Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

‘ณรัณภัสสร์ ฐิติพัทธกุล’ ผู้นำ Disrupt Health Impact Fund ผลักดันสตาร์ตอัป HealthTech

'ณรัณภัสสร์ ฐิติพัทธกุล' ผู้นำ Disrupt Health Impact Fund ผลักดันสตาร์ตอัป HealthTech

ภาพของบัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 1 ที่สามารถคว้าข้อเสนอการทำงานจากองค์กรระดับโลกและบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำได้พร้อมกันตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ คือนิยามความสำเร็จที่สังคมประกอบสร้างและขีดเส้นไว้ให้คนรุ่นใหม่เดินตาม แต่สำหรับ “แพท – ณรัณภัสสร์ ฐิติพัทธกุล” ภาพความสมบูรณ์แบบเหล่านั้นกลับกลายเป็น “กับดัก” ที่กักขังตัวตน และผลักให้เธอต้องนั่งร้องไห้อยู่ในรถยนต์ทุกเช้าก่อนก้าวขึ้นตึกไปทำงาน

จากเด็กหญิงที่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดถูกปลุกขึ้นท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 สู่วัยรุ่นที่กดดันตัวเองให้ต้องอยู่ในจุดสูงสุดของทุกการแข่งขัน การตัดสินใจทิ้งเส้นทางอาชีพที่มั่นคงในองค์กรที่ปรึกษาข้ามชาติเมื่อหลายปีก่อน เพื่อก้าวเข้าสู่สมรภูมิสตาร์ตอัป ได้เคี่ยวกรำและหล่อหลอมประสบการณ์กว่า 8 ปีในบ้าน Disrupt ให้กับเธอ

วันนี้ในวัย 32 ปี เธอก้าวขึ้นสู่บทบาทแม่ทัพอย่างเต็มตัวในฐานะ Managing Partner แห่ง Disrupt Health Impact Fund กองทุนที่ตั้งเป้ากว้านซื้อ “เวลา” ด้วยการดึงนวัตกรรมทางการแพทย์ระดับโลกมาลดความเหลื่อมล้ำในระบบสาธารณสุขไทย

อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอทลายอีโก้แห่งความสมบูรณ์แบบในวันนั้น แล้วหันมาสวมบทบาท “นักสร้างระบบนิเวศ” ที่ไม่ได้ทำงานเพื่อพิสูจน์ความเก่งกาจของตัวเองอีกต่อไป แต่ทำเพื่อสร้างผลกระทบที่จับต้องได้ให้กับชีวิตผู้คน? บรรทัดถัดจากนี้ คือบทเรียนการเติบโตเกือบหนึ่งทศวรรษที่ประกอบร่างขึ้นจากหยาดน้ำตา ความกล้าหาญ และสัญชาตญาณของการลงมือทำ

ภาพจำจากวันล้มละลาย: จุดเริ่มต้นของการสร้างเส้นทางชีวิตด้วยตัวเอง

ชีวิตในวัยเด็กของคุณณรัณภัสสร์เริ่มต้นด้วยความพรั่งพร้อม บิดาของเธอเป็นเจ้าของธุรกิจนำเข้าไม้สักจากประเทศเมียนมาที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุ 30 กว่าปี ทว่าเหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ได้เข้ามาพลิกผันทุกอย่าง สัญญาการค้าที่ต้องชำระด้วยเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐกลายเป็นภาระหนักอึ้ง เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนพุ่งทะยานจาก 25 บาทขึ้นไปแตะ 50 บาทอย่างฉับพลัน ธุรกิจที่กำลังเติบโตพังทลายลง นำไปสู่สภาวะล้มละลายและต้องสูญเสียบ้านพักอาศัยในขณะที่เธอมีอายุเพียง 3 ขวบ

ภาพของกลุ่มคนแปลกหน้าที่มาปรากฏตัวอยู่บริเวณหน้าบ้าน กลายเป็นภาพจำที่ทำให้เด็กหญิงรับรู้ได้ว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สภาพแวดล้อมที่พลิกผันในช่วงอายุ 3 ถึง 7 ขวบ บังคับให้เธอสร้างสัญชาตญาณการพึ่งพาตนเองขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ เธอเลือกที่จะไม่เอ่ยปากขอเงินบิดามารดาซื้อของฟุ่มเฟือย แต่จะนึกถึงความคุ้มค่าของเงินและสิ่งที่ได้รับแม้ครอบครัวจะต้องเผชิญกับภาระหนี้สิน แต่บิดามารดาก็ยังคงส่งเสียให้เธอได้เข้าศึกษาในหลักสูตร English Program ของโรงเรียนอุดมศึกษาลาดพร้าว สิ่งนี้จุดประกายความคิดที่ต้องการจะประหยัดค่าใช้จ่ายให้ครอบครัวให้มากที่สุด พร้อมกับสร้างผลลัพธ์ทางการศึกษาให้เทียบเท่าเด็กที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติ

