บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ประกาศยุทธศาสตร์สู่การเป็น BANPU (NewCo) ภายใต้บทบาท ‘Energy Architect’ สถาปนิกพลังงานผู้กำหนดทิศทางอนาคตโลก พร้อมตอบรับการเติบโตแบบก้าวกระโดดของ AI และ Data Center ผ่านกลยุทธ์ Energy Symphonics ที่เน้นความสมดุลและความยั่งยืน โดยวางเป้าหมายใหญ่ปี 2573 ดัน EBITDA เติบโต 1.5 เท่า และปรับสัดส่วนพอร์ตโฟลิโอสู่พลังงานสะอาดให้มากกว่าร้อยละ 50 เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์
สินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ได้ตอกย้ำถึงทิศทางใหม่นี้ว่า “เราคือบริษัทที่ประดิษฐ์พลังงาน ‘Energy Architect’ หรือผู้ที่ออกแบบและสร้างสรรค์พลังงานเพื่อขับเคลื่อนโลก โดยมุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม”
ซึ่งวิสัยทัศน์ดังกล่าวสอดรับกับเป้าหมายทางธุรกิจที่ตั้งไว้อย่างชัดเจน นั่นคือการผลักดันกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) ให้เติบโตขึ้น 1.5 เท่าภายในปี 2573 พร้อมปักธงเป้าหมายด้านความยั่งยืนว่าครึ่งหนึ่งของพอร์ตจะต้องมาจากพลังงานสีเขียว (Green) หรือต้องมีรายได้จากกลุ่มธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหินมากกว่าร้อยละ 50 ภายในปี 2573 ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และ 2 ลงให้ได้มากกว่าร้อยละ 20
อัดงบ 3 พันล้านเหรียญฯ ลุยปรับโครงสร้าง
เพื่อให้เดินไปถึงเป้าหมาย บ้านปูได้เตรียมงบลงทุนไว้กว่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วง 5 ปีข้างหน้า ภายใต้แนวคิด Energy Symphonics ที่เน้นรักษาสมดุลระหว่างพลังงานดั้งเดิมและพลังงานสะอาด
ก้าวแรกที่สำคัญคือการจัดทัพองค์กรใหม่ ด้วยการควบรวมกิจการระหว่างบ้านปูและบ้านปูพาวเวอร์ เพื่อตั้งเป็นบริษัทมหาชนจำกัดใหม่ในชื่อ BANPU (NewCo) ซึ่งที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ไฟเขียวไปแล้วเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา จากเดิมที่บ้านปูถือหุ้นในบ้านปูพาวเวอร์ร้อยละ 91.07 (จากการรับซื้อหุ้นคืนที่ราคา 13 บาท) จะเปลี่ยนมาใช้อัตราส่วนสับเปลี่ยนที่ 0.38242 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่
บริษัทใหม่จะยังใช้ชื่อบ้านปู มีราคาพาร์ 10 บาท และมีจำนวนหุ้นทั้งหมดราว 4,000 ล้านหุ้น คาดว่าจะจัดประชุมผู้ถือหุ้นร่วมกันในไตรมาสที่ 2 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เสร็จสิ้นภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569
ขณะเดียวกันในฝั่งสหรัฐอเมริกา หลังจากนำบริษัท BKV เข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว ก็ได้ให้ BKV เข้าซื้อหุ้นร้อยละ 25 ใน US Power JV มูลค่าประมาณ 230 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจ่ายเป็นหุ้น BKV ครึ่งหนึ่งและเงินสดอีกครึ่งหนึ่ง พร้อมจับรวบสินทรัพย์โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ร้อยละ 75 มาไว้ภายใต้ BKV ทำให้ตอนนี้ BKV มีธุรกิจไฟฟ้าเป็นของตัวเอง เปิดทางให้เชื่อมโยงธุรกิจก๊าซ ไฟฟ้า และเทคโนโลยี AI เข้าด้วยกันได้แบบครบวงจร
เจาะ 4 เสาหลักผสานพลังงานสู่เทคโนโลยี

ก้าวต่อไปของบ้านปูจะถูกขับเคลื่อนผ่าน 4 เสาหลัก เสาแรก คือ เหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining) ที่เน้นดึง AI มาช่วยทำงานและลดต้นทุน โดยตั้งทีม Transformation Office ขึ้นมาลุยจนเหมืองในอินโดนีเซียลดต้นทุนไปได้ถึง 75 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนออสเตรเลียก็ลดไปได้ 75 ล้านเหรียญออสเตรเลีย พร้อมวางแผนผลิตถ่านหินเพิ่มอีกเกือบ 1 ล้านตันในปีนี้
ด้านเหมืองอินโดนีเซียเตรียมเร่งผลิตชดเชยในช่วงไตรมาส 2 และ 3 หลังผ่านพ้นฤดูฝนและรออนุมัติโควตาจากรัฐ ส่วนเหมืองมองโกเลียก็เปิดดำเนินงานปีแรกได้สวยงามด้วยยอดขาย 1.62 ล้านตัน และตั้งเป้าจะดันให้ถึง 3 ล้านตันในปีนี้ บริษัทยังทำถ่านหินแบบผสมเพื่อเจาะตลาดจีน และเริ่มไปลงทุนธุรกิจนิกเกิลในอินโดนีเซียเพื่อปูทางสู่อุตสาหกรรมแร่แห่งอนาคต
เสาที่สอง คือ ก๊าซธรรมชาติครบวงจร (U.S. Closed-Loop Gas) ที่รวมธุรกิจก๊าซ ไฟฟ้า และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ไว้ด้วยกัน โดยเริ่มรับรู้รายได้จากแหล่ง Bedrock ทำให้ปีที่ผ่านมายอดขายก๊าซรวมอยู่ที่ 305 พันล้านลูกบาศก์ฟุต และรักษากำลังการผลิตสุทธิไว้ที่ 836 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
ด้านโครงการ CCUS ที่ทำร่วมกับกองทุนจาก CIP ของเดนมาร์ก ก็อัดเก็บคาร์บอนในโครงการ Barnett Zero ไปได้ 138,280 ตัน และเตรียมเปิดโครงการ Cotton Cove (รองรับได้ 32,000 ตันต่อปี) ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ รวมถึงโครงการ Echo Fork อีกราว 90,000 ตัน คาดว่าปีนี้จะมียอดกักเก็บสะสมทะลุ 260,000 ตัน นอกจากนี้ ยังเดินหน้าคุยสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับกลุ่มผู้ให้บริการระดับโลกในเทกซัส เพื่อรองรับการตั้ง Data Center ด้วย
เสาที่สาม คือ ธุรกิจไฟฟ้า (Power+) มุ่งสู่แพลตฟอร์มไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เน้นขยายระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) จนตอนนี้มีกำลังผลิตรวม 2,100 เมกะวัตต์ชั่วโมง ครอบคลุมทั้งโครงการ Mega Moth ในสหรัฐฯ โครงการ Wooreen และ Kerang ในออสเตรเลีย และโครงการ Iwate Tono ในญี่ปุ่นที่เดินเครื่องแล้ว นอกจากนี้เตรียมเปิดโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Jinhu Qianfeng ในจีนช่วงไตรมาส 3 ด้านธุรกิจค้าปลีกไฟฟ้า BKV Energy ในสหรัฐฯ ก็เพิ่งคว้ารางวัลผู้ให้บริการยอดเยี่ยมในรัฐเทกซัสมาครอง ขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินดั้งเดิมอย่าง BLCP และหงสาก็ยังคงทำกำไรได้เป็นอย่างดี
เสาสุดท้าย คือ เทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech) มุ่งพัฒนาระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์เพื่อลดคาร์บอน เช่น ไปลงทุนโซลาร์บนหลังคากำลังผลิตรวม 227 เมกะวัตต์ในนิคมอมตะที่เวียดนาม 2 แห่ง บริหารยานยนต์ไฟฟ้ารวม 876 คัน และที่น่าสนใจคือการส่งหน่วยร่วมลงทุน (CVC) เข้าไปถือหุ้นในสตาร์ตอัปแห่งละ 2 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งใน Mixx Technologies ผู้พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI และ ARC Clean Technology ผู้พัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็กในแคนาดา (ที่เพิ่งผ่านการหารือผลกระทบสิ่งแวดล้อมมาหมาดๆ) เพื่อเตรียมรองรับพลังงานสะอาดสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่
“ในขณะที่ AI และ Data Center กำลังขยายตัวต่อเนื่อง โลกต้องพึ่งพาพลังงานเพิ่มขึ้นมหาศาล บ้านปูพร้อมตอบรับโอกาสนั้นด้วยพอร์ตโฟลิโอพลังงานที่ครบวงจรและสะอาดยิ่งขึ้น” คุณสินนท์ กล่าว
ผลงานปี 68 แกร่งรับอานิสงส์ตลาดโลกปี 69
เมื่อมองดูผลประกอบการในปี 2568 บ้านปูทำรายได้จากการขายไป 5,278 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 173,423 ล้านบาท) มีกำไร EBITDA 1,191 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 39,108 ล้านบาท) และมีกำไรจากการดำเนินงาน 22.3 ล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ด้วยผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าในระหว่างปี ทำให้เกิดขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 45.9 ล้านเหรียญสหรัฐ จึงต้องรายงานเป็นผลขาดทุนสุทธิที่ 61.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,025 ล้านบาท)
แต่สำหรับแนวโน้มในปี 2569 ภาพรวมธุรกิจดูมีทิศทางที่สดใสและเติบโตได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทำให้อุปทานพลังงานโลกลดลง ส่งผลให้ราคาถ่านหินในตลาดขยับตัวขึ้นจากช่วงต้นปีที่ 100-110 เหรียญสหรัฐต่อตัน มาอยู่ที่ระดับ 130 เหรียญสหรัฐต่อตันเรียบร้อยแล้ว
ส่วนราคาก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ บริษัทยังได้ทำสัญญาป้องกันความเสี่ยง (Hedge) เอาไว้ล่วงหน้าถึงร้อยละ 70 ที่ระดับราคา 3.8-3.9 เหรียญสหรัฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบ้านปูมีการบริหารจัดการที่รัดกุม และพร้อมที่จะออกแบบอนาคตพลังงานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
“โลกใบนี้ยังคงต้องการพลังงานไฟฟ้าทุกรูปแบบ สิ่งสำคัญคือการรักษาสมดุลระหว่างพลังงานดั้งเดิมและพลังงานสะอาด ซึ่งคือหัวใจของกลยุทธ์ Energy Symphonics ที่เราพร้อมเดินหน้าลงทุนต่อไป” สินนท์ กล่าว
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ไทยพัฒน์เปิดกรอบ M-A-T พลิกวิกฤติ ESG เป็นกำไร ชูผลตอบแทนสะสม 271%
BDE เปิดตัวกรอบ AITIF หนุนองค์กรไทยเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI





