Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

บรรจุภัณฑ์ยุคใหม่: โจทย์ใหญ่ของ Circular Economy ใครควรรับผิดชอบ?

บรรจุภัณฑ์ยุคใหม่: โจทย์ใหญ่ของ Circular Economy ใครควรรับผิดชอบ?

เวลาผู้บริโภคหยิบสินค้าสักชิ้นขึ้นมาจากชั้นวาง สิ่งที่คนส่วนใหญ่มองเห็นคือสินค้า ไม่ใช่บรรจุภัณฑ์ แต่สำหรับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ วันนี้สิ่งที่เคยเป็นเพียงองค์ประกอบสนับสนุนสินค้า กำลังกลายเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญที่สุดของโลกธุรกิจ เพราะทันทีที่สินค้าถูกบริโภคหมด บรรจุภัณฑ์ก็หมดหน้าที่และกลายเป็นขยะในทันที

การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการพัฒนาวัสดุใหม่หรือเพิ่มอัตราการรีไซเคิล แต่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดของทั้งอุตสาหกรรม คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าบรรจุภัณฑ์ชนิดใดรีไซเคิลได้มากที่สุด แต่คือใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนในการทำให้วัสดุเหล่านั้นหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบได้จริง

จาก Protect, Preserve, Promote สู่เป้าหมายลดขยะ

ดนัยเดช เกตุสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน และดูแลกิจการรีไซเคิลวัสดุบรรจุภัณฑ์ SCGP อธิบายว่า บรรจุภัณฑ์มีหน้าที่สำคัญ 3 ประการ คือ Protect หรือปกป้องสินค้า Preserve หรือรักษาคุณภาพสินค้า และ Promote หรือสื่อสารข้อมูลไปยังผู้บริโภค แต่เมื่อสินค้าถูกนำออกไปใช้ บรรจุภัณฑ์ก็หมดหน้าที่ทันที นั่นทำให้บรรจุภัณฑ์กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของการจัดการขยะ

“ผู้บริโภคซื้อสินค้า เขาไม่ได้ซื้อ Packaging แต่ Packaging จะหมดหน้าที่ทันทีเมื่อผู้บริโภคนำสินค้าออกไปใช้” คุณดนัยเดช กล่าวบนเวทีสัมมนา EARTH JUMP 2026 ซึ่งจัดโดยธนาคารกสิกรไทย ในหัวข้อ “เกมความยั่งยืนในสนามบรรจุภัณฑ์”

สำหรับวัสดุบางประเภท เช่น กระดาษ ระบบหมุนเวียนมีความชัดเจนมานานแล้ว คุณดนัยเดชระบุว่า ผลิตภัณฑ์กระดาษของ SCGP สามารถรีไซเคิลได้ 100% และในกระบวนการผลิตสามารถใช้กระดาษรีไซเคิลเป็นส่วนประกอบได้มากกว่า 90% สะท้อนว่า หากมีระบบจัดเก็บและนำกลับที่มีประสิทธิภาพ วัสดุบรรจุภัณฑ์ก็สามารถหมุนเวียนกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตได้จริง

EPR กำลังเปลี่ยนกติกาของธุรกิจโลก

แรงผลักสำคัญที่กำลังเปลี่ยนอุตสาหกรรมนี้คือ Extended Producer Responsibility หรือ EPR ซึ่งกำหนดให้ผู้ผลิตและเจ้าของแบรนด์ต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อซากสินค้าและบรรจุภัณฑ์หลังการใช้งาน แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนกติกาของธุรกิจ จากเดิมที่ความรับผิดชอบสิ้นสุดลงเมื่อขายสินค้าได้สำเร็จ ไปสู่การรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์

ผลที่เกิดขึ้นคือ ผู้ผลิตต้องเริ่มคิดตั้งแต่การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้รีไซเคิลได้ง่าย ลดการใช้วัสดุที่ไม่จำเป็น และสร้างระบบที่ช่วยนำบรรจุภัณฑ์กลับเข้าสู่กระบวนการหมุนเวียน คุณดนัยเดช ระบุว่า ในยุโรปกฎลักษณะนี้เข้มข้นมาก ขณะที่ในเอเชียมีญี่ปุ่นและเกาหลี ส่วนในอาเซียน เวียดนามเดินหน้าไปก่อนแล้ว ขณะที่ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการ

กรณีของ Go-Pak ในอังกฤษ ซึ่งอยู่ในกลุ่มพันธมิตรของ SCGP เป็นตัวอย่างของการปรับตัวภายใต้กฎ EPR บริษัทผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร เช่น ถ้วยกาแฟ แก้วกาแฟ จานกระดาษ และบรรจุภัณฑ์สำหรับธุรกิจบริการอาหาร จึงต้องปรับการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น ใช้ rPET หรือ Recycled PET Resins ในบางส่วน ใช้กระดาษรีไซเคิลใน Sleeve ถ้วยกาแฟ และลงทุนสร้างเครือข่ายเพื่อนำสินค้ากลับเข้าสู่ระบบ

ปัญหาใหญ่ของ Circular Economy คือ ‘ไม่มีเจ้าภาพ’

หากมองในเชิงเทคนิค หลายคนอาจคิดว่าปัญหาของ Circular Economy คือการรีไซเคิลวัสดุให้ได้มากขึ้น แต่ในมุมของ สมโภชน์ วัลยะเสวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท สตาร์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) ปัญหาที่แท้จริงอาจอยู่ลึกกว่านั้น โดยเฉพาะในกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน หรือ Flexible Packaging เช่น ซองขนม ซองแชมพู หรือซองผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคต่าง ๆ

บรรจุภัณฑ์ประเภทนี้มีข้อดีหลายด้าน ทั้งน้ำหนักเบา ใช้วัตถุดิบน้อย ต้นทุนขนส่งต่ำ และมีประสิทธิภาพในการปกป้องสินค้า แต่ในขณะเดียวกันก็หาวิธีจัดการหลังการใช้งานได้ยาก เพราะมักประกอบด้วยวัสดุหลายชั้นที่ทำหน้าที่ต่างกัน ทั้งชั้นพิมพ์ ชั้นป้องกันความชื้นหรืออากาศ และชั้นปิดผนึก เมื่อนำกลับมารีไซเคิลจึงไม่ใช่เพียงการแยกขยะแล้วส่งต่อ แต่ต้องแยกวัสดุออกเป็นแต่ละประเภท ซึ่งทำได้ยากในทางปฏิบัติ

จากโจทย์ดังกล่าว ทำให้คุณสมโภชน์ตามหา Hero หรือกลไกหรือผู้เล่นที่สามารถเชื่อมโยงทุกฝ่ายเข้าด้วยกันได้จริง เพราะวัสดุอย่างกระดาษ แก้ว หรือโลหะ มีระบบและผู้เล่นที่พร้อมรับกลับเข้าสู่กระบวนการผลิต แต่ Flexible Packaging ยังไม่มีเจ้าภาพที่ชัดเจน ขณะที่ผู้ผลิตเม็ดพลาสติก ผู้ผลิตฟิล์ม ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ เจ้าของแบรนด์ ผู้รีไซเคิล และผู้บริโภค ต่างมีบทบาทและภาระต้นทุนที่ไม่เหมือนกัน

“Circular Economy ของอุตสาหกรรมนี้เป็นอะไรที่ต้องการ Hero” คุณสมโภชน์ กล่าว

ความยั่งยืน มีต้นทุนมากกว่าที่หลายคนคิด

หนึ่งในแนวทางที่อุตสาหกรรมกำลังผลักดันคือ Mono Material หรือการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ใช้วัสดุชนิดเดียว เพื่อให้รีไซเคิลได้ง่ายขึ้น แต่การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีต้นทุน คุณสมโภชน์ ยกตัวอย่างว่า เมื่อเปลี่ยนโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ไปเป็น Mono Material ความเร็วของเครื่องจักรลดลงมากกว่า 50% ขณะที่ของเสียในกระบวนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นั่นหมายความว่า แม้ Mono Material จะช่วยตอบโจทย์การรีไซเคิล แต่ผู้ผลิตต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น Output ลดลง และขยะเพิ่มขึ้น นี่คือด้านที่มักไม่ถูกพูดถึงเมื่อสังคมเรียกร้องบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการผลิตล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย

นวัตกรรมคือคำตอบ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

ในมุมของ SCGP คุณดนัยเดช กล่าวว่า การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยกฎระเบียบเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทั้งสังคมผู้สูงอายุ การดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว การเข้าถึงข้อมูลผ่านช่องทางดิจิทัล และความคาดหวังเรื่องความยั่งยืน

ตัวอย่างนวัตกรรมที่ถูกยกขึ้นมา ได้แก่ Green Carton Box นวัตกรรมกล่องกระดาษลูกฟูกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจาก SCGP ที่ช่วยลดปริมาณการใช้กระดาษโดยยังคงความแข็งแรงของกล่องไว้ และกล่องที่ปรับรูปแบบกล่องจากสี่เหลี่ยมเป็นแปดเหลี่ยม เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับน้ำหนักโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มวัสดุ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ความยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการใช้ทรัพยากรให้น้อยลงเพียงอย่างเดียว แต่คือการออกแบบให้ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ความยั่งยืนอาจไม่ใช่ ‘Cost Center’

