Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ถอดรหัส ‘มันฝรั่ง’ พะเยา: เมื่อวิศวกรและคนคืนถิ่นใช้เทคโนโลยีสู้โลกร้อน บนวิถีเกษตรพันธะสัญญา

ถอดรหัส ‘มันฝรั่ง’ พะเยา: เมื่อวิศวกรและคนคืนถิ่นใช้เทคโนโลยีสู้โลกร้อน บนวิถีเกษตรพันธะสัญญา

จากห้องทำงานติดแอร์ของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก สู่ความร้อนระอุกลางไร่มันฝรั่งในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา เรื่องราวของ ภูรินทร์ โชติมา อดีตวิศวกรคอมพิวเตอร์บริษัท IBM คือบทพิสูจน์ของการปรับตัวครั้งใหญ่ เขาเปลี่ยนรหัสคอมพิวเตอร์มาเป็นระบบจัดการน้ำและโดรนเพื่อเกษตรกรรม ขณะที่ สุมิตรา ใจดี คนรุ่นใหม่ที่เคยไปแสวงโชคในออสเตรเลีย ตัดสินใจกลับมาทำการเกษตรเพื่อรายได้หลักแสนที่บ้านเกิด ทั้งคู่คือจิ๊กซอว์สำคัญในห่วงโซ่อุปทานของบริษัท เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ผู้ผลิตเลย์ มันฝรั่งทอดกรอบ ที่กำลังเผชิญหน้ากับโจทย์ใหญ่อย่างสภาวะโลกร้อน ผ่านกลยุทธ์ที่ใช้ทั้งศาสตร์แห่งการคำนวณและเทคโนโลยีชีวภาพมาขับเคลื่อน

จากวิศวกรคอมพิวเตอร์ สู่การวางระบบในไร่มันฝรั่ง

ภูรินทร์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า พ่อหลวงในฐานะผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3 ตำบลแม่ลาว ตัดสินใจทิ้งชีวิตในเมืองกรุงและงานวางระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่บ้านเกิดของภรรยา วิกฤตค่าเงินบาทลอยตัวและความกดดันในสายงานไอทีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินไป กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาหันหน้าเข้าสู่เกษตรกรรมอย่างเต็มตัวตลอด 25 ปีที่ผ่านมา

“ผมไม่ได้เสียดายเวลาที่เรียนวิศวะคอมฯ มาเลย เพราะวันนี้ผมได้นำความรู้เหล่านั้นมาปรับใช้ในชุมชน ทั้งการวัดพิกัดแปลงปลูก การคำนวณพื้นที่ด้วยระบบดิจิทัล หรือแม้แต่การใช้โดรนมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต” อดีตวิศวกรคอมพิวเตอร์วัย 57 ปีกล่าว

ชีวิตเกษตรกรในเชียงคำมีต้นทุนทางธรรมชาติที่ได้เปรียบ พื้นที่แห่งนี้มีน้ำอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปีจากลำน้ำลาว ทำให้สามารถปลูกพืชหมุนเวียนได้ถึง 3 รอบต่อปี เริ่มจากนาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำอย่างมันฝรั่ง ซึ่งกลายมาเป็นฟันเฟืองหลักที่สร้างความมั่นคงให้ครอบครัวพ่อหลวงมานานกว่า 22 ปี

ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย เข้ามาสร้างระบบเกษตรพันธะสัญญาที่ช่วยลดความเสี่ยงให้เกษตรกร

ภูรินทร์เล่าว่า ข้อดีที่สุดคือการที่เกษตรกรไม่ต้องแบกรับภาระการลงทุนเองทั้งหมด บริษัทฯ สนับสนุนทั้งพันธุ์พืชและปัจจัยการผลิต ในขณะที่มันฝรั่งใช้เวลาเพาะปลูกสั้นเพียง 3 เดือนก็สามารถเก็บเกี่ยวและสร้างรายได้ได้ดีเมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่น ส่วนตัวเขามีรายได้เฉลี่ยในช่วงการปลูกมันฝรั่งสูงถึงเดือนละ 80,000 บาท หรือ 240,000 บาทจากการปลูกมันฝรั่งในแต่ละรอบซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 เดือนต่อปี จากพื้นที่เพาะปลูก 7 ไร่ โดยมีต้นทุนอยู่ที่ไร่ละ 15,000 บาท

แม้ปัจจุบันสภาพภูมิอากาศจะเปลี่ยนแปลงไป อากาศที่ร้อนขึ้นทำให้ดินแห้งเร็วและมีแมลงรบกวนมากขึ้น แต่ด้วยพื้นฐานความเป็นวิศวกร ภูรินทร์ใช้การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบผ่านลำเหมืองและการตรวจสอบสภาพดินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าผลผลิตทุกหัวจะมีคุณภาพตามมาตรฐาน