เมื่อถึงช่วงมัธยมศึกษาตอนต้น เธอตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่โรงเรียนของรัฐอย่างโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ที่นี่เธอเริ่มเข้าสู่ระบบการเรียนกวดวิชาเพื่อเตรียมตัวสำหรับการแข่งขัน เป้าหมายถัดมาที่เธอตั้งไว้คือการสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เธอเลือกสอบเข้าในสายศิลป์-คำนวณ โดยความคุ้นเคยกับตัวเลขนี้ก่อตัวขึ้นจากการที่เธอคอยช่วยมารดายกเอกสารและนั่งดูงบการเงินมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ผลักดันให้เธอต้องสอบเข้าให้ได้ คือการมองข้ามช็อตไปถึงเป้าหมายระดับอุดมศึกษา

“คือแค่คิดว่าถ้าแพทเข้าเตรียมอุดมได้ ความคิดเด็ก ๆ นะว่ามันคือเนี่ย… ฉันก้าวขาเข้าจุฬาฯ แล้ว ฉันเข้าสถาบันอันดับต้น ๆ ของประเทศได้อย่างแน่นอน”

แรงผลักดันดังกล่าวทำให้เธอทุ่มเทเวลาให้กับการอ่านหนังสืออย่างหนักจนแทบไม่มีชีวิตวัยเด็ก การเตรียมตัวสอบดำเนินไปอย่างเข้มข้น ในวันประกาศผลสอบที่มีผู้สมัครสายศิลป์-คำนวณกว่า 1,000 คนเพื่อคัดเลือกเพียง 100 กว่าที่นั่ง เธอเดินทางไปที่บอร์ดประกาศผล สายตาไล่มองหารายชื่อที่ถูกจัดเรียงตามคะแนนลงมาเรื่อย ๆ เธอเปิดพลิกกระดาษรายชื่อแผ่นแล้วแผ่นเล่าแต่ก็ยังไม่พบชื่อของตนเอง จนกระทั่งเธอพบชื่อของตนเองปรากฏอยู่บนแผ่นกระดาษในลำดับที่ 3 ของผู้สอบผ่านทั้งหมด

ความสมบูรณ์แบบที่กลายเป็นขีดจำกัด

การสร้างโอกาสให้ตนเองเริ่มต้นขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 5 เมื่อเธอตัดสินใจสอบชิงทุนโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน AFS ไปยังประเทศเยอรมนี การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนกระบวนการคิดที่ต้องการสร้างผลลัพธ์สูงสุดภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด เธอประเมินต้นทุนของครอบครัวและมองหาช่องทางในการเปิดโลกทัศน์โดยไม่ต้องพึ่งพาหลักสูตรนานาชาติที่มีค่าใช้จ่ายสูง

“คือมันเป็นความตั้งใจตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่า ฉันไม่ได้เรียนอินเตอร์ ฉันต้องทำยังไงก็ได้ให้มี exposure ในโลกต่างประเทศ โดยที่ใช้เงินน้อยที่สุด”

ณรัณภัสสร์ ฐิติพัทธกุล

การเดินทางไปใช้ชีวิตในเยอรมนีเป็นเวลาหนึ่งปีช่วยทลายกรอบการใช้ชีวิตแบบเดิม สภาพแวดล้อมในห้องเรียนที่นักเรียนลุกขึ้นอภิปรายและตั้งคำถามตลอดเวลา ทำให้เธอต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เธอเริ่มต้นด้วยการท่องจำคำศัพท์ภาษาเยอรมันเพื่อบังคับตนเองให้เดินไปสนทนากับคนแปลกหน้าอย่างน้อยวันละ 3 คน เพื่อสร้างเครือข่ายสังคมใหม่ด้วยตนเอง

เมื่อเข้าศึกษาต่อที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เธอประเมินว่าทักษะทางวิชาการเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการทำงานในอนาคต จึงตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมกับชมรม AIESEC ตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง Vice President ในชั้นปีที่ 3 หน้าที่หลักของเธอคือการดูแลโครงการส่งนักศึกษาไทยไปฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่นและหลาย ๆ ประเทศ เธอต้องติดต่อประสานงานกับองค์กรพันธมิตรชาวญี่ปุ่น นำเสนอศักยภาพของนักศึกษาไทย และเตรียมความพร้อมให้ผู้สมัครผ่านการสัมภาษณ์ให้สำเร็จ นอกจากนี้ เธอยังรับผิดชอบโครงการปฐมนิเทศอาสาสมัครชาวต่างชาติที่เดินทางมาสอนภาษาอังกฤษในภาคอีสาน

