยวที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร แต่ซอฟต์แวร์สามารถทำซ้ำและขยายผลได้ไม่จำกัด หากใส่ปัญญาเข้าไปจะสามารถสร้างมูลค่าได้มหาศาล ดังเช่นประสบการณ์การสร้างผลิตภัณฑ์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของคนไทยที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล นอกจากนี้ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลให้กำลังแรงงานลดน้อยลง AI จึงกลายเป็นตัวช่วยสำคัญในการชดเชยกำลังคนที่หายไป
ดร.นรัตถ์ ได้ยกตัวอย่างรูปธรรมของการนำ AI มาใช้เพื่อลดระยะเวลาการทำงาน เช่น งานเขียนโปรแกรมที่เคยใช้เวลา 6-7 ชั่วโมง สามารถลดลงเหลือเพียง 30 นาที การเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบระบบที่ AI สามารถทำแทนคนได้ ทำให้สามารถออกผลิตภัณฑ์ใหม่ได้เร็วขึ้น จากเดิมที่ใช้เวลาพัฒนา 2 ปี อาจเหลือเพียงครึ่งปี และการเพิ่มมูลค่าโดยการทำให้คนทำงานเดิมสามารถสร้างผลลัพธ์ได้มากขึ้นและมีคุณภาพสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นจังหวะที่ดีของประเทศไทยในการเปลี่ยนทัศนคติจากการเป็นเพียงผู้ใช้งานมาเป็นผู้สร้าง เพื่อก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง
รัฐกางร่มหนุนเอกชน ชูสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินอุดหนุนพัฒนาคน
ในส่วนของกลไกภาครัฐ สิทธิชัย สุดสวาท ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 1 สมุทรปราการ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า บทบาทของภาครัฐยุคใหม่คือการเป็นผู้สนับสนุนและตัวกลางเชื่อมโยง เปรียบเสมือนร้านสะดวกซื้อที่รวบรวมโซลูชันด้านการพัฒนาคนไว้บริการภาคเอกชน แม้ปัญหาใหญ่คือองค์กรและแรงงานยังไม่เข้าใจทิศทางการพัฒนาทักษะ แต่ปัจจุบันมีพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานรองรับอยู่
คุณสิทธิชัย อธิบายถึงรายละเอียดมาตรการบังคับและส่งเสริมว่า สถานประกอบการที่มีพนักงานเกิน 100 คน ต้องจัดฝึกอบรมให้พนักงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนพนักงานทั้งหมด โดยรัฐมีเงินอุดหนุนเพิ่มเติมหากฝึกอบรมพนักงานเกินกว่าร้อยละ 70 ซึ่งจะได้รับเงินสมทบ 200 บาทต่อหัว และจะมีเงินสมทบเพิ่มอีกหากเกินร้อยละ 80
นอกจากนี้ หากส่งพนักงานเข้าทดสอบและผ่านการรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงาน รัฐจะให้เงินอุดหนุนเพิ่มอีกหัวละ 1,000 บาท อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นในการฝึกอบรม โดยสามารถนับรวมกิจกรรมการประชุมเชิงกลยุทธ์ การเรียนรู้แบบออนไลน์ หรือแบบผสมผสาน เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อนำไปใช้สิทธิลดหย่อนทางภาษีได้ 100 เปอร์เซ็นต์ สิ่งสำคัญคือต้องทำความเข้าใจว่าดิจิทัลคืออะไรและจะนำมาใช้ประโยชน์อย่างไร เพื่อเตรียมความพร้อมให้แรงงานทุกช่วงวัย
การเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ทางรอดของแรงงานและธุรกิจไทยไม่ใช่การปฏิเสธเทคโนโลยี แต่คือการเรียนรู้ที่จะใช้งาน AI ในฐานะเครื่องมือเพื่อเพิ่มผลิตภาพ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างระบบนิเวศการทำงานที่คนและเทคโนโลยีสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
IBM เปิด 5 เทรนด์ AI ปี 2569: จาก ‘เครื่องมือ’ สู่ ‘ทางรอด’ ธุรกิจ
ดัน ‘Tech for Good’ ชู Edge AI พลิกโฉมสมาร์ทซิตี้ไทย