สำหรับภูรินทร์ มันฝรั่งไม่ใช่แค่พืชที่ปลูกเพื่อขาย แต่คือสัญลักษณ์ของการปรับตัวและการเติบโตที่ยั่งยืนในบั้นปลายชีวิต ที่ซึ่งเทคโนโลยีและวิถีเกษตรสามารถหลอมรวมเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างลงตัว

จากสตรอว์เบอร์รี่สู่มันฝรั่ง: วิถีเกษตรกรคืนถิ่น

สุมิตรา ใจดี

หากพ่อหลวงภูมินทร์คือตัวแทนของคนวัยเกษียณที่มองหาความสงบ สุมิตรา ใจดี หญิงสาวที่เรียกตัวเองว่าเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ วัย 36 ปี คือภาพสะท้อนของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่ออกไปเผชิญโลกกว้าง ก่อนจะค้นพบว่าขุมทรัพย์ที่แท้จริงอยู่ที่บ้านเกิดของเธอเอง

สุมิตราใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นเหมือนกับคนในรุ่นเดียวกัน เธอเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนและทำงาน แต่วิถีเกษตรกรที่พ่อและแม่ปูทางไว้ในฐานะเกษตรกรรุ่นแรกของเป๊ปซี่โคยังคงอยู่ในความทรงจำ จนกระทั่งเธอตัดสินใจไปทำงานที่ออสเตรเลียนานถึง 7 ปี

ที่ออสเตรเลีย เธอได้เรียนรู้หัวใจของเกษตรกรรมเชิงอุตสาหกรรม เธอเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการทำฟาร์มสตรอว์เบอร์รี่และพืชเมืองหนาว แม้รายได้จะสูงถึงเดือนละ 200,000 บาท แต่ค่าครองชีพและภาระหน้าที่ต่อครอบครัวทำให้เธอตัดสินใจกลับมาเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองด้วยการทำไร่มันฝรั่งที่บ้านเกิดที่พะเยา

“เงินเดือนที่เมืองนอกดีจริงค่ะ แต่ที่นี่คือบ้าน การเห็นพ่อมีรายได้จากการปลูกมันฝรั่ง 18 ไร่ เพียง 3 เดือนถึง 3 แสนกว่าบาท นั่นยืนยันว่าเกษตรกรบ้านเราก็สร้างความมั่นคงได้ไม่แพ้ที่ไหน” สุมิตรากล่าวด้วยแววตามุ่งมั่น

การกลับมาครั้งนี้ เธอไม่ได้กลับมาเพื่อเป็นแรงงาน แต่เธอกลับมาในฐานะเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ใช้ที่ดิน 3 ไร่ของตัวเองเป็นแปลงทดลอง โดยนำองค์ความรู้จากต่างแดนเรื่องการบริหารจัดการดินและแรงงาน เธอเลือกใช้เทคโนโลยีแบบพอดีตัว เช่น “รถอีมุ่น” ไว้พรวนดินและกลบแถว “เครื่องโบ้” เครื่องพ่นยาฆ่าแมลงแบบสะพายหลัง ซึ่งช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วและทั่วถึงกว่าการใช้แรงงานคนแบบดั้งเดิม รวมถึงการใช้แกลบและปุ๋ยคอกปรับปรุงหน้าดินตามแนวทางเกษตรฟื้นฟู

“หลายคนกังวลว่าการทำเกษตรมันยาก แต่สำหรับหนู มันคือการเปิดใจลงมือทำครั้งแรกให้ได้ก่อน” คุณสุมิตรากล่าว

เธอวางแผนจะใช้ชีวิตเกษตรกรในบ้านเกิดอย่างถาวร โดยมีเป้าหมายที่จะบริหารจัดการพื้นที่ 18 ไร่ของครอบครัวร่วมกับน้องชาย เธอเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างประสบการณ์จากต่างแดนกับวิถีถิ่นเชียงคำเพื่อพิสูจน์ว่าเกษตรกรยุคใหม่สามารถสร้างรายได้และมีความสุขอย่างยั่งยืนได้

3 ทศวรรษแห่งพันธะสัญญาและเกษตรยั่งยืน

สุริวัสสา สัตตะรุจาวงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และรัฐกิจ ประจำประเทศไทย และอินโดไชน่า บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด หรือ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย
สุริวัสสา สัตตะรุจาวงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และรัฐกิจ ประจำประเทศไทย และอินโดไชน่า บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด หรือ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย

สุริวัสสา สัตตะรุจาวงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และรัฐกิจ ประจำประเทศไทย และอินโดไชน่า บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด หรือ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ย้อนภาพให้เห็นว่าความสำเร็จในวันนี้ไม่ได้มาง่าย ๆ 10 ปีแรกคือช่วงเวลาแห่งการลองผิดลองถูก 10 ปีต่อมาคือการปรับตัว และ 10 ปีล่าสุดคือการเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้พันธะสัญญา PepsiCo Positive (pep+)

หัวใจหลักคือ Positive Agriculture คือการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน 100% ในประเทศไทย เกษตรกรในโครงการกว่า 4,800 ราย ร่วมกันเปลี่ยนพฤติกรรมไม่เผาตอซัง 100% แต่เลือกใช้วิธีไถกลบเพื่อคืนสารอาหารสู่ดิน ควบคู่ไปกับระบบการบริหารจัดการน้ำและพลังงานสะอาดในโรงงานผลิตที่ลำพูนและโรจนะ อยุธยา ที่มุ่งสู่ Net Zero อย่างเต็มตัว

หัวใจสำคัญที่ทำให้เครือข่ายเกษตรกรมีความแข็งแกร่ง คือระบบการประกันราคาที่ 11 บาทต่อกิโลกรัม ที่สร้างความอุ่นใจ ผสมผสานกับการสนับสนุนหัวพันธุ์ที่ผ่านการเพาะเนื้อเยื่อถึง 4 รุ่นเพื่อให้ได้พันธุ์ที่บริสุทธิ์และปลอดโรคที่สุด

“เราภูมิใจที่เห็นเกษตรกรอยู่ดีมีสุข เป๊ปซี่โคเชื่อว่าถ้าต้นน้ำคือเกษตรกรล่มสลาย ปลายน้ำอย่างธุรกิจก็อยู่ไม่ได้ ความยั่งยืนจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวที่เราจะเดินไปพร้อมกัน” คุณสุริวัสสากล่าว

สู้โลกร้อนด้วย Data และสายพันธุ์ทนร้อน

ในขณะที่เกษตรกรทำหน้าที่ดูแลแปลงปลูก อีกฟากหนึ่งของสายพานการผลิตคือการทำงานของทีมส่งเสริมการเกษตรและทีมซัพพลายเชน

สุดาทิพย์ อินเสาร์ ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมการเกษตร ให้ข้อมูลว่า ปัญหาใหญ่ที่ต้องเผชิญคือฤดูปลูกที่สั้นลง จากสภาวะโลกร้อน จากเดิมที่เคยเริ่มปลูกได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปัจจุบันขยับมาเป็นกลางเดือนพฤศจิกายน และร้อนไวขึ้นตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ช่วงเวลาที่มันฝรั่งจะเจริญเติบโตได้ดีที่สุดหดเหลือเพียง 60 วันเท่านั้น

“เราต้องใช้ Data มาช่วยวิเคราะห์พื้นที่ปลูกใหม่ ๆ และทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์เพื่อพัฒนาสายพันธุ์ทนร้อนที่ต้องทนทั้งโรคและอากาศที่แปรปรวน เพื่อรักษาระดับผลผลิตให้ได้ตามเป้าหมาย 100,000 ตันต่อปี” คุณสุดาทิพย์กล่าว

ปัจจุบันเกษตรกรในโครงการสามารถผลิตมันฝรั่งได้ 100,000 ตันต่อปี จากเครือข่ายการปลูกของเกษตรกร ใน 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน พะเยา ตาก เพชรบูรณ์ สกลนคร นครพนม บนพื้นที่รวม 35,000 ไร่ บริษัทฯ ตั้งเป้าขยายพื้นที่การเพาะปลูกเพิ่มอีก 10,000 ไร่ ภายใน 5 ปีข้างหน้า เพื่อเพิ่มผลผลิตเป็น 140,000 ตันต่อปี และลดการนำเข้ามันฝรั่งจากต่างประเทศ

ความสำเร็จของการปลูกมันฝรั่งในพื้นที่เชียงคำไม่ใช่เพียงเรื่องของการซื้อขายผลิตผล แต่คือการสร้างระบบนิเวศเกษตรพันธะสัญญาที่หลอมรวมระหว่างประสบการณ์ของคนรุ่นบุกเบิก ความใฝ่ฝันของคนรุ่นใหม่ และข้อมูลขององค์กรระดับโลกเข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศให้เป็นโอกาสที่ยั่งยืนและวัดผลได้จริงสำหรับทุกคนในห่วงโซ่อุปทาน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

KFC ลุยเปิดสาขาแม่ฮ่องสอน ย้ำเบอร์ 1 แบรนด์ QSR ขยายครบ 77 จังหวัด

LINE ชู Chat Commerce ปิดยอด 98% อุดช่องโหว่ SME ไทยใช้ AI ไม่เต็มที่

×

Share

ผู้เขียน

Jintana Panyaarvudh Avatar