การลงมือทำกิจกรรมในชมรม AIESEC กลายเป็นพื้นที่จำลองการทำงานจริงที่หล่อหลอมทักษะสำคัญ ทั้งการบริหารจัดการคน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม การใช้ภาษาอังกฤษ และการเจรจาธุรกิจกับชาวต่างชาติ ทักษะพื้นฐานเหล่านี้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ถูกนำมาใช้ต่อยอดเมื่อเธอต้องก้าวเข้ามาทำงานที่ Disrupt ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อพันธมิตรเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน การนำเสนองาน (Pitching) หรือการพูดในที่สาธารณะ ประสบการณ์จากชมรมทำให้เธอสามารถบริหารจัดการโครงการที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากหลากหลายประเทศได้อย่างเป็นระบบตั้งแต่อายุยังน้อย

ในช่วงชั้นปีที่ 4 เธอเดินทางไปเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่ University of Southern California (USC) ประเทศสหรัฐอเมริกา ในชั้นเรียนวิชา B2B Sales เธอเดินออกไปทำ Sales pitch หน้าห้องเรียนเป็นเวลา 5 นาที จนเพื่อนร่วมชั้นเรียนลุกขึ้นยืนและปรบมือให้เธอ ในรายวิชาเดียวกัน เธอยังได้รับโจทย์ให้หานามบัตรของผู้คนในอุตสาหกรรมที่สนใจจำนวน 20 ใบ โดยอาจารย์ไม่ได้กำหนดวิธีการค้นหา ทิ้งให้เธอต้องวางกลยุทธ์เพื่อให้ได้นามบัตรเหล่านั้นมาส่งด้วยตนเอง

ผลลัพธ์ทางการศึกษาของเธอสิ้นสุดลงด้วยการได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1 ทว่าระบบความคิดที่ผลักดันให้เธอต้องสมบูรณ์แบบตลอดเวลา กลับทำให้เธอจัดวางความสำเร็จนี้เป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำที่ต้องทำให้ได้โดยไม่มีข้อแม้

“เรียกว่าเกียรตินิยมเนี่ย อย่าเรียกว่าเป้าหมายเลย ในตอนนั้นเรียกว่าเป็น mandatory ที่กดดันตัวเองว่าเป็นขั้นต่ำที่ต้อง achieve… อันดับ 1 ค่ะ อันดับ 1 ด้วย”

ระบบความคิดของเธอสร้างกรอบที่ตีความว่า หากผลการเรียนไม่เป็นไปตามเกณฑ์สูงสุดนี้ จะมีค่าเท่ากับความล้มเหลว เธอคาดหวังไปถึงเหรียญทองซึ่งเป็นรางวัลสำหรับผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดของรุ่น การประเมินคุณค่าที่ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบเช่นนี้ ทำให้เมื่อเธอทราบผลว่าตนเองได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1 เธอจึงสูญเสียความสามารถในการชื่นชมความสำเร็จของตนเอง และกลายเป็นขีดจำกัดที่สร้างความกดดันอย่างมหาศาลเมื่อเธอก้าวเข้าสู่โลกการทำงาน

โลกการทำงานและค่านิยมที่ไม่ได้สร้างด้วยตนเอง

เมื่อก้าวพ้นรั้วมหาวิทยาลัย เส้นทางปกติของบัณฑิตคณะบัญชีคือการเดินเข้าสู่สายงานผู้ตรวจสอบบัญชี ทว่า คุณณรัณภัสสร์กลับประเมินภาพรวมของตนเองอย่างชัดเจนว่าสายงานดังกล่าวไม่สอดคล้องกับทักษะความสามารถ เธอเบนเข็มทิศมุ่งสู่สายงานธุรกิจโดยการส่งประวัติสมัครงานในหลากหลายสาขา ทั้งการตลาด ฝ่ายขาย และที่ปรึกษาธุรกิจ ผลลัพธ์จากการลงสนามสมัครงานจบลงด้วยการได้รับข้อเสนอจากองค์กรขนาดใหญ่ถึง 2 แห่ง ได้แก่ ตำแหน่ง Business Analyst ที่สำนักงานใหญ่ของ DHL ประเทศเยอรมนี ผ่านเครือข่ายของชมรม AIESEC และตำแหน่ง Associate สาย Consulting ที่บริษัทที่ปรึกษาชื่อดังอย่าง PwC ประเทศไทย