แม้หลายองค์กรจะมองความยั่งยืนเป็นต้นทุน แต่ประสบการณ์ของ Carabao Group สะท้อนอีกมุมหนึ่ง ปาริชาต มั่นสกุล กรรมการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท ซีเจ มอร์ จำกัด  เล่าว่า ในช่วงที่ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ บริษัทพบว่าการลงทุนด้านความยั่งยืนที่ทำมาก่อนหน้านี้ช่วยลดแรงกระแทกได้อย่างมีนัยสำคัญ

ตัวอย่างเช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดการใช้ก๊าซธรรมชาติในกระบวนการผลิตขวดแก้ว การลดน้ำหนักบรรจุภัณฑ์ และการเพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลในขวดแก้ว โดย คุณปาริชาติระบุว่า โดยทฤษฎีแล้ว ทุก ๆ 10% ของ Recycled Content สามารถช่วยประหยัดพลังงานได้ 2.5-3% และในปีที่ผ่านมา คาราบาวสามารถลดต้นทุนได้เกือบ 100 ล้านบาทจากการปรับกระบวนการผลิตและใช้มุมมองด้านความยั่งยืนเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ

อีกประเด็นที่คาราบาวให้ความสำคัญคือการทำงานร่วมกับคู่ค้าและซัพพลายเออร์รายเล็ก เช่น การเข้าไปช่วยดูปัญหาคุณภาพของเศษแก้ว การสนับสนุนให้คู่ค้ากล้าลงทุนในเทคโนโลยีอย่างเครื่อง X-ray Sorting หรือการให้คำแนะนำเรื่องการจัดเก็บและวัดคุณภาพวัตถุดิบ เพราะการเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ยาก หากองค์กรขนาดใหญ่เดินหน้าเพียงลำพัง

ผู้บริโภคคือจิ๊กซอว์ตัวสุดท้าย

แม้อุตสาหกรรมจะพยายามพัฒนาวัสดุใหม่ ลงทุนในเทคโนโลยี และสร้างระบบรีไซเคิลมากขึ้นเพียงใด Circular Economy ก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ หากผู้บริโภคยังต้องการบรรจุภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบเหมือนเดิมทุกประการ

คุณสมโภชน์ ชี้ว่า เมื่อวัสดุถูกนำกลับมารีไซเคิล คุณสมบัติบางอย่างย่อมเปลี่ยนไป สีสันอาจไม่สดเท่าเดิม รูปทรงอาจไม่สมบูรณ์เหมือนวัสดุใหม่ หรือประสิทธิภาพบางด้านอาจลดลงบ้าง หากผู้บริโภคยังตัดสินใจเลือกสินค้าจากความสวยงามของบรรจุภัณฑ์เพียงอย่างเดียว ระบบหมุนเวียนก็จะเกิดขึ้นได้ยาก

ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยี กฎหมาย หรือการลงทุน แต่เป็นเรื่องของการยอมรับความเปลี่ยนแปลงร่วมกันของทั้งสังคม

“ถ้าผู้บริโภคยอมรับได้ โอกาสที่เราจะเข้าสู่ Circular Economy จะเกิดขึ้นได้” คุณสมโภชน์ กล่าว

ความท้าทายไม่ใช่เรื่องวัสดุ แต่คือการแบ่งความรับผิดชอบของทั้งระบบ

เมื่อบรรจุภัณฑ์ไม่ได้จบหน้าที่ลงหลังสินค้าถูกขายออกไป ความยั่งยืนก็ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่งเช่นกัน แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ เจ้าของแบรนด์ ผู้รีไซเคิล ภาครัฐ ไปจนถึงผู้บริโภค

โจทย์ของบรรจุภัณฑ์ยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่การเลือกวัสดุใดวัสดุหนึ่งแทนอีกวัสดุหนึ่งอย่างง่าย ๆ แต่อยู่ที่การทำให้ทุกฝ่ายยอมรับต้นทุนของการเปลี่ยนผ่านร่วมกันได้ เพราะหากไม่มีคำตอบร่วมกัน Circular Economy ก็อาจยังเป็นแนวคิดที่ดี แต่เกิดขึ้นได้ยากในทางปฏิบัติ

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ขัตติยา อินทรวิชัย: เมื่อ Green ไม่ใช่โบนัส แต่คือใบอนุญาตของธุรกิจ

แบงก์ชาติสร้างกลไกการเงิน หนุนธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar