ท่ามกลางความฝัน ที่อยากให้ระบบประปาในประเทศไทยสามารถดื่มได้อย่างปลอดภัยเฉกเช่นในต่างประเทศ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงกลับพบว่าคุณภาพน้ำในระดับท้องถิ่นยังคงอยู่ในสภาวะวิกฤติอย่างต่อเนื่อง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านอย่างเป็นรูปธรรม
ข้อมูลการเฝ้าระวังคุณภาพนํ้าประปาหมู่บ้านปี 2568 ล่าสุดจากพื้นที่ 4,873 แห่งใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ พบความจริงที่น่าตกใจว่าระบบประปาหมู่บ้านสูงถึง 90.5% ยังไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน โดยมีพารามิเตอร์ที่ไม่ผ่านเกณฑ์สูงมากคือการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Coliform Bacteria หรือ E. coli ซึ่งบ่งชี้ถึงการปนเปื้อนจากสิ่งปฏิกูลในระบบน้ำ นอกจากนี้ยังมีปัญหาการปนเปื้อนของโลหะหนักอันตราย เช่น สารหนู ตะกั่ว และปรอท ในสัดส่วน 20% ของน้ำประปาที่สำรวจ
อุปสรรคเชิงโครงสร้าง และกับดักการจัดการท้องถิ่น
นายแพทย์นเรศฤทธิ์ ขัดธะสีมา รองอธิบดีกรมอนามัย ได้สะท้อนภาพปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงน้ำสะอาด โดยวิกฤตินี้มาจาก 4 ปัจจัยหลัก คือ
- โครงสร้างพื้นฐานที่ชำรุดทรุดโทรมจากการใช้งานมานานจนมีตะกรันสะสมและท่อรั่วซึม
- กระบวนการผลิตน้ำที่ระบบการฆ่าเชื้อโรคขาดประสิทธิภาพและใช้สารเคมีไม่ถูกต้อง
- ทรัพยากรบุคคลหรือผู้ดูแลระบบที่ขาดความรู้ทักษะเฉพาะทาง และขาดแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน
- งบประมาณที่ไม่เพียงพอสำหรับการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ทำให้ระบบประปาที่ลงทุนไปหลายล้านบาทบางแห่งต้องถูกทิ้งร้างไปอย่างน่าเสียดาย
“จุดหมายปลายทางที่ตั้งเป้าไว้คือการสร้างน้ำประปาหมู่บ้านสะอาด น้ำประปาดื่มได้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคน ผ่านการสร้างความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงานในด้านวิชาการ วิจัย และพัฒนา เพื่อร่วมกันผลักดันจากระดับนโยบายไปสู่ระดับปฏิบัติด้วยการใช้นาโนเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม”
โดยปัจจุบันกรมอนามัยได้ผลักดันแนวทาง “ประปาหมู่บ้านสะอาด 3C” ได้แก่
- Clear คือการเคลียร์ระบบให้สะอาดตามหลัก 5 ส.