การเผชิญหน้ากับข้อเสนอทั้งสองสร้างโจทย์ข้อใหญ่ เหตุผลเบื้องหลังความต้องการเข้าทำงานในสาย Consulting ของเธอไม่ได้มาจากแรงผลักดันที่ก่อตัวขึ้นจากภายใน อาชีพที่ปรึกษาธุรกิจถูกจัดวางให้เป็นตำแหน่งเป้าหมายหลักของนักศึกษาในแวดวงธุรกิจ เป็นภาพลักษณ์ของการทำงานที่สะท้อนความสำเร็จ ค่านิยมหมู่ของสังคมคนทำงานประกอบสร้างภาพความสำเร็จนี้ขึ้นมา และระบบความคิดที่คุ้นเคยกับการไขว่คว้าความสมบูรณ์แบบก็สั่งการให้เธอต้องครอบครองสิ่งที่คนส่วนใหญ่ให้คุณค่านี้มาให้ได้ แม้ว่ามันจะเป็นคุณค่าที่เธอไม่ได้เป็นผู้กำหนดขึ้นเองก็ตาม

เมื่อต้องตัดสินใจเลือกระหว่างการเดินทางไปทำงานต่างประเทศซึ่งเป็นเป้าหมายที่เคยวางไว้แต่เดิม กับการก้าวเข้าสู่งานที่สังคมธุรกิจยกย่อง แพทเลือกที่จะปฏิเสธการตัดตัวเลือกใดตัวเลือกหนึ่งทิ้งไป เธอเดินหน้าเจรจาด้วยความต้องการที่จะครอบครองทั้งสองข้อเสนอ จังหวะเวลาและโอกาสสอดคล้องกับความต้องการของเธออย่างพอดิบพอดี

ในการสัมภาษณ์รอบสุดท้ายที่ PwC พาร์ตเนอร์ขององค์กรจดจำวิธีการนำเสนอของเธอได้และยอมรับในศักยภาพ กฎระเบียบปกติที่กำหนดให้พนักงานใหม่ต้องเริ่มงานพร้อมกันเป็นรุ่นถูกยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ เธอได้รับสิทธิ์ในการเดินทางไปเยอรมนีเพื่อทำงานกับ DHL ก่อนเป็นเวลา 6 เดือน โดยที่ข้อเสนอการจ้างงานของ PwC ยังคงถูกเก็บรักษาไว้รอวันที่เธอเดินทางกลับมา

การครอบครองข้อเสนอทั้งสองแห่ง ทำให้ภาพความสำเร็จในวัยเริ่มต้นทำงานถูกประกอบร่างขึ้นอย่างสมบูรณ์ตามมาตรวัดที่สังคมกำหนดไว้ ทว่าการกวาดต้อนทุกความสำเร็จที่คนรอบข้างให้คุณค่ามาไว้ในมือ กลับกลายเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการค้นพบความจริงเบื้องหลังฉากทัศน์เหล่านั้น

เมื่อเธอเดินทางไปเริ่มงานที่สำนักงานใหญ่ของ DHL ในบทบาทผู้รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ผลประกอบการของฝ่ายขายทั่วยุโรป เธอพกพาระดับพลังงานการทำงานของเด็กจบใหม่ที่พร้อมจะใช้ศักยภาพขั้นสูงสุด แต่เมื่อมองไปรอบตัว เธอกลับพบวิถีชีวิตการทำงานของเพื่อนร่วมงานชาวยุโรปที่มุ่งเน้นการทำหน้าที่ให้เสร็จสิ้น

การทำงานไม่ได้เป็นไปด้วย passion แต่เป็นเพียงแค่สิ่งที่ทำไป แล้วไปใช้ชีวิตในวันเสาร์อาทิตย์สภาพแวดล้อมที่ปราศจากความท้าทายและการขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว สวนทางกับสัญชาตญาณภายในที่ต้องการลงมือทำสิ่งใหม่ตลอดเวลา เธอพบว่าตนเองกำลังตั้งคำถามกับความสำเร็จที่อุตส่าห์พยายามไขว่คว้ามา ว่าเหตุใดผลลัพธ์ที่ได้จึงมีขอบเขตจำกัดเพียงเท่านี้

แพทเดินทางกลับมารับตำแหน่ง Associate ที่ PwC ประเทศไทยตามแผนที่วางไว้ เธอปฏิบัติหน้าที่ในโครงการให้คำปรึกษาทางธุรกิจหลากหลายรูปแบบเป็นเวลาประมาณ 1 ปี

ที่องค์กรแห่งนี้ เธอพบกับโครงสร้างขนาดใหญ่ที่มีการกำหนดกรอบขั้นตอนการทำงานจากจุด A ไปสู่จุด B, C และ D ไว้อย่างชัดเจน เมื่อเธอประเมินเป้าหมายและลองวิธีการทำงานที่แตกต่างออกไปเพื่อสร้างผลลัพธ์ในรูปแบบใหม่

