Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

DITTO x NETBAY ปั้น E-VRT สแกน QR Code คืนภาษีจบใน 2 นาที

DITTO x NETBAY ปั้น E-VRT สแกน QR Code คืนภาษีจบใน 2 นาที

ในวันที่เครื่องยนต์หลักอย่างการท่องเที่ยวกลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มกำลัง ด้วยตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่พุ่งสูงถึง 33 ล้านคนในปี 2568 โดยมีการช้อปปิ้งเป็นหนึ่งในแรงดึงดูดสำคัญ แต่ปัญหาสำคัญที่สร้างความยุ่งยากให้กับนักท่องเที่ยวสายช้อปอย่างหนึ่งคือ ขั้นตอนการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT Refund ที่ยังคงยึดติดกับระบบเอกสารกระดาษและการเข้าคิวรอที่ยาวเหยียด

บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO ได้พลิกวิกฤติความยุ่งยากสู่โอกาสทางธุรกิจ ด้วยการร่วมมือกับ NETBAY บริษัทในเครือซึ่งเชี่ยวชาญด้านแพลตฟอร์มอัจฉริยะ สร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญด้วยการเปิดตัวแพลตฟอร์ม E-VRT (Electronic VAT Refund for Tourist) นวัตกรรมที่จะเปลี่ยนระบบการทำมือ (Manual) ให้เป็นดิจิทัลทั้งระบบ ตอบโจทย์ทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้าแบรนด์หรูหรา และตัวนักท่องเที่ยวเอง

ปลดล็อก Pain Point

ฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DITTO กล่าวว่า ในขณะที่ทั่วโลกขยับสู่ดิจิทัล แต่ระบบ VAT Refund ของไทยยังคงติดอยู่กับระบบแมนนวลที่นักท่องเที่ยวต้องยืนกรอกเอกสารกระดาษด้วยมือ เสี่ยงต่อความผิดพลาด สูญหาย และต้องเผชิญกับการรอคิวที่สนามบินนานนับชั่วโมง

“ระบบที่ DITTO และ NETBAY ร่วมกันทำ คือการเปลี่ยนทุกอย่างเป็นดิจิทัล เมื่อนักท่องเที่ยวซื้อสินค้าเสร็จ ร้านค้าจะสแกนพาสปอร์ตและออกเป็น QR Code ให้ทันที นักท่องเที่ยวเพียงแค่สแกน QR Code นั้นผ่านสมาร์ทโฟนเพื่อกรอกข้อมูลขอคืนภาษี ระบบจะส่งอีเมลยืนยันข้อมูลที่กรอกครบถ้วนสมบูรณ์แล้วตรงไปยังกรมสรรพากรโดยอัตโนมัติ” คุณฐกรอธิบายถึงความง่ายของนวัตกรรมดังกล่าว

E-VRT สามารถช่วยย่นระยะเวลาการทำธุรกรรม ณ จุดขาย จากเดิมที่ต้องใช้เวลากว่า 30 นาที ให้เหลือไม่เกิน 2 นาทีเท่านั้น และเมื่อถึงสนามบิน นักท่องเที่ยวเพียงโชว์อีเมลที่ได้รับที่จุดดำเนินการขอคืนภาษี เพื่อรับเงินคืนเข้าสู่ระบบได้ทันที

DITTO รุกถือหุ้น NETBAY 24.90% ต่อยอดธุรกิจ DATA ครบวงจร 

ร้านค้าลดต้นทุน

นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่สร้างความสะดวกให้กับผู้ซื้อ แต่ในฝั่งร้านค้า โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าแฟชั่นและลักซ์ชัวรี่แบรนด์ ระบบ E-VRT คือเครื่องมือในการลดต้นทุนอย่างมหาศาล จากเดิมที่ร้านค้าต้องใช้พนักงานอย่างน้อย 2 คนเพื่อดูแลการกรอกเอกสารคืนภาษีโดยเฉพาะ แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นระบบดิจิทัล พนักงานเหล่านี้สามารถไปทำหน้าที่ขายหรือบริการลูกค้าในส่วนอื่นที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่า

“ร้านค้าได้ภาพลักษณ์ที่ทันสมัย พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และลดปัญหาการทำเอกสารหายซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่ร้านค้าลักซ์ชัวรี่มักต้องแบกรับเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า” คุณฐกรกล่าว

สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่จะมาใช้บริการระบบ E-VRT คือร้านค้าปลีกที่รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า  สินค้าแฟชั่นทั้งแบรนด์ของไทยและแบรนด์โลกระดับลักซ์ชัวรี่แบรนด์ สินค้าไลฟ์สไตล์ และสินค้าเครื่องประดับ เป็นต้น

รัฐได้ความโปร่งใส

ในส่วนของภาครัฐ แพลตฟอร์ม E-VRT ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เชื่อมโยงเอกชนและรัฐเข้าด้วยกัน ช่วยให้กรมสรรพากรได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์

คุณฐกรยกตัวอย่างกรณีของประเทศเกาหลีใต้ที่เมื่อนำระบบนี้มาใช้ พบว่านักท่องเที่ยวมีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นถึง 40% เนื่องจากความสะดวกในการขอคืนภาษีที่ไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป

“E-VRT ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยี แต่เป็นสะพานเชื่อมโยงภาคเอกชนและภาครัฐเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยมี DITTO และ NETBAY เป็นตัวกลางที่ทำให้ข้อมูลเป็นมาตรฐานและตรวจสอบได้ ซึ่งจะส่งผลให้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยดูดีขึ้นในสายตาชาวโลก” คุณฐกรกล่าวทิ้งท้าย

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

กรุงศรีรีเทลปั้น ‘One Super App’ รวมแอป-รวมเบอร์เจาะกลุ่มครอบครัว

บลูบิคเผย 3 เทรนด์ AI เปลี่ยนเกมธุรกิจ ดันองค์กรสู่ Intelligent Enterprise

DITTO ผนึก GrowPro เสริมแกร่งระบบความปลอดภัยไซเบอร์

×

Share

ผู้เขียน

Jintana Panyaarvudh Avatar