กระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมดั้งเดิม ศิริชัย เบญจพรเลิศ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โง้ว เจง ง้วน จำกัด ทายาทรุ่นที่ 3 ของตำนานฟองเต้าหู้ “ฟองฟอง” (Fong Fong) ได้สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จครั้งใหม่ด้วยการพลิกโฉมธุรกิจอายุ 89 ปี ให้สามารถสร้างยอดขายเติบโตสวนกระแสวิกฤติเศรษฐกิจ จากฐานรายได้เดิม 30 ล้านบาท ทะยานสู่ 90 ล้านบาท โดยอาศัยกลยุทธ์การแก้ปัญหา (Pain Point) ของผู้บริโภคด้วยการเปลี่ยน “เวลา” ในการปรุงอาหารจาก 2 ชั่วโมง ให้เหลือเพียง 2 นาที ผ่านนวัตกรรมสินค้าพร้อมทานที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตเร่งรีบ พร้อมยกระดับภูมิปัญญาการผลิตด้วยกระทะกลมสู่มาตรฐานสากลเพื่อปักธงในตลาดโลก
ตัวเลขที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย: จาก 30 สู่ 90 ล้านบาท
ในช่วงเวลาที่โลกธุรกิจต้องเผชิญกับความผันผวนจากวิกฤติโรคระบาดและเศรษฐกิจ หลายองค์กรเลือกที่จะหยุดนิ่งเพื่อรอดูสถานการณ์ แต่สำหรับฟองฟอง (Fong Fong) ช่วงเวลานี้กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้ธุรกิจเติบโตแบบก้าวกระโดด
คุณศิริชัยเปิดเผยข้อมูลรายได้ที่ไต่ระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากฐานรายได้เดิมที่ประมาณ 30 ล้านบาท ธุรกิจสามารถขยับยอดขายขึ้นเป็น 50 ล้านบาท 70 ล้านบาท และล่าสุดปิดยอดในปีที่ผ่านมาที่ 90 ล้านบาท ตัวเลขกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นตามลำดับนี้เกิดจากการมองเห็นโอกาสในวิกฤติ และการปรับเปลี่ยนสถานะของสินค้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่
เปลี่ยน “ภาระ” ให้เป็น“เวลา” : นิยามใหม่ของความสะดวก
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ที่คุณศิริชัยค้นพบเปรียบเสมือน “เส้นผมบังภูเขา” เขาเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ปัญหา (Pain Point) ของลูกค้าที่ชื่นชอบการรับประทานฟองเต้าหู้ ซึ่งในอดีตหากต้องการรับประทานแกงจืดฟองเต้าหู้สักถ้วย ผู้บริโภคต้องแลกมาด้วยเวลาในการเตรียมการที่ยาวนานถึง 2 ชั่วโมง ตั้งแต่การนำฟองเต้าหู้แห้งมาแช่น้ำให้นิ่มไปจนถึงขั้นตอนการเคี่ยวต้ม หรือแม้แต่การไปต่อคิวซื้อที่ร้านดังอย่างเจ๊โอวก็ต้องใช้เวลาไม่ต่างกัน
โจทย์ทางธุรกิจของคุณศิริชัย คือการทำอย่างไรให้ลูกค้าได้รับประทานของอร่อยในเวลาเพียง 2 นาที เขาจึงปฏิวัติรูปแบบสินค้าจากวัตถุดิบแห้งที่ยุ่งยาก สู่ผลิตภัณฑ์ “พร้อมปรุง” และ “พร้อมทาน” (Ready-to-Eat) ที่เปรียบเสมือนการยกร้านสะดวกซื้อมาไว้ในตู้เย็นที่บ้าน แนวคิดการขาย “ความสะดวก” นี้เองที่เปลี่ยนฟองเต้าหู้ให้กลายเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ที่คนเมืองสามารถหยิบมาประกอบอาหารได้ทันที โดยไม่ต้องวางแผนล่วงหน้า
จิตวิญญาณแห่ง “โง้ว เจง ง้วน“: ภูมิปัญญาในกระทะกลม

แม้ภาพลักษณ์หน้าบ้านจะถูกปรับโฉมให้มีความทันสมัยและเข้าถึงง่ายภายใต้ชื่อแบรนด์ “ฟองฟอง” (Fong Fong) แต่รากฐานที่แข็งแกร่งยังคงยึดโยงอยู่กับชื่อบริษัทดั้งเดิมคือ “โง้ว เจง ง้วน” ซึ่งคำว่า “ง้วน” ในภาษาจีนมีความหมายสื่อถึง “ระฆัง” อันเป็นสัญลักษณ์มงคลที่ผู้ก่อตั้งรุ่นแรกตั้งใจให้ชื่อเสียงของกิจการดังกังวานไกลเหมือนเสียงระฆัง
โดยตำนานบทนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 1937 ผ่านการวางจำหน่ายสินค้าในนาม “ตราระฆัง” มาอย่างยาวนาน ก่อนที่ทายาทรุ่นที่ 3 จะเข้ามารับช่วงต่อเพื่อนำพาระฆังใบนี้ให้ดังไกลยิ่งขึ้นในเวทีโลก ด้วยมาตรฐานการผลิตที่ยังคงความขลังและคุณภาพดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน
คุณศิริชัยกล่าวว่า ความพิถีพิถันในการผลิตแบบดั้งเดิมนี้ เมื่อผสานกับการคัดเลือกวัตถุดิบถั่วเหลือง Non-GMO ทำให้ได้เนื้อสัมผัส (Texture) และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Signature) ซึ่งเครื่องจักรอุตสาหกรรมสมัยใหม่หรือคู่แข่งในตลาดไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ความแตกต่างนี้เองที่สร้างความจดจำให้กับผู้บริโภคและทำให้แบรนด์ฟองฟองยังคงความขลังและน่าเชื่อถือมาเกือบศตวรรษ
ทะลายกำแพงความเชื่อ: ฟองเต้าหู้ไม่ใช่แค่อาหารเจ
อุปสรรคสำคัญทางการตลาดที่ฟองฟองต้องก้าวข้าม คือกรอบความคิดเดิมของผู้บริโภคที่มองว่าฟองเต้าหู้เป็นเพียงอาหารสำหรับเทศกาลกินเจ หรือมีไว้ใส่ในแกงจืดเท่านั้น คุณศิริชัยจึงใช้กลยุทธ์การสื่อสารที่เรียบง่าย (Simple) เพื่อสร้างการรับรู้ใหม่ เขาตั้งคำถามกลับไปยังผู้บริโภคว่า “ทำไมต้องจำกัดตัวเองอยู่แค่เมนูเดิม ๆ” นำไปสู่การพัฒนานวัตกรรม “ฟองเต้าหู้เส้น” ซึ่งได้รับรางวัลการันตีจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)
นวัตกรรมนี้เปลี่ยนฟองเต้าหู้ให้กลายเป็นวัตถุดิบทดแทนแป้งและเส้นก๋วยเตี๋ยว สามารถนำไปปรุงเป็นผัดไทย ก๋วยเตี๋ยว หรือแม้แต่ดัดแปลงเป็นโรตีและของว่าง (Appetizer) การขยายขอบเขตการใช้งานนี้ช่วยเปิดตลาดไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและมองหาความแปลกใหม่ในการบริโภค
รายละเอียดที่ลิ้นสัมผัสได้: มาตรฐานความอร่อยแบบ “ไม่ติดเพดาน”
ในยุคที่กระแสรักสุขภาพมาแรง สินค้าสูตรไม่มีน้ำตาล (No Sugar) กลายเป็นสินค้าดาวรุ่ง (Product Hero) ของบริษัท แต่สิ่งที่ทำให้ฟองฟองเหนือกว่าคู่แข่งไม่ใช่แค่คำเคลมบนฉลาก คุณศิริชัยเจาะลึกถึงรายละเอียดเชิงประสาทสัมผัสที่ลูกค้าสัมผัสได้จริง โดยระบุว่าฟองเต้าหู้ที่ดีต้องทานแล้ว “ไม่ติดเพดานลิ้น” ไม่เหนียวคอ และที่สำคัญคือ “ไม่ต้องดื่มน้ำเปล่าตาม” ความสะอาดของรสชาติ (Clean Taste) นี้คือเครื่องพิสูจน์คุณภาพที่ทำให้ลูกค้าเกิดการซื้อซ้ำและบอกต่อ
จากโรงงานห้องแถวสู่ธุรกิจระดับ 90 ล้านบาท
ก้าวต่อไปของอาณาจักร “โง้ว เจง ง้วน” คือการมุ่งสู่เวทีการค้าระดับโลกอย่างเต็มตัว ด้วยการยกระดับมาตรฐานการผลิตสู่ HACCP เพื่อรองรับตลาดส่งออก ซึ่งคุณศิริชัยเชื่อมั่นว่ารากฐานภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ผสานเข้ากับนวัตกรรมที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคใหม่ จะเป็นกุญแจสำคัญที่นำพาแบรนด์ไทยไปสร้างชื่อในต่างแดน ความสำเร็จของฟองฟองในวันนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า การปรับตัวทางธุรกิจไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเสมอไป เพียงแต่ต้องอาศัยความเข้าใจในพฤติกรรมมนุษย์ และความกล้าที่จะเปลี่ยนสิ่งคุ้นเคยให้กลายเป็นทางเลือกที่สะดวกสบายที่สุดสำหรับผู้บริโภค
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
MTL Click รุก Health Ecosystem ปักธง ‘บ้านหลังหลัก’ ดูแลลูกค้า 24 ชม.
พลิกโฉมจัดการน้ำยุค ‘โลกเดือด’ ด้วย Data, AI และระบบ Hybrid