โครงสร้างดังกล่าวทำหน้าที่เป็นกำแพงสกัดกั้น ไม่อนุญาตให้เธอข้ามขั้นตอนหรือดำเนินงานนอกเหนือจากกรอบที่วางไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยงขององค์กร การปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บริหารให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุดคือมาตรฐานที่องค์กรยอมรับ แต่มันแลกมาด้วยการปิดกั้นพื้นที่ในการคิดนอกกรอบและการทดลองลงมือทำสิ่งใหม่

การติดอยู่ในกรอบการทำงานที่จำกัดขีดความสามารถ ประกอบกับการบรรลุเป้าหมายที่สังคมให้คุณค่าไม่ได้สร้างการรับรู้ถึงคุณค่าในตนเอง นำพาเธอเข้าสู่สภาวะวิกฤตทางความคิดที่รุนแรง ภาพความสมบูรณ์แบบภายนอกสวนทางกับความว่างเปล่าภายใน

ผนวกกับปัญหาในชีวิตส่วนตัวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน กิจวัตรประจำวันของเธอในช่วงนั้นคือการนั่งร้องไห้อยู่ในรถยนต์เมื่อเดินทางถึงที่จอดรถของที่ทำงาน ก่อนจะเช็ดน้ำตาและปรับบุคลิกภาพให้กลับมาเป็นปกติ เพื่อเดินขึ้นอาคารไปปฏิบัติหน้าที่เสมือนไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า ความสำเร็จในรูปแบบที่ผู้อื่นขีดเส้นไว้ ไม่สามารถหล่อเลี้ยงความต้องการลึก ๆ ในใจของเธอได้เลยเมื่อต้องลงมือปฏิบัติงานจริง

ทลายอีโก้แห่งความสมบูรณ์แบบสู่จักรวาลสตาร์ตอัป

ในขณะที่กิจวัตรประจำวันวนเวียนอยู่กับการปฏิบัติงานตามโครงสร้างขององค์กรที่ปรึกษาขนาดใหญ่ สายโทรศัพท์จากเพื่อนในสมัยมหาวิทยาลัยที่เคยร่วมงานกันในชมรม AIESEC ได้เปิดหน้าต่างบานใหม่ให้กับเธอ

ทีมวิศวกรคอมพิวเตอร์ 4 คนต้องการบุคลากรสายธุรกิจเพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน Education Disruption Hackathon ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์กรชื่อ Disrupt

ตลอดระยะเวลา 2 วันของการแข่งขัน แพทใช้เวลานอนพักผ่อนเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่กลับสามารถระดมความคิดและทำงานต่อเนื่องได้โดยปราศจากอาการเหนื่อยล้า ภาพของผู้ประกอบการสตาร์ตอัปที่ลงมือสร้างสรรค์ผลงานทันทีโดยไม่ต้องรอโครงสร้างการอนุมัติที่ซับซ้อน สะท้อนให้เธอเห็นจังหวะการทำงานที่สอดคล้องกับตัวตนของเธอ พลังงานของการลงมือทำอย่างรวดเร็วของคนกลุ่มนี้ จุดประกายให้เธอเริ่มตั้งคำถามถึงพื้นที่ที่เธอควรยืนอยู่

หลังจบการแข่งขัน เธอตัดสินใจติดต่อไปพูดคุยเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อเห็นโพสต์ประกาศรับสมัครงานบนเฟซบุ๊กของ “เรืองโรจน์ พูนผล” (คุณกระทิง) โพสต์ดังกล่าวเป็นเพียงข้อความตามหาคนมาร่วมสร้างสิ่งใหม่ โดยไม่มีการระบุชื่อตำแหน่ง รายละเอียดงาน หรือแม้แต่ฐานเงินเดือน

ในวันสัมภาษณ์ คุณเรืองโรจน์ไม่ได้เปิดอ่านประวัติการทำงานหรือผลการศึกษาของเธอ เขาวางกระดาษเปล่าหนึ่งแผ่นลงบนโต๊ะ และกำหนดโจทย์ให้เขียนแผนการเปลี่ยนแปลงระบบสาธารณสุขในประเทศไทย แผนงานในรอบแรกของเธอไม่ตรงกับสิ่งที่เขามองหา

เขาให้ข้อเสนอแนะและชี้จุดบกพร่องจำนวนมาก ทว่าแทนที่จะยึดติดกับความสมบูรณ์แบบและปกป้องความคิดตนเองตามนิสัยเดิม เธอเลือกที่จะเปิดรับข้อวิจารณ์ รวบรวมคำศัพท์หลักที่คุณเรืองโรจน์พูดแทรกขึ้นมา นำมาจัดโครงสร้างเป็นกล่องข้อความลงบนกระดาษใบเดิม และนำเสนอใหม่อีกครั้งทันที ความสามารถในการทลายอีโก้และปรับตัวเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในวันนั้น ทำให้เธอได้รับข้อเสนอเข้าทำงานจากคุณยุ้ยในอีก 3-4 วันต่อมา

