Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

60 ปี อาเซียน: เมื่อการไม่เลือกข้าง คือยุทธศาสตร์ความอยู่รอด

60 ปี อาเซียน: เมื่อการไม่เลือกข้างคือยุทธศาสตร์ความอยู่รอด

เมื่อโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว และความท้าทายด้านพลังงานกับความยั่งยืน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าอาเซียนประสบความสำเร็จอะไรมาแล้วในรอบเกือบ 6 ทศวรรษที่ผ่านมา แต่คืออาเซียนจะรักษาความเป็นเอกภาพ ความยืดหยุ่น และความสำคัญของตนเองในเวทีโลกได้อย่างไร ในวันที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่หลายฝ่ายจับตามอง

คำถามนี้ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นในวาระที่สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน (ASEAN) กำลังจะก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 7 ในปีพ.ศ. 2570

ภายในงาน C asean Forum (CaF), Navigating ASEAN’s Future: Gearing Towards the 60th Anniversary ในวงเสวนา“Road to ASEAN’s 60th Anniversary: Ambassadors’ Dialogue for Future Resilience” มีการระดมสมองและแลกเปลี่ยนมุมมองด้านความร่วมมือระดับภูมิภาค รวมถึงการเตรียมความพร้อมสู่อนาคต โดยได้รับเกียรติจากเอกอัครราชทูต 4 ประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ H.E. Datuk Wan Zaidi Wan Abdullah เอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย, H.E. Millicent Cruz Paredes เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทย,H.E. Wong Siow Ping Catherine เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย และ H.E. Francisco Tilman Cepeda เอกอัครราชทูตติมอร์-เลสเตประจำประเทศไทย โดยมี ท่านทูตพิษณุ สุวรรณชฏ รองประธานกรรมการ ศูนย์ ซี อาเซียน เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

เวทีนี้จึงไม่ใช่เพียงการมองย้อนกลับไปยังความสำเร็จในอดีต หากเป็นการตั้งคำถามต่ออนาคตว่า อาเซียนจะรักษา “ความยืดหยุ่นและการปรับตัว” เพื่อความอยู่รอดได้อย่างไร ท่ามกลางโลกที่กำลังแบ่งขั้วและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เมื่อคำพูด กลายเป็นเครื่องมือสร้างเสถียรภาพ

หากมองย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้นยุคสงครามเย็น อาเซียนก่อตั้งขึ้นจากความหวาดระแวง ความตึงเครียด และความขัดแย้งของประเทศในภูมิภาค ทว่าเกือบ 6 ทศวรรษที่ผ่านมา สิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนคือ รากฐานสำคัญของอาเซียนอยู่ที่การเลือกใช้ “Words over weapons” หรือการให้ความสำคัญกับคำพูดมากกว่าอาวุธ

แนวทางดังกล่าวช่วยเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามเจรจา เปิดพื้นที่ให้ประเทศสมาชิกพูดคุยกันแม้ในวันที่มีความแตกต่าง และทำให้อาเซียนสามารถรักษาเสถียรภาพท่ามกลางความหลากหลายของภูมิภาคได้อย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จของอาเซียนจึงไม่ได้อยู่เพียงการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หากเริ่มจากการเป็นกลไกสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความไว้วางใจระหว่างประเทศในภูมิภาค ซึ่งกลายเป็นฐานสำคัญที่เปิดทางให้การค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านอื่น ๆ เติบโตตามมา

จากจุดเริ่มต้นที่มีสมาชิกเพียง 5 ประเทศ วันนี้อาเซียนเติบโตเป็น 11 ประเทศ โดยมีติมอร์-เลสเตเป็นสมาชิกใหม่ล่าสุด มีประชากรรวมกันกว่า 700 ล้านคน และมีแนวโน้มก้าวสู่อันดับ 4 ของโลกในฐานะเศรษฐกิจขนาดใหญ่ภายในปี 2030

ขนาดทางเศรษฐกิจและจำนวนประชากรนี้ทำให้อาเซียนมี “อำนาจในการดึงดูด” หรือ Convening Power มากขึ้น ชาติตะวันตกและมหาอำนาจหลายขั้วจึงยังให้ความสำคัญกับเวทีที่อาเซียนเป็นเจ้าภาพ และพร้อมเข้ามามีส่วนร่วมในการพูดคุยกับภูมิภาคนี้

ASEAN Centrality กับจุดยืนแบบ Pro-ASEAN

ในวันที่โลกเผชิญวิกฤติศรัทธาและการแข่งขันอย่างดุเดือดระหว่างสหรัฐฯ กับจีน อาเซียนกลายเป็นพื้นที่ตรงกลางที่ถูกกดดันให้เลือกข้างมากขึ้น

