เมื่อความฝันเรื่องปัญญาประดิษฐ์ไร้ขีดจำกัดและเป้าหมายโลกสีเขียวพุ่งชนกำแพงแห่งความจริง บททดสอบครั้งสำคัญในปี 2569 กำลังบีบให้ภาคธุรกิจต้องตื่นจากภาพลวงตาเพื่อเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด เมื่อทรัพยากรโลกเริ่มขัดแย้งกับนวัตกรรมอย่างรุนแรง ขณะที่นโยบายความยั่งยืนระดับสากลกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะชะงักงันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ยุคแห่งความเพ้อฝันกำลังถูกแทนที่ด้วยยุคแห่งการเอาตัวรอดบนพื้นฐานของทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกองค์กรต้องเร่งปรับกระบวนทัศน์เพื่อรักษาการเติบโตท่ามกลางความผันผวน
ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์ เผยวิสัยทัศน์ผ่าน The Story Thailand ถึงทิศทางที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคแห่งความคาดหวังเกินจริง (Optimistic) เข้าสู่ยุคแห่งความเป็นจริง (Realistic) โดยระบุว่า เรากำลังเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่ง เมื่อข้อจำกัดทางทรัพยากรกลายเป็นเพดานที่ทำให้เทคโนโลยีและการวางแผนด้านสิ่งแวดล้อมไม่สามารถดำเนินไปในรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป
AI กับเพดานทรัพยากร: ความฉลาดที่ต้องแลกด้วยพลังงาน
ประเด็นความย้อนแย้งระหว่างการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์กับความยั่งยืน กลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง แม้ปัญญาประดิษฐ์จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความยั่งยืน แต่ตัวมันเองกลับเป็นผู้ใช้ทรัพยากรมหาศาลจนเข้าสู่ยุคที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านทรัพยากรหลังบ้านอย่างรุนแรง งานวิจัยระบุชัดเจนว่า ลำพังพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา อาจไม่เพียงพอต่อการหล่อเลี้ยงคลังข้อมูล (Data Center) เพื่อเดินเครื่องปัญญาประดิษฐ์ตามความต้องการในอนาคต
ปรากฏการณ์ที่ตามมา คือผู้ให้บริการหลายรายเริ่มจำกัดการใช้งานผ่านระบบเหรียญ (Limit Token) หรือแม้แต่การลดความซับซ้อนของขั้นตอนวิธี (Algorithm) ลงเพื่อให้สามารถทำงานภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่ สิ่งนี้ส่งผลให้ผู้ใช้งานเริ่มรู้สึกว่าปัญญาประดิษฐ์ตอบคำถามสั้นลงหรือไม่ฉลาดเท่าเดิม
“วันนี้การพัฒนาของปัญญาประดิษฐ์เริ่มไปชนเพดานทรัพยากร ทำให้ผู้ให้บริการต้องยอมลดทอนขีดความสามารถลง เพื่อให้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดสามารถรองรับการใช้งานได้”
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์กำลังถูกเขย่าครั้งใหญ่ โดยบริษัทขนาดเล็กอาจต้องปิดตัวลงและเหลือเพียงผู้เล่นที่มีสายป่านยาว ดร.พิพัฒน์ยังได้เปรียบเทียบว่า “OpenAI อาจเป็นเหมือน Netscape ในยุคดอตคอมที่เป็นผู้บุกเบิกรายแรก แต่ท้ายที่สุดอาจไม่ใช่ผู้ชนะที่ครองตลาดเสมอไป”
Net Zero ชะงักงัน: กระแสตีกลับของนโยบายความยั่งยืน
เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือ Net Zero ภายในปีพ.ศ. 2593 กำลังถูกท้าทายด้วยปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ ปัจจุบันเริ่มเกิดกระแส “Green-hushing” หรือการที่บริษัทขนาดใหญ่เลือกที่จะถอนตัวหรือเงียบงดประกาศพันธสัญญาด้านความยั่งยืน เนื่องจากมองว่าเป็นภาระต้นทุนท่ามกลางเศรษฐกิจที่ผันผวน สำหรับประเทศไทยเริ่มเห็นสัญญาณจากสถาบันการเงินและบริษัทใหญ่บางแห่งที่เริ่มลดระดับความเข้มข้น (Fade Down) หรือถอนตัวจากการดำเนินการตามมาตรฐานสากลอย่าง SBTi

เมื่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจกลายเป็นเรื่องเร่งด่วน ประเด็นสิ่งแวดล้อมจึงถูกลดลำดับความสำคัญลง ดังที่ ดร.พิพัฒน์สรุปภาพรวมว่า “เมื่อลำดับความสำคัญเปลี่ยนไป โดยเอาเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงานนำหน้า เรื่องสิ่งแวดล้อมจึงกลายเป็นประเด็นรองที่ถูกลดความสำคัญลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
ประกอบกับงานวิจัยที่ระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มจะสูงเกินเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียสภายในปี 2573 ทำให้เป้าหมายระยะยาวปี 2593 ที่ทุกประเทศพยายามไปให้ถึงอาจสูญเสียความหมายไปในทางปฏิบัติเพราะอุณหภูมิโลกพุ่งเกินเกณฑ์ไปก่อนแล้ว
Resilience: กลยุทธ์ความพร้อมผันและปันผล 3 ประโยชน์
เมื่อความยั่งยืนระยะยาวเริ่มไกลเกินเอื้อม ดร.พิพัฒน์จึงเสนอแนวคิด “ความพร้อมผัน” (Resilience) เพื่อการอยู่รอดในระยะสั้นถึงกลาง โดยระบุว่า “ความพร้อมผัน คือการรักษาความยั่งยืนในระยะสั้น เพื่อให้องค์กรสามารถปรับตัวและอยู่รอดท่ามกลางปัจจัยภายนอกที่ถาโถมเข้ามา” ซึ่งสามารถทำได้ผ่านกลยุทธ์ “ปันผลสามประโยชน์” (Triple Dividend) ดังนี้:
- ลดความสูญเสีย: มุ่งเน้นการป้องกันและประกันความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เพื่อลดความเสียหายที่จะเข้ามากระทบองค์กร
- สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ: เปลี่ยนความเสี่ยง (Risk) ให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์ใหม่หรือลดค่าใช้จ่ายทางธุรกิจ
- ประโยชน์ร่วม (Co-benefit): สร้างผลเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับการเอาตัวรอดของธุรกิจ เช่น ระบบป้องกันน้ำท่วมของโรงงานที่ส่งผลดีต่อชุมชนรอบข้าง
Nature-Related Disclosure: มาตรฐานใหม่ที่ยังไม่ตกผลึก
โลกกำลังขยับจากการวัดเพียงก๊าซเรือนกระจกไปสู่การเปิดเผยข้อมูลด้านธรรมชาติ (Nature-Related Disclosure) ที่ครอบคลุมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพและมลภาวะ อย่างไรก็ตามมาตรฐานนี้มีความซับซ้อนและวัดผลได้ยาก ส่งผลให้หน่วยงานกำหนดมาตรฐานสากลอย่าง IFRS มีมติไม่ทำเป็นมาตรฐานบังคับ แต่จะออกเป็นเพียงแนวปฏิบัติเชิงสมัครใจ (Voluntary) เท่านั้น
ดร.พิพัฒน์ให้มุมมองว่า “แม้มาตรฐานด้านธรรมชาติจะมีความซับซ้อนและยังไม่มีการตกผลึกอย่างแพร่หลาย แต่ภาคธุรกิจสามารถมองหาโอกาสในการเปลี่ยนการดูแลธรรมชาติ ให้เป็นสินทรัพย์ทางธุรกิจได้” เช่น การใช้กลไกด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credit) เพื่อเปลี่ยนการดูแลธรรมชาติให้เป็นโอกาสทางธุรกิจแทน
บทสรุปจาก ดร.พิพัฒน์ เน้นย้ำว่าปี 2569 คือปีที่ทุกภาคส่วนต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริง เลิกประกาศเป้าหมายในอุดมคติที่ไกลตัว แล้วหันมาสร้างความพร้อมผันภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดเพื่อรักษาการเติบโตอย่างแท้จริง โดยได้ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “ปีนี้คือการเปลี่ยนผ่านจากความคาดหวังที่ไม่มีกรอบจำกัด ไปสู่การวางแผนภายใต้ทรัพยากรที่จำกัดของโลกอย่างสมจริง”
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ธุรกิจไทยรับมือ Triple Planetary Crisis ด้วยพลังงาน-ทุนสีเขียว
ค่ายเพาเวอร์กรีน 21 ชูแนวคิด One Health ปั้นเยาวชนกู้วิกฤติสิ่งแวดล้อม



