วิกฤตการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในช่วงปลายปี 2567 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2568 ได้กลายเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญที่บ่งชี้ว่า หลักคิดทางวิศวกรรมและโครงสร้างพื้นฐานเดิมของประเทศไทยอาจไม่เพียงพอต่อการรับมือสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงอีกต่อไป เวทีเสวนาว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติ ซึ่งระดมความเห็นจากผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และผู้ประสบภัย ได้เปิดเผยถึงความเสี่ยงรูปแบบใหม่ทั้งสถิติปริมาณฝนที่สูงเกินค่ามาตรฐาน และปรากฏการณ์ภัยพิบัติซ้อนทับที่ยากจะคาดการณ์ พร้อมข้อเสนอเร่งด่วนในการปฏิรูประบบการจัดการข้อมูล การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาช่วยตัดสินใจ และการปรับโครงสร้างเมืองสู่ระบบผสมผสาน เพื่อเป็นทางรอดของประเทศท่ามกลางความไม่แน่นอนของธรรมชาติ
ความล้มเหลวของโครงสร้างและการจัดการข้อมูล: บทเรียนราคาแพงจากหาดใหญ่
อาจารย์ ซากีย์ พิทักษ์คุมพล ผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่และอดีตอาจารย์สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดจากพื้นที่ โดยระบุว่า หาดใหญ่ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับน้ำท่วม เพราะเคยผ่านประสบการณ์เลวร้ายมาแล้วในปี 2531, 2543 และ 2553 ซึ่งนำไปสู่การก่อสร้างโครงการพระราชดำริขุดคลองระบายน้ำสายหลัก 2 สาย คือคลองภูมินาถดำริ (คลอง ร.1) และคลองอู่ตะเภา เพื่อตัดยอดน้ำไม่ให้เข้าสู่พื้นที่เมืองชั้นในหรือโซนไข่แดง แต่เหตุการณ์ล่าสุดในช่วงปลายปี 2567 ต่อเนื่องปี 2568 ได้พิสูจน์แล้วว่าโครงสร้างที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการรับมือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง
ข้อมูลทางเทคนิคชี้ชัดถึงภาวะวิกฤติที่เกินขีดความสามารถรับมือ โดยศักยภาพการระบายน้ำรวมของคลอง ร.1 และคลองอู่ตะเภาอยู่ที่ประมาณ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าจริงวัดได้สูงถึง 3,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก่อนที่เครื่องมือวัดระดับน้ำจะเสียหายจากการถูกน้ำท่วม ส่งผลให้มวลน้ำล้นทะลักเข้าท่วมพื้นที่โดยเฉพาะบริเวณ “สองคลอง” หรือพื้นที่ระหว่างคลอง ร.1 กับคลองอู่ตะเภา ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนจนเมือง แรงงาน และกลุ่มไรเดอร์
ความสูญเสียครั้งนี้มีความซับซ้อนมากกว่าภัยธรรมชาติปกติ อาจารย์ซากีย์ชี้ให้เห็นถึง “กับดักความเชื่อมั่น” ในโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อระดับน้ำลดลงในช่วงเย็นวันที่ 21 ประชาชนเริ่มทำความสะอาดบ้านและกลับเข้าอยู่อาศัยด้วยความชะล่าใจว่ามีระบบคลองระบายน้ำป้องกันเมือง แม้จะมีการแจ้งเตือนธงแดงแต่ขาดความชัดเจนและการสื่อสารที่เข้าถึงประชาชน ทำให้เมื่อมวลน้ำระลอกจริงมาถึงในช่วงกลางดึก ระดับน้ำพุ่งสูง 2-5 เมตรอย่างรวดเร็ว ประชาชนไม่สามารถอพยพได้ทันท่วงที
โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นสะท้อนความล้มเหลวของการจัดการข้อมูลอย่างชัดเจน อาจารย์ซากีย์ยกตัวอย่างกรณีหญิงวัยกลางคนที่พยายามช่วยเหลือสมาชิกในครอบครัว ทั้งเด็กและผู้สูงอายุ ให้หนีน้ำขึ้นไปเกาะบนขื่อบ้านจนหมดแรงและเสียชีวิตภายในบ้านของตนเอง รวมถึงกรณีแม่ลูกที่ติดอยู่ในบ้านชั้นเดียวซึ่งน้ำท่วมสูงเกือบติดเพดาน ต้องอาศัยความร้อนจากแก๊สปิคนิคประทังชีวิตรอความช่วยเหลือ ความสูญเสียเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าระบบฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบางและการประสานงานระหว่างหน่วยงานกู้ภัยยังขาดประสิทธิภาพ
หลังน้ำลด ภาคประชาชนได้ลุกขึ้นมาช่วยเหลือกันเองผ่านการตั้งศูนย์ซ่อมรถจักรยานยนต์ เพื่อฟื้นฟูเครื่องมือทำมาหากินให้กลุ่มคนจนเมืองและไรเดอร์สามารถกลับมาประกอบอาชีพได้ทันที อย่างไรก็ตาม อาจารย์ซากีย์ย้ำว่าสิ่งที่รัฐต้องเร่งดำเนินการคือการปฏิรูประบบการจัดการข้อมูล (Data Management) บูรณาการข้อมูลกลุ่มเปราะบาง 608 ร่วมกับแผนโลจิสติกส์ของกองทัพ เพื่อให้การเผชิญเหตุในอนาคตมีความแม่นยำและลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด
ภัยคุกคามรูปแบบใหม่: New High และ Black Swan

ในมิติทางวิชาการ ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้วิเคราะห์ถึงพลวัตความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป โดยระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสัญญาณเตือนภัยสำคัญ 2 ประการที่ท้าทายหลักวิศวกรรมดั้งเดิม ประการแรก คือ สถิติรูปแบบใหม่ หรือ “New High” ซึ่งหมายถึงปริมาณฝนที่ตกหนักทำลายสถิติเดิมอย่างต่อเนื่องตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกณฑ์การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานในอดีต (Return Period) ไม่สามารถรองรับสถานการณ์ปัจจุบันได้อีกต่อไป นอกจากนี้ยังเกิดปรากฏการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ที่ไม่เคยท่วมมาก่อน เนื่องจากการขยายตัวของเมืองและการถมที่ดินเพื่อก่อสร้างที่ไปขวางทางน้ำตามธรรมชาติ
สัญญาณเตือนภัยประการที่สองคือ ปรากฏการณ์ “หงส์ดำ” (Black Swan) หรือเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นยากแต่หากเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลกระทบรุนแรงมหาศาล ในบริบทของภัยพิบัติน้ำ หมายถึงการเกิดปัจจัยลบพร้อมกันแบบสุดขั้ว (Worst Case Scenario) เช่น มวลน้ำเหนือหลากปริมาณมหาศาล ไหลมาบรรจบกับฝนที่ตกหนักในพื้นที่ และระดับน้ำทะเลหนุนสูงในเวลาเดียวกัน ซึ่ง ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์เตือนว่า สิ่งที่เคยเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ เริ่มมีความเป็นไปได้มากขึ้น และหากเกิดขึ้นจริงจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรุนแรงกว่ามหาอุทกภัยปี 2554 ที่เคยสร้างความเสียหายสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 70 ของงบประมาณแผ่นดิน ดังนั้นการลงทุนเพื่อป้องกันจึงมีความคุ้มค่ากว่าการเยียวยา
ประเด็นดังกล่าว สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของกรุงเทพมหานคร โดย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อธิบายโครงสร้างเมืองว่าเป็นลักษณะ “เมืองอกแตก” หรือพื้นที่ลุ่มต่ำแบบ Polder System ที่ระดับพื้นดินต่ำกว่าแม่น้ำเจ้าพระยา ความอยู่รอดของเมืองจึงแขวนอยู่กับคันกั้นน้ำความยาว 88 กิโลเมตร หากเขื่อนนี้พังทลาย กรุงเทพฯ จะจมน้ำทันที ปัจจุบันกรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับภัยคุกคามจาก “Rain Bomb” หรือฝนตกหนักเฉพาะจุดที่รุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เห็นได้จากสถิติเดือนกันยายน 2565 ที่มีปริมาณฝนสะสมสูงถึง 800 มิลลิเมตร จากค่าเฉลี่ยปกติเพียง 300 มิลลิเมตร
คุณชัชชาติยังชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงระยะยาวในอีก 20 ปีข้างหน้า จากปัญหาระดับน้ำทะเลหนุนสูง (Sea Level Rise) ซึ่งอาจทำให้คันกั้นน้ำเดิมไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีการศึกษาและวางแผนก่อสร้างโครงสร้างป้องกันระดับมหภาค เช่น การสร้างเขื่อนปากแม่น้ำ หรือการยกถนนริมชายฝั่งให้เป็นคันกั้นน้ำ (Sea Wall) คล้ายโมเดลของเนเธอร์แลนด์หรือเวนิส นอกจากนี้ กทม. ได้เริ่มนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารความเสี่ยง เช่น การใช้ระบบ Cell Broadcast แจ้งเตือนภัยแบบเจาะจงพื้นที่ และการทำแบบจำลองสถานการณ์น้ำท่วม (Modeling) ที่ละเอียดถึงระดับบ้านเลขที่ เพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือหรืออพยพได้อย่างทันท่วงที
นครปฐมโมเดล: การก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตการปกครอง

ท่ามกลางวิกฤติ อโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ได้นำเสนอแนวทางการบริหารจัดการที่น่าสนใจ โดยการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสผ่านการสร้าง “ความร่วมมือ” ที่ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม นครปฐมในฐานะพื้นที่รับน้ำ ต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวนถึง 117 แห่ง ซึ่งในอดีตมักเกิดปัญหาการทำงานแบบต่างคนต่างทำและหวงแหนพื้นที่ของตนเอง แต่ละตำบลมักปิดประตูระบายน้ำเพื่อปกป้องพื้นที่เกษตรกรรม สวนกล้วยไม้ หรือบ่อปลา ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งระหว่างพื้นที่ต้นน้ำและปลายน้ำภายในจังหวัด
จุดเปลี่ยนสำคัญของ “นครปฐมโมเดล” คือการใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือในการเจรจา โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้ร่วมมือกับมูลนิธิแม่น้ำท่าจีนและทีมนักวิจัย นำเสนอข้อมูลภาพรวมของเส้นทางน้ำทั้งระบบให้ผู้นำท้องถิ่นได้รับทราบพร้อมกัน เมื่อทุกฝ่ายเห็นความจริงว่าน้ำไหลจากจุดใดไปสู่จุดใดและมีพฤติกรรมที่ไม่สนเขตการปกครอง จึงเกิดความเข้าใจว่าการกักเก็บน้ำไว้ที่จุดใดจุดหนึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ นำไปสู่การเปลี่ยนท่าทีจากความขัดแย้งมาเป็นการร่วมมือบริหารจัดการน้ำแบบไร้รอยต่อ
นอกจากนี้ จังหวัดยังเน้นการจัดการปัญหาเส้นเลือดฝอย โดยสั่งการให้ท้องถิ่นกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำและผักตบชวาตั้งแต่ช่วงต้นปี ก่อนเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก และมีการติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องผ่านที่ประชุมประจำเดือน ผลลัพธ์เชิงประจักษ์คือเมื่อเกิดเหตุน้ำหลาก ประสิทธิภาพการระบายน้ำทำได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน จากเดิมที่น้ำอาจท่วมขังนานถึง 2 วัน สามารถระบายออกได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงในจุดวิกฤติ
อย่างไรก็ตาม อโรชายังสะท้อนถึงอุปสรรคเชิงโครงสร้างกฎหมายที่สำคัญ โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำข้ามจังหวัด นครปฐมตั้งอยู่ในลุ่มน้ำท่าจีนซึ่งต้องระบายน้ำออกสู่ทะเลผ่านจังหวัดสมุทรสาคร แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อจังหวัดปลายน้ำอย่างสมุทรสาครไม่ได้รับผลกระทบและไม่ได้ประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ ทำให้ไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณฉุกเฉินเพื่อเดินเครื่องผลักดันน้ำที่ปลายทางได้ ส่งผลให้น้ำไหลระบายออกจากนครปฐมได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จึงมีข้อเสนอแนะให้มีการปลดล็อกระเบียบราชการ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการงบประมาณและเครื่องจักรกลในรูปแบบ “ลุ่มน้ำ” ที่ครอบคลุมหลายจังหวัด เพื่อให้การแก้ไขปัญหาอุทกภัยเป็นไปอย่างบูรณาการและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ทางออกสู่อนาคต: ระบบ Hybrid และปัญญาประดิษฐ์
จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบนเวที ผู้ร่วมเสวนามีฉันทามติร่วมกันว่า ทางรอดของประเทศไทยในการรับมือกับภัยพิบัติที่ไม่แน่นอนในอนาคต จำเป็นต้องปฏิวัติแนวคิดการจัดการน้ำใหม่ โดย ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ เสนอแนวทาง “ระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบผสมผสาน” หรือ Hybrid Infrastructure ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง “โครงสร้างสีเทา” (Grey Infrastructure) เช่น เขื่อน อุโมงค์ระบายน้ำ และคันกั้นน้ำคอนกรีต กับ “โครงสร้างสีเขียว” (Green Infrastructure) หรือพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติ เช่น แก้มลิง พื้นที่ชุ่มน้ำ และพื้นผิวที่น้ำซึมผ่านได้ในเมือง
แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ระดับ “หงส์ดำ” ที่รุนแรงเกินกว่าค่าสถิติ โครงสร้างทางวิศวกรรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถต้านทานได้ การมีพื้นที่สีเขียวเข้ามาช่วยชะลอและกักเก็บน้ำจะช่วยลดความรุนแรงของผลกระทบ และเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ให้กับระบบเมือง ซึ่งสอดรับกับแนวคิดของผู้ว่าฯ ชัชชาติ ที่ย้ำว่าในพื้นที่เมืองหนาแน่นจำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำระดับย่อย เพื่อลดภาระของระบบระบายน้ำหลัก
นอกจากการปรับโครงสร้างทางกายภาพแล้ว หัวใจสำคัญของการบริหารจัดการยุคใหม่คือ “ข้อมูล” และ “ปัญญาประดิษฐ์” (AI) ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ ชี้ว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทในการสร้าง “ปัญญา” ในการตัดสินใจ (Data-driven Decision Making) โดยเฉพาะความสามารถในการพยากรณ์อากาศล่วงหน้าที่แม่นยำในระดับ 3 วัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจบริหารจัดการน้ำได้อย่างทันท่วงที แทนการรอผลสำรวจภาคสนามที่ล่าช้า
ในภาคปฏิบัติ กรุงเทพมหานครได้เริ่มนำแนวคิดนี้มาใช้จริงผ่านการทำแบบจำลองสถานการณ์ (Modeling) ที่มีความละเอียดสูง โดย ชัชชาติยกตัวอย่างการจำลองสถานการณ์ฝนตก 300 มิลลิเมตรในเขตดินแดง ซึ่งระบบสามารถคำนวณได้ว่าซอยใดจะเกิดน้ำท่วมสูงระดับใด และบ้านเลขที่ใดบ้างที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้วางแผนเผชิญเหตุและอพยพรายครัวเรือนได้อย่างแม่นยำ เปลี่ยนการทำงานจากการ “ตั้งรับ” เป็น “รู้ล่วงหน้า”
สุดท้ายนี้ อุปสรรคสำคัญที่สุดที่ต้องก้าวข้ามไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือ “กำแพงการทำงาน” (Silos) ระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชน และวิชาการ ที่ผ่านมาความร่วมมือมักติดขัดด้วยระเบียบราชการและขั้นตอนที่ล่าช้า ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ จึงเสนอให้ใช้โมเดลความร่วมมือลักษณะเดียวกับ “องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน” (ACT) ที่ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเข้ามามีบทบาทเป็นตัวกลางในการเชื่อมประสานและผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกัน โดยมีมหาวิทยาลัยเป็นฐานข้อมูลทางวิชาการ และภาครัฐเป็นผู้ปฏิบัติ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศมีความคล่องตัว โปร่งใส และเท่าทันต่อวิกฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
จุฬาฯ เปิด ‘ศูนย์กันก่อนท่วม’ ชูโมเดลรุกฆาตแก้ต้นน้ำ รับมือวิกฤติปี 69
บลูบิคเผย 3 เทรนด์ AI เปลี่ยนเกมธุรกิจ ดันองค์กรสู่ Intelligent Enterprise