ท่านทูตจากฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย และติมอร์-เลสเต สะท้อนมุมมองที่สอดคล้องกันว่า อาเซียนต้องไม่ยอมตกลงไปในกับดักการเลือกข้างแบบเบ็ดเสร็จ หรือ Binary Choice

ทางรอดของอาเซียนคือการรักษาความเป็นแกนกลางของอาเซียน หรือ ASEAN Centrality ให้แข็งแรง ผ่านยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “Pro-ASEAN” นั่นคือการยึดมั่นในผลประโยชน์ของภูมิภาคและประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่การนิยามตัวเองผ่านการเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของมหาอำนาจ

การรักษา ASEAN Centrality จึงไม่ได้หมายถึงการวางตัวนิ่งเฉย แต่คือการทำให้อาเซียนยังมีบทบาทในการกำหนดจังหวะการพูดคุย เปิดพื้นที่ให้พันธมิตรภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมอย่างสมดุล และรักษาความสามารถของภูมิภาคในการพูดด้วยเสียงร่วมกัน

การจะรักษาความสำคัญ หรือ Relevance ของตัวเองในเวทีโลกไว้ได้ อาเซียนจำเป็นต้องรวมกันเป็นหนึ่งเดียว รักษา Unity และ Cohesion ภายในภูมิภาค ยึดกฎหมายระหว่างประเทศ หลักนิติธรรม และลัทธิพหุภาคี หรือ Multilateralism พร้อมเปิดกว้างกับพันธมิตรภายนอกอย่างเท่าเทียม โดยไม่ผูกขาดกับขั้วอำนาจใดขั้วอำนาจหนึ่ง

ในโลกที่หลายประเทศเริ่มหันกลับเข้าหาตัวเองมากขึ้น การที่อาเซียนยังยืนยันแนวทางเปิดกว้าง ครอบคลุม และมองออกไปข้างนอก จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อาเซียนยังคงมีความหมายต่อทั้งภูมิภาคและเวทีโลก

ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ ต้องมาจากการแบ่งบทบาทร่วมกัน

ในยุคที่ห่วงโซ่อุปทานโลกผันผวน เศรษฐกิจโลกแตกเป็นส่วน ๆ มากขึ้น และเทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ขีดความสามารถในการแข่งขันแบบต่างคนต่างเดินอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

วงเสวนาชี้ให้เห็นว่า อาเซียนจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจในหลายด้าน โดยแกนคิดสำคัญคือการเปลี่ยนจากการพึ่งพาศักยภาพของแต่ละประเทศเพียงลำพัง ไปสู่การเชื่อมโยงขีดความสามารถของทั้งภูมิภาคให้ทำงานร่วมกันมากขึ้น เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในระดับอาเซียน ไม่ใช่เพียงความเข้มแข็งของประเทศใดประเทศหนึ่ง

ด้านแรกคือการแชร์ห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain Integration เพราะไม่มีประเทศใดในอาเซียนที่สามารถครอบคลุมกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้เพียงลำพัง อาเซียนจึงต้องใช้ยุทธศาสตร์แบ่งบทบาทตามความถนัด เช่น ประเทศหนึ่งเน้นงานวิจัยและพัฒนา หรือ R&D ขณะที่อีกประเทศเน้นการผลิต เพื่อรวมพลังกันไปเจรจากับตลาดโลก

ด้านที่สองคือเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ผ่านการเร่งผลักดันกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน หรือ DEFA เพื่อลดข้อจำกัดและต้นทุนในการทำธุรกิจ สร้างกติกาดิจิทัลที่เปิดกว้าง เชื่อถือได้ และทำงานร่วมกันได้ พร้อมทั้งริเริ่มแผนงานด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของอาเซียนในเวทีการค้าโลก

ด้านที่สามคือการเปลี่ยนผ่านสีเขียวและทักษะแรงงาน ผ่านการเร่งรัดโครงการโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน หรือ ASEAN Power Grid เพื่อรับมือวิกฤติพลังงานและบรรลุเป้าหมายความยั่งยืน ควบคู่กับการยกระดับและปรับทักษะแรงงาน หรือ Upskilling/Reskilling เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประชาชนไม่ถูกเทคโนโลยีดิสรัปต์

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนในอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่าอาเซียนจะสามารถเชื่อมโยงตลาด ทุน เทคโนโลยี แรงงาน และโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาคให้เป็นระบบเดียวกันได้มากเพียงใด

อัตลักษณ์อาเซียน ยังต้องเริ่มจากคนรุ่นใหม่

เมื่อมองลึกลงไปในระดับโครงสร้างสังคม โจทย์ที่ท้าทายของอาเซียนไม่ได้อยู่เพียงเรื่องเศรษฐกิจหรือภูมิรัฐศาสตร์ แต่อยู่ที่คำถามว่า คนรุ่นใหม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียนมากเพียงใด

ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่จำนวนมากยังขาดความรู้สึกเชื่อมโยงกับอาเซียน อัตลักษณ์ร่วมของภูมิภาคยังไม่สามารถเข้าถึงใจของเยาวชนได้อย่างแท้จริง หากความรู้สึกเป็นอาเซียนไม่เกิดขึ้นในระดับประชาชน อาเซียนก็อาจยังเป็นเพียงกรอบความร่วมมือของรัฐบาล มากกว่าจะเป็นประชาคมที่มีชีวิตในระดับสังคม

วงเสวนาจึงเสนอแนวทางเชิงปฏิบัติไว้ 2 ด้าน

ด้านแรก คือ การสร้าง ASEAN Patriotism หรือการทำให้ความรู้สึกของการเป็น “พลเมืองอาเซียน” เข้าไปอยู่ในวิธีคิดของเยาวชน ควบคู่ไปกับความรักชาติในบริบทของประเทศตนเอง เพราะการสร้างครอบครัวอาเซียนจำเป็นต้องมีคุณค่าร่วม หรือ ASEAN Values ที่ทำให้คนในภูมิภาครู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

ด้านที่สอง คือ การกระตุ้นการปฏิสัมพันธ์ระดับประชาชน หรือ People-to-People ผ่านการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เดินทางท่องเที่ยว แลกเปลี่ยน และเรียนรู้ในประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนด้วยกันให้มากขึ้น แทนที่จะมุ่งเป้าหมายไปเพียงโลกตะวันตก ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ เพื่อสร้างความเข้าใจ ความคุ้นเคย และการเรียนรู้วัฒนธรรมร่วมกันในระดับรากหญ้าอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การทำให้อาเซียนมีความหมายต่อคนรุ่นใหม่ยังต้องทำให้ประโยชน์ของอาเซียนปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของรัฐบาล นักการทูต หรือเวทีประชุมระดับสูง แต่ต้องเป็นเรื่องที่เยาวชน ธุรกิจ นักสร้างสรรค์ และประชาชนทั่วไปสามารถสัมผัสได้จริง

ความช้าที่อาจเป็นข้อได้เปรียบของอาเซียน

หลายครั้งอาเซียนมักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนได้เชื่องช้า มีการประชุมมากมายกว่า 600 ครั้งต่อปี และบ่อยครั้งดูเหมือนไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบ

แต่จากมุมมองทางรัฐศาสตร์และการทูตที่สะท้อนผ่านวงเสวนาของท่านทูตทั้ง 4 ประเทศ โดยมีท่านทูตพิษณุ สุวรรณชฏ ช่วยจุดประเด็นให้เห็นภาพชัดขึ้น กระบวนการที่ดูเชื่องช้านี้อาจไม่ใช่จุดอ่อนเพียงด้านเดียว หากเป็นความตั้งใจที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง

ในภูมิภาคที่มีความแตกต่างกันทั้งระบบการเมือง วัฒนธรรม ศาสนา ภาษา และระดับการพัฒนา การรักษาพื้นที่แห่งการพูดคุยและค่อย ๆ สร้างความไว้วางใจ อาจเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดของอาเซียน

ภายใต้แนวคิด “เอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย” หรือ Unity in Diversity ความช้าที่มั่นคงอาจยังเป็นกุญแจสำคัญ และเป็นเกราะคุ้มกันให้อาเซียนก้าวข้ามคลื่นความแตกแยกของโลกยุคใหม่ได้อย่างยืดหยุ่นและสง่างามในอนาคต

เมื่อโลกภายนอกเคลื่อนไปสู่ความแตกแยกมากขึ้น คุณค่าของอาเซียนอาจไม่ได้อยู่ที่ความรวดเร็วหรือความเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์ แต่อยู่ที่ความสามารถในการทำให้ประเทศที่แตกต่างกันยังนั่งร่วมโต๊ะ พูดคุย รักษาความร่วมมือ และเดินไปข้างหน้าด้วยกันได้

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

CPN ทุ่ม 4,500 ล้าน ผุด ‘Central Northville’ รีเซ็ตรัตนาธิเบศร์ เพื่อคุณภาพชีวิตยุคใหม่

มองวิกฤติผ่านบทเรียน ‘ตัน ภาสกรนที’ : ล้มเจ็บพังแต่ต้องรู้จังหวะไปต่อ

จาก 3 ตันสู่ 5 ตันต่อไร่: โจทย์ใหม่ของมันสำปะหลังไทย

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar