อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) ประกาศทิศทางธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ “Future Forward — The Business Behind the World’s Brands” โดยปรับกลยุทธ์องค์กรสู่การเป็น Solution Aggregator ที่ให้บริการโซลูชันไอทีแบบครบวงจรตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ระบบคลาวด์ และเทคโนโลยี AI เพื่อสนับสนุนพันธมิตรทางธุรกิจกว่า 2,000 รายในประเทศไทย
พร้อมรับมือเทรนด์การลงทุนด้านไอทีทั่วโลกที่ประเมินว่าจะพุ่งแตะ 6.15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และในไทยที่ระดับ 1.1 ล้านล้านบาท ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของพฤติกรรมลูกค้า B2B สู่ระบบดิจิทัล และการวางแผนรับมือวิกฤติซัพพลายเชนในตลาดไอทีอย่างรัดกุม
ปรับทิศทางสู่ Solution Aggregator
ศุภกิจ ติยะวัชรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงการดำเนินงานโดยปรับทิศทางธุรกิจสู่การเป็น Solution Aggregator ที่ให้บริการโซลูชันไอทีตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงคลาวด์และ AI Stack การปรับทิศทางองค์กรในครั้งนี้มีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากแนวโน้มตลาดไอทีที่กำลังเติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ยอดใช้จ่ายด้านไอทีทั่วโลกอยู่ที่ 6.15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 10.8% ขณะที่ประเทศไทยมียอดใช้จ่าย 1.1 ล้านล้านบาท ปัจจัยหนุนส่วนหนึ่งมาจากการครบรอบอายุการใช้งานของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่จัดซื้อในช่วงปี 2020
ผนวกกับการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่ส่งผลให้เกิดรอบการอัปเกรดฮาร์ดแวร์ครั้งใหญ่ คาดว่ากลุ่ม Data Center เพื่อรองรับ AI จะเติบโต 27.9% และการลงทุนเซิร์ฟเวอร์สำหรับ AI เติบโต 38% อุปกรณ์กลุ่ม AI PC และ Workstation จะมีสัดส่วน 40% ของยอดจำหน่ายใหม่ ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายและระบบ AIDC ในไทยเติบโต 15.5% เพื่อรองรับการขยายตัวของคลังสินค้าและระบบโลจิสติกส์
รุกดิจิทัลด้วย Xvantage™
ตลาดการซื้อขาย B2B มีการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ Self-Service โดย 75% ของผู้ซื้อองค์กรต้องการรูปแบบการซื้อที่ไม่ต้องผ่านพนักงานขาย และ 80% ของการปฏิสัมพันธ์การขายจะเกิดขึ้นบนช่องทางดิจิทัล เพื่อรองรับพฤติกรรมดังกล่าว
บริษัทเตรียมเปิดใช้งานแพลตฟอร์ม Ingram Micro Xvantage™ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อให้ประสบการณ์การใช้งานสำหรับลูกค้าองค์กร แพลตฟอร์มนี้รองรับการจัดการฮาร์ดแวร์และการสมัครใช้บริการคลาวด์ มีการแสดงราคาแบบเรียลไทม์ การติดตามคำสั่งซื้อ และระบบอัตโนมัติสำหรับการเรียกเก็บเงิน
นอกจากนี้ ยังมีการแชร์ข้อมูลให้พาร์ตเนอร์ทราบถึงสินค้า Top 10 หรือ Top 20 ที่ลูกค้าสั่งซื้อ รวมถึงข้อมูลกำไรหรือขาดทุนต่อหน่วย เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจและวางแผนธุรกิจ
เสริมแกร่งคลาวด์และ AI
สำหรับการให้บริการคลาวด์ระดับสากล บริษัทเป็นหนึ่งใน Partner หลักในภูมิภาค APAC ของ Google Cloud และเป็นตัวแทนจำหน่าย Microsoft Azure ทิศทางของตลาดยังคงมีการใช้งาน Hybrid Cloud อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากข้อจำกัดด้านโครงข่ายที่อาจส่งผลต่อความล่าช้าในการส่งข้อมูลของภาคธุรกิจ การประมวลผลจึงมีการผสมผสานระหว่างระบบคลาวด์และโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กร
ในส่วนของการประยุกต์ใช้ AI ในประเทศไทย มีการนำมาใช้แก้ปัญหาด้านภาษาสำหรับการสื่อสารและการประชุมของโรงงานที่รับจ้างผลิต รวมถึงการใช้ Embedded AI ในภาคการผลิตจริง เช่น การใช้เซนเซอร์ตรวจจับคุณภาพกระจกในโรงงานอุตสาหกรรม การใช้แขนกลประกอบชิ้นส่วน อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่วิเคราะห์ข้อมูลเฉพาะบุคคล ไปจนถึงการใช้โดรนในภาคการเกษตรเพื่อประเมินความสูงของต้นไม้จากระดับน้ำทะเล
เจาะลึกฐานลูกค้า-อัปสกิลบุคลากร
ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ปรับปรุงระบบหลังบ้าน ทั้งการบริหารจัดการคลังสินค้า การหมุนเวียนสินค้า การบริหารจัดการต้นทุน และการลดระยะเวลาการให้บริการ ปัจจุบันมีพนักงานกว่า 200 คน และเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าไอที 80 แบรนด์ ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าทั่วไปและกลุ่มองค์กรในสัดส่วน 50:50 โดยพอร์ตโฟลิโอสินค้าไม่มีแบรนด์จากจีนแผ่นดินใหญ่
เป้าหมายทางธุรกิจเน้นที่ความพึงพอใจของลูกค้า โดยใช้แนวทางการทำงานเชิงลึกกับฐานลูกค้าเดิมเพื่อเพิ่มปริมาณการซื้อขายและการทำธุรกรรม มากกว่าการขยายฐานลูกค้าใหม่ บริษัททำหน้าที่ให้คำปรึกษาเปรียบเสมือนสถาปนิกที่คอยช่วยพาร์ตเนอร์ มีการจัดสรรบุคลากรทำหน้าที่ออกแบบโซลูชัน AI ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า และวัดผลงานจากการนำโซลูชันไปใช้งานจริง พร้อมทั้งจัดอบรมพนักงานด้าน Soft Skill เช่น เทคนิคการตั้งคำถามเพื่อค้นหาความต้องการของลูกค้าแทนการมุ่งเน้นเรื่องราคา และเพิ่ม Technical Skill ในการทำ Proof of Concept
รับมือวิกฤติซัพพลายเชน
สถานการณ์ด้านซัพพลายเชนในปัจจุบันเผชิญกับวิกฤติสินค้าขาดตลาด โดยเฉพาะกลุ่มหน่วยความจำและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่มีความต้องการสูง ส่งผลให้ราคาสินค้ามีความผันผวนและผู้ผลิตสามารถยืนราคาได้เพียง 7-10 วัน ขณะที่ระยะเวลาส่งมอบสินค้ายืดเยื้อเพิ่มขึ้นจากปกติ 60 วันเป็นมากกว่า 120 วัน
เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว บริษัทได้ร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในการวางแผนบริหารคลังสินค้าอย่างรัดกุม รวมถึงเป็นตัวกลางประสานงานขอเงินสนับสนุนจากแบรนด์ผู้ผลิต เพื่อช่วยรักษาสภาพคล่องและกระแสเงินสดให้แก่พาร์ตเนอร์ในสภาวะที่ตลาดมีการชะลอตัว
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
โอสถสภา (OSP) ปี 69 ปรับพอร์ตพรีเมียมขยายฐานข้ามวัยเจาะตลาดโลก
GWM เปิดตัว ORA 5 ครั้งแรกของโลกที่ไทย ชูขุมพลัง HEV–EV วิ่งไกล 1,000 กม.