เธอตัดสินใจยื่นใบลาออกจาก PwC ภายในระยะเวลา 1 เดือน และก้าวเข้าสู่โลกสตาร์ตอัปอย่างเต็มตัว โดยรับหน้าที่ควบสองตำแหน่ง ได้แก่ Project Manager ของ Disrupt และ Investment Associate ของ 500 TukTuks

'ณรัณภัสสร์ ฐิติพัทธกุล' ผู้นำ Disrupt Health Impact Fund ผลักดันสตาร์ตอัป HealthTech

แม้จะต้องยอมรับฐานเงินเดือนที่ลดลง การได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับบุคคลอย่างคุณ​กระทิง เรืองโรจน์ ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการเติบโตของเธออย่างก้าวกระโดด

รูปแบบการทำงานของคุณกระทิง เรืองโรจน์มักเริ่มต้นด้วยการตั้งเป้าหมายขนาดใหญ่ที่ท้าทายขีดจำกัด ซึ่งช่วยทลายกรอบความเชื่อเดิมที่คอยบอกว่าเธอไม่สามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้ เมื่อเขาสร้างความไว้วางใจในตัวบุคลากร เขาจะมอบหมายโจทย์และปล่อยให้ลงมือปฏิบัติโดยไม่มีการควบคุมทุกขั้นตอน (Micromanagement)

เธอได้รับโอกาสในการจัดเตรียมข้อมูลและเดินเคียงข้างเขาเพื่อเข้าร่วมการประชุมกับผู้บริหารระดับสูงแห่ง Minor Group ในช่วงเวลานั้น เธอได้รับโจทย์ให้จัดการแข่งขันแฮกกาธอนโดยมีเป้าหมายผู้สมัคร 100 ทีม และเธอสามารถบริหารจัดการกระบวนการทั้งหมดจนได้ผู้สมัครถึง 97 ทีม

การลงมือทำในโลกสตาร์ตอัปไม่ได้เพียงแค่สร้างผลงานที่เป็นรูปธรรม แต่ยังทำหน้าที่ขัดเกลาและเปลี่ยนผ่านระบบความคิดของเธอ ในอดีตการลงแรงร้อยเปอร์เซ็นต์ของเธอถูกขับเคลื่อนด้วยปมความต้องการพิสูจน์ตนเอง เพื่อให้ผู้อื่นยอมรับและประเมินว่าเธอคือคนเก่ง แต่เมื่อเธอได้สัมผัสกับการสร้างนวัตกรรมที่แก้ปัญหาให้ผู้คน การอุทิศพลังงานของเธอเปลี่ยนไปสู่การทำสิ่งเหล่านั้นให้เกิดขึ้นจริงเพราะเชื่อมั่นว่ามันคือสิ่งที่ดีและสร้างประโยชน์ต่อสังคม

ตลอดระยะเวลากว่า 8-9 ปีที่บ่มเพาะประสบการณ์ในบ้าน Disrupt เธอได้เรียนรู้ศิลปะของการเป็นผู้นำ จากเดิมที่เคยแบกรับทุกอย่างไว้กับตัวจนร่างกายประท้วงด้วยความเจ็บป่วย เธอเรียนรู้ที่จะสร้าง “ระบบ” ให้ทำงานแทน เรียนรู้ที่จะเปล่งเสียงปฏิเสธเพื่อจัดสรรขีดจำกัดของตนเอง และเรียนรู้ที่จะบริหารคนเก่ง (High Achiever) ในทีมไม่ให้ตกลงไปในหลุมพรางของภาวะหมดไฟเหมือนที่เธอเคยเผชิญ

ประสบการณ์เกือบหนึ่งทศวรรษนี้หล่อหลอมให้เธอเติบโตจากเด็กสาววัยยี่สิบต้น ๆ ที่วิ่งตามความสมบูรณ์แบบ สู่ผู้บริหารที่พร้อมจะนำความเก่งกาจและศักยภาพที่มี มาเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้ผู้อื่นประสบความสำเร็จ

สะพานเชื่อมนวัตกรรมสุขภาพ: ภารกิจ ‘Disrupt Health Impact Fund’ เพื่อยกระดับสาธารณสุขไทย

'ณรัณภัสสร์ ฐิติพัทธกุล' ผู้นำ Disrupt Health Impact Fund ผลักดันสตาร์ตอัป HealthTech

บาดแผล บทเรียน และประสบการณ์กว่า 8 ปีในวงการ VC หล่อหลอมให้คุณณรัณภัสสร์ค้นพบคุณค่าที่แท้จริงของการทำงาน วันนี้ในวัย 32 ปี เธอสวมบทบาท Managing Partner ของกองทุน Disrupt Health Impact Fund พื้นที่ที่เธอได้ใช้สัญชาตญาณของนักคิด นักสร้าง และนักบริหารจัดการอย่างเต็มศักยภาพ โดยมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าการแสวงหาการยอมรับส่วนบุคคล แต่คือการสร้างผลกระทบเชิงบวกที่จับต้องได้ต่อชีวิตผู้คน

โจทย์ใหญ่ที่คุณณรัณภัสสร์และกองทุนมองเห็น คือความเหลื่อมล้ำทางเงื่อนเวลาของระบบสาธารณสุข นวัตกรรมทางการแพทย์ระดับโลกมักใช้เวลาเดินทางข้ามทวีปเข้ามาสู่ประเทศไทยยาวนานนับสิบปี

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือแผ่นแปะวัดระดับน้ำตาล (CGM) ซึ่งมีเทคโนโลยีรองรับมาตั้งแต่ช่วงปี 2000 แต่กลับเพิ่งเริ่มมีการใช้งานอย่างแพร่หลายในประเทศไทย เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา จากกระแสการใส่ wearable และตัวเลือกของจีนที่มีราคาถูกลง ระยะเวลาที่สูญเสียไปเหล่านั้น หมายถึงการขาดโอกาสในการเข้าถึงเครื่องมือที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

ด้วยเหตุนี้ Disrupt Health Impact Fund จึงถูกก่อตั้งขึ้น โดยได้ผนึกกำลังกับกลุ่มธุรกิจชั้นนำของไทยเพื่อเข้ามาเป็นผู้ลงทุนหลักไม่ว่าจะเป็น Digital Health Venture (DHV) ในเครือบริษัท สมิติเวช จำกัด (มหาชน), TMAN, บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) (SPI), มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU), Thai President Foods, Rende Development และผู้ลงทุนท่านอื่น ๆ เพื่อออกค้นหาและนำเทคโนโลยีจากสตาร์ตอัปด้านสุขภาพ (HealthTech) ทั่วโลก เข้ามาขยายตลาดในภูมิภาคเอเชีย

กองทุนมีเป้าหมายที่จะคัดเลือกและลงทุนในสตาร์ตอัปด้าน DeepTech และ HealthTech ประมาณ 15 บริษัท ภายในช่วงเวลา 3-5 ปีแรกของการตั้งกองทุน โดยให้เม็ดเงินลงทุนราว 5 แสนถึง 2 ล้านเหรียญสหรัฐต่อบริษัท (17 – 50 ล้านบาท) ครอบคลุมนโยบายการลงทุน 5 ด้านหลัก ได้แก่ เวชศาสตร์ป้องกันโรค (Preventive Care), การดูแลสุขภาพด้วยตนเอง (Self Care), นวัตกรรมเพื่อผู้สูงวัย (Silver Age), การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness) และเทคโนโลยีสำหรับโรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital)

ภาพสะท้อนของการลงมือทำปรากฏชัดผ่านการเลือกลงทุนในบริษัทผู้พัฒนา OsteoBoost ซึ่งเป็นอุปกรณ์สวมใส่ลักษณะคล้ายเข็มขัดที่ให้ความสั่นสะเทือนแบบเจาะจงบริเวณสะโพก อุปกรณ์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อชะลอการลดลงของมวลกระดูกและกระตุ้นการสร้างกระดูกใหม่สำหรับสตรีที่มีภาวะกระดูกบาง โดยผู้ใช้งานเพียงแค่สวมใส่ 30 นาที จำนวน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ในระหว่างการทำกิจกรรมปกติ นวัตกรรมชิ้นนี้เพิ่งผ่านการรับรองจากหน่วยงานอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) และเริ่มวางจำหน่าย

การที่กองทุนนำเงินเข้าไปสนับสนุนตั้งแต่ระยะเริ่มต้น คือกลไกสำคัญที่ณรัณภัสสร์ใช้เพื่อดึงเทคโนโลยีนี้เข้ามาสู่ตลาดไทย หากไม่มีเม็ดเงินและการสนับสนุนจากกองทุนเข้าไปร่วมขับเคลื่อน นวัตกรรมชิ้นนี้ก็อาจจะไม่ถูกนำเข้ามาในประเทศไทย หรือไม่เป็นที่รู้จักในระยะอันใกล้ หรือผู้ป่วยชาวไทยอาจต้องใช้เวลารอคอยอีกยาวนานกว่าจะได้สัมผัส

ทว่าการตัดสินใจลงทุนของกองทุนแห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความพึงพอใจเพียงอย่างเดียว กระบวนการคัดกรองมีความซับซ้อนและเข้มข้น นวัตกรรมที่จะผ่านการพิจารณาจะต้องได้รับการลงมติเห็นชอบจากคณะกรรมการลงทุน (Investment Committee) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลายมิติ ประกอบไปด้วยคุณกระทิง เรืองโรจน์ พูนผล ซึ่งทำหน้าที่ประเมินความคุ้มค่าทางธุรกิจและศักยภาพในการเติบโต ผนึกกำลังกับทีมแพทย์ ทีมดูแลด้านเทคโนโลยี และผู้บริหารด้านการเงิน (CFO) จากโรงพยาบาลสมิติเวช ที่จะเข้ามาประเมินความเป็นไปได้ทางการแพทย์ (Clinical pathway) และความเหมาะสมในการนำมาใช้งานจริงในบริบทของการดูแลสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นที่โรงพยาบาล หรือที่บ้าน

ด้วยโครงสร้างเช่นนี้ Disrupt Health Impact Fund จึงไม่ได้วางตัวเป็นเพียงแหล่งเงินทุนแต่สวมบทบาทเป็น “Smart Money” ที่ส่งมอบมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัป คุณณรัณภัสสร์เปรียบเสมือนสะพานที่แข็งแกร่ง ทำหน้าที่เชื่อมต่อและพาผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัปต่างชาติเข้ามาทำความรู้จักกับระบบสาธารณสุขไทย เธอช่วยประสานงาน กำหนดกลยุทธ์การขยายตลาด (Go-to-market) และจัดการประชุมร่วมกับพันธมิตรในภูมิภาคเอเชีย เพื่อให้เทคโนโลยีเหล่านั้นสามารถลงหลักปักฐานและสร้างประโยชน์ได้จริง

ในการขับเคลื่อนภารกิจที่ท้าทายนี้ เธอไม่ได้เดินหน้าเพียงลำพัง คุณณรัณภัสสร์นำบทเรียนจากการบริหารจัดการคนมาใช้สร้างทีมงานรุ่นใหม่ที่แข็งแกร่ง เธอเลือกใช้รูปแบบการเป็นผู้นำที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตัวละคร ลูฟี่ในการ์ตูนเรื่อง One Piece โดยเริ่มต้นจากการค้นหาและทำความเข้าใจเป้าหมายชีวิตของบุคลากรแต่ละคน จากนั้นจึงนำเป้าหมายส่วนตัวเหล่านั้นมาผสานเข้ากับพันธกิจหลักของกองทุน

โครงสร้างทีมงานของเธอจึงประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ได้แก่ วิริยา ศักดิ์เจญชัย อดีตพนักงาน Microsoft ที่สำเร็จการศึกษาด้านการเงิน มารับหน้าที่ดูแลการประเมินมูลค่า (Valuation) ธัญรดา ปานสุวรรณ ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านประสาทวิทยา และมีประสบการณ์จาก Accelerator ที่ Cambridge รับหน้าที่ดูแลด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ และ มัชฌมนต์ เพียรอภิธรรม ผู้สำเร็จการศึกษาด้านจุลชีววิทยาจาก UC Berkeley ซึ่งเคยผ่านงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยมหิดล มารับหน้าที่วิเคราะห์เทคโนโลยีเชิงลึก (Core tech)

ในมุมของการลงทุน กองทุนยังคงรักษากลไกการทำงานระดับสากลด้วยการตั้งเป้าหมายผลตอบแทนทางการเงิน (IRR) ในระดับ 15-20% ต่อปี หรือคาดหวังการเติบโต 3 เท่าภายในระยะเวลา 10 ปี แต่สำหรับ “ณรัณภัสสร์” แล้ว ตัวเลขผลตอบแทนเหล่านี้เป็นเพียงเกณฑ์ชี้วัดความสำเร็จทางธุรกิจ สิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจและเติมเต็มความหมายในชีวิตของเธออย่างแท้จริง คือการได้ใช้ศักยภาพความเป็นนักคิดและนักบริหารจัดการ สร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีที่ดึงดูดสตาร์ตอัพระดับโลกเข้ามาสู่ประเทศไทย ทุกการลงทุนของเธอคือการย่นระยะเวลาแห่งความเจ็บป่วย และส่งมอบเครื่องมือที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้น นี่คือคุณค่าที่แท้จริงที่เธอออกตามหา และค้นพบแล้วในจักรวาลของการสร้างผลกระทบแห่งนี้

บทสัมภาษณ์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ดร.อสมา กุลวานิชไชยนันท์ กับภารกิจปั้น Coraline ฝ่ากระแส AI Bubble ปักธง Deep Tech ไทย

4 ทศวรรษ ‘นพดล ปัญญาธิปัตย์’: ศิลปะการโอบรับ ‘โชคชะตา’ บนถนนสายเทคโนโลยี

สุขวสา ภูชัชวนิชกุล: เมื่อศิลปะการ ‘ใช้เงิน’ สำคัญกว่าการ ‘หาเงิน’

×

Share

ผู้เขียน

Asina Pornwasin Avatar