- Clean คือน้ำต้องใสและผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 21 พารามิเตอร์
- Chlorine คือการฆ่าเชื้อโรคด้วยคลอรีนอย่างถูกวิธี
ปัจจุบันผ่านการรับรองแล้ว 761 แห่งทั่วประเทศ ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงน้ำสะอาดได้กว่า 247,000 ครัวเรือน พร้อมตั้งเป้าหมายขยายผลสู่แนวคิด “1 อำเภอ 1 ระบบประปา 3C” ให้กระจายครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศ
นวัตกรรมนาโนเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
เพื่อแก้โจทย์ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐาน ภายใต้แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ 2569 ที่ตั้งเป้าเพิ่มการเข้าถึงน้ำสะอาดอีก 25,000 ครัวเรือน ดร.ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ ชัยผู้อำนวยการนาโนเทค อธิบายถึงแนวคิดในการนำวิทยาศาสตร์มาส่งต่อสู่ประชาชนผ่านยุทธศาสตร์ “คลินิกน้ำเพื่อชุมชน” โดยเน้นการใช้นวัตกรรมที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ เช่นการนำวัสดุถ่านชีวภาพในท้องถิ่นมาดัดแปรพื้นผิวด้วยกระบวนการทางนาโนเพื่อให้มีคุณสมบัติในการดูดซับสารหนู ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อวัสดุกรองราคาแพงจากต่างประเทศ
“การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการร่วมกันนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) มาต่อยอดใช้งานเพื่อพัฒนามาตรฐานคุณภาพการผลิตน้ำประปาหมู่บ้านหรือระบบประปาที่ดูแลโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพิ่มการเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดที่ได้มาตรฐานน้ำประปาสำหรับชุมชน ผลักดันในระดับนโยบายจนถึงระดับปฏิบัติด้วยการใช้นาโนเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม”
นวัตกรรมตรวจวัด และเทคโนโลยีปรับปรุงคุณภาพน้ำ

นวัตกรรมที่ถูกนำมาใช้ภายใต้ความร่วมมือนี้ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบจนถึงกระบวนการผลิต โดยเริ่มจากเทคโนโลยีชุดตรวจติดตามคุณภาพน้ำ ซึ่งประกอบด้วยระบบ ChemSense สำหรับตรวจวัดสารเคมี เช่น แมงกานีส ฟลูออไรด์ อะลูมิเนียม และคลอรีน รวมถึงระบบ MSense ที่ช่วยตรวจติดตามโลหะหนักอย่างสารหนู ตะกั่ว ปรอท และแคดเมียม
ในส่วนของอุปกรณ์ภาคสนามเพื่อการควบคุมคุณภาพ ได้นำกระบอกวัดความขุ่นชนิดแผ่นสังเกตเคลื่อนที่ และอุปกรณ์ Mobile Jar Test เข้ามาช่วยหาปริมาณสารส้มที่เหมาะสมในการตกตะกอน ซึ่งช่วยป้องกันการใช้สารเคมีเกินความจำเป็นและลดต้นทุนการผลิตน้ำประปาลงได้ นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมวัสดุกรองประสิทธิภาพสูงที่ใช้การดัดแปรพื้นผิววัสดุในท้องถิ่นเพื่อกำจัดความขุ่น สี สารแขวนลอยอย่างตะกอนเหล็ก และสารพิษตกค้าง
กระบวนการทั้งหมดนี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นสามารถตรวจสอบคุณภาพน้ำได้ด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ โดยปัจจุบันได้มีการนำร่องใช้งานร่วมกับศูนย์อนามัยในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ศรีสะเกษ ลำพูน และสงขลา รวมถึงการใช้เทคโนโลยีวัสดุกรองในพื้นที่จังหวัดเชียงรายเพื่อแก้ปัญหาสารหนูในน้ำดินอย่างเจาะจง
หมุดหมายความยั่งยืนมุ่งสู่ปี 2573
สำหรับเป้าหมายในอนาคต ทั้งสองหน่วยงานมุ่งหวังที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ โดยเน้นบทบาทให้นาโนเทคเป็น “พี่เลี้ยง” ทางวิชาการ ในขณะที่ชุมชนเป็นเจ้าของและท้องถิ่นเป็นผู้สนับสนุน
นายแพทย์นเรศฤทธิ์ได้กล่าวทิ้งท้ายถึงความหวังในอนาคตว่า “ผมเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถใช้เทคโนโลยีนี้นำไปสู่ความต้องการพื้นฐานของประชาชน พร้อมฝันว่าสักวันหนึ่งน้ำประปาบ้านเราจะดื่มได้ เพื่อให้เรามีคุณภาพชีวิตพื้นฐานที่ยั่งยืนได้ด้วยตนเอง”
ความร่วมมือในกรอบระยะเวลา 5 ปีนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่คือการสร้างรากฐานที่มั่นคงเพื่อให้ประชาชนไทยเข้าถึงน้ำสะอาดตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG6) ภายในปี 2573 อย่างแท้จริง
Meta Description:
Tags:
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
EfraStructure ดันสตาร์ตอัปไทย ขยับเข็มเศรษฐกิจ 9 แสนล้านบาท
60 ปีสยามดนตรียามาฮ่า: จาก ‘คนขายเครื่องดนตรี’ สู่ ‘ผู้เยียวยา’ ผ่านเสียงเพลงในยุค AI


