Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

โรงเรือนสั่งตัด ‘ปลูกสั่งได้ สารสำคัญสูง’ ไบโอเทค สวทช. ดันสมุนไพรไทยสู่ตลาดแสนล้าน

โรงเรือนสั่งตัด 'ปลูกสั่งได้สารสำคัญสูง' ไบโอเทค สวทช. ดันสมุนไพรไทยสู่ตลาดแสนล้าน

สมุนไพรไทยเข้าไปมีบทบาทในโลกธุรกิจระดับสากลทั้งอุตสาหกรรมยา เวชสำอาง รวมถึงอาหารเพื่อสุขภาพมายาวนาน แต่อาจมีอุปสรรคที่การเพาะปลูกแบบดั้งเดิมจะไม่สามารถควบคุมคุณภาพเมื่อนำไปทำสารสกัด และยังเสี่ยงต่อสารเคมีตกค้าง กลายเป็นคอขวดสำคัญที่ทำให้สมุนไพรไทยเสียโอกาสในการแข่งขัน ต้องส่งออกวัตถุดิบตากแห้งราคาถูกไปให้ต่างประเทศสกัด และต้องนำเข้าสารสกัดมูลค่าสูงเหล่านั้นกลับมาใช้อีกครั้ง

วิกฤตินี้กำลังถูกพลิกโฉมโดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ หรือ ไบโอเทค สวทช. ที่เปิดตัวระบบโรงงานผลิตพืช หรือ Plant Factory และโรงเรือนอัจฉริยะ หรือ Smart Greenhouse บนชั้น 7 อาคารกลุ่มนวัตกรรม 2 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ซึ่งเป็นการผสานศาสตร์เทคโนโลยีชีวภาพเข้ากับวิศวกรรมการเกษตรอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แผนงาน S&T Implementation for Sustainable Thailand ในกลุ่มยุทธศาสตร์เร่งด่วน หรือ Pre-Battle

ไบโอเทคชูนโยบายเพื่อนคู่คิด ดันอุตสาหกรรมด้วยระบบสั่งตัด

โรงเรือนสั่งตัด 'ปลูกสั่งได้สารสำคัญสูง' ไบโอเทค สวทช. ดันสมุนไพรไทยสู่ตลาดแสนล้าน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการ ไบโอเทค สวทช. ต้อนรับคณะสื่อมวลชนให้ภาพรวมและทิศทางเชิงนโยบายว่า ทิศทางของไบโอเทคในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเน้นเพียงงานวิจัยพื้นฐานในห้องปฏิบัติการเท่านั้น แต่พร้อมขับเคลื่อนและยกระดับธุรกิจร่วมกับภาคเอกชนผ่าน 3 บริการหลัก ได้แก่ การถ่ายทอดเทคโนโลยี สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการนำโมเดลไปใช้ผลิตเชิงพาณิชย์ การเป็นที่ปรึกษาทางเทคนิค ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบวิศวกรรมโรงเรือน การคำนวณสเปกเทคโนโลยีแสง และสูตรอาหารที่จำเพาะต่อพืช และการร่วมวิจัย เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการลงทุนและสร้างฐานองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market)

ดร.เชาวรีย์ ชี้ให้เห็นว่า ไบโอเทคทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการช่วยกำหนดว่าต้องการพืชแบบใด และต้องการสารสำคัญตัวไหนในระดับใดในลักษณะสั่งตัด โดยทำงานเชื่อมโยงร่วมกับพันธมิตรเทคโนโลยีในเครืออย่าง NECTEC, MTEC และเครือข่ายภายนอกทั้งรัฐและเอกชน เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ปลอดภัย ไร้สารตกค้าง ตอบโจทย์อุตสาหกรรมชั้นสูงตลอดห่วงโซมูลค่า

เจาะเทคโนโลยี Plant Factory ควบคุมสภาพแวดล้อมเบ็ดเสร็จ

ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ หัวหน้าทีมวิจัยนวัตกรรม โรงงานผลิตพืชสมุนไพร ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ระบบ Plant Factory เป็นการควบคุมสภาวะแวดล้อมอย่างเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ทั้งช่วงคลื่นและความเข้มของแสงจากหลอด LED อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ธาตุอาหารในรูปแบบสารละลาย รวมถึงระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยในระบบจะมีการฟีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปในระดับ 800–1,000 ppm ซึ่งสูงกว่าระดับธรรมชาติทั่วไปที่อยู่ราว 400 ppm เพื่อกระตุ้นให้ใบพืชมีขนาดใหญ่และเจริญเติบโตได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีการนำหุ่นยนต์เข้ามาช่วยลดแรงงานคน ตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะเมล็ดไปจนถึงการย้ายต้นกล้าลงแผ่นปลูก ควบคู่กับเทคโนโลยี Plant Phenomics ที่ถ่ายภาพวิเคราะห์การเติบโตและสารสำคัญโดยไม่ทำลายต้นพืช

ดร.ประเดิม อธิบายเสริมว่า ระบบนี้ช่วยเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตของพืชได้มากกว่าการปลูกในธรรมชาติหลายเท่าตัว และทำให้นักวิจัยสามารถกระตุ้น หรือสั่งการให้พืชผลิตและสะสมสารสำคัญเป้าหมายในปริมาณที่สูงกว่าปกติอย่างสม่ำเสมอ โดยมีขั้นตอนการปลูกมาตรฐาน หรือ SOP ควบคุมคุณภาพผลิตผลให้คงที่ในทุกรอบ

ฟ้าทะลายโจรใบใหญ่ ให้สารสำคัญสูงกว่าตลาดเท่าตัว

ดร.ประเดิมเล่าถึงพืช Product Champion อย่างฟ้าทะลายโจรสายพันธุ์ราชบุรี BT-1 ว่ามีลักษณะเด่นคือลำต้นและกิ่งก้านเล็กอ่อนนิ่ม แต่ให้ใบขนาดใหญ่มาก เนื่องจากสารสำคัญจะสะสมอยู่ที่ใบเป็นหลัก การทำให้ต้นเล็กใบใหญ่จึงช่วยลดปัญหากิ่งก้านไปเจือจางความเข้มข้นของยาเวลาบดส่งโรงงาน สายพันธุ์นี้ให้สาร Andrographolide หรือแอนโดรกราโฟไลด์สูงถึง 2–4% ขณะที่ตลาดทั่วไปต้องการเพียงไม่เกิน 1% การปลูกในระบบควบคุมช่วยให้ตัดใบได้ปีละ 7-8 รอบ ให้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 6,000 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี ซึ่งสูงกว่าการปลูกภายนอกที่ได้ 1-2 รอบ ผลผลิต 2,500 กิโลกรัมปัจจุบันถูกขยายสเกล หรือ Scale-up ไปปลูกทดสอบในโรงเรือนอัจฉริยะขนาดใหญ่ที่ EECi จังหวัดระยอง และส่งมอบผลิตยารักษาผู้ป่วยโควิด-19 ร่วมกับโรงพยาบาลวังจันทร์และโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเรียบร้อยแล้ว

เร่งผลผลิตบัวบกไบโอโบก-ตำแยแมว ป้อนเวชสำอางโลก

ดร.กนกวรรณ รมยานนท์ ผู้วิจัยที่รับผิดชอบงานด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) และสายพันธุ์บัวบก เผยว่า บัวบกสายพันธุ์รับรองไบโอโบกเอซีสาม และไบโอโบกสองเก้าหก ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร หรือ สวก. ในการปลูกทดสอบในสภาพ Plant Factory เพื่อศึกษาปัจจัยจำเพาะ ระบบนี้ช่วยควบคุมสูตรปุ๋ยและแสงสีเฉพาะเพื่อเร่งกระตุ้นการเจริญเติบโตและสร้างสาร Asiaticoside หรือเอเชียติโกไซด์ ให้สูงขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งสารตัวนี้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและช่วยสมานแผล หรือ Wound Healing เป็นที่ต้องการสูงมากในกลุ่มธุรกิจเวชสำอางลดริ้วรอย หรือ Anti-Agingโดยในสภาพควบคุมสามารถเพิ่มผลผลิตได้ถึง 3-4 เท่า และเก็บเกี่ยวได้มากกว่า 3 ถึง 10 รอบต่อปี ช่วยลดต้นทุนค่าต้นพันธุ์ลงได้อย่างมหาศาล นอกจากนี้ทีมวิจัยยังมีการศึกษาต่อเนื่องในส่วนของพืชทางเลือกอย่างตำแยแมวอีกด้วย

พลิกโฉมกะเพราพรีเมียม ตัดสลับตอ 10 ครั้ง คืนทุนในสองปีครึ่ง

พลิกโฉมกะเพราพรีเมียม ตัดสลับตอ 10 ครั้ง คืนทุนในสองปีครึ่ง

ดร.พนิตา ชุติมานุกูล ผู้รับผิดชอบงานวิจัยกะเพราร่วมกับโมเดลโรงเรือนมธ. ภายใต้ทุนสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) เผยข้อมูลที่ทำให้ผู้ประกอบการส่งออกต้องตื่นตะลึงว่า กะเพราสายพันธุ์เขียวไบโอเทค1 และแดงไบโอเทค2 ในขั้นตอนเพาะเมล็ดจะใช้แสงสีเขียวเข้ามาช่วย ซึ่งช่วงคลื่นนี้จะช่วยกระตุ้นให้อัตราการงอกเพิ่มขึ้นเป็น 90% จากปกติเพียง 60% ทำให้ได้ต้นที่เติบโตแข็งแรงเสมอกัน การปลูกในโรงเรือนอัจฉริยะสามารถตัดกะเพราสลับตอได้ถึง 10 ครั้งในรอบ 5 เดือน โดยใบยังมีขนาดใหญ่และกลิ่นหอมสม่ำเสมอทุกรอบการตัด ทั้งยังสามารถกระตุ้นสารต้านแบคทีเรียและลดการอักเสสบ เช่น สาร Luteolin รวมถึงสารสำคัญอย่าง Eugenol และ Methyl Eugenol ได้เพิ่มขึ้นถึง 100% ก่อนการเก็บเกี่ยว ในเชิงธุรกิจพบลักษณะการลงทุนปลูกกะเพราส่งออกในโรงเรือนอัจฉริยะสามารถทำกำไรได้ถึง 127% ของต้นทุน และมีระยะเวลาคืนทุนไม่เกิน 2.5 ปี โดยผลผลิตพืชสมุนไพรเหล่านี้ ส่วนใหญ่เน้นเก็บเกี่ยวและขายในรูปแบบใบ เพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรม

ชูจุดยืนพาร์ตเนอร์เทคโนโลยี หนุนเอกชนโตบนฐานเศรษฐกิจชีวภาพ

ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ และ ดร.ประเดิม ได้ร่วมกันย้ำถึงจุดยืนสำคัญขององค์กรว่า ไบโอเทค สวทช. ไม่ได้สร้างระบบ Plant Factory เพื่อขายแข่งในตลาด แต่จุดยืนของเราคือการเป็น Technology Partner หรือเพื่อนคู่คิดที่จะช่วยผู้ประกอบการออกแบบระบบ วิจัยเบื้องต้นร่วมกันเพื่อสร้างฐานความรู้ และร่วมทางไปจนถึงวันที่เอกชนสามารถผลิตพืชสมุนไพรขยายสเกลสู่ระดับอุตสาหกรรมได้อย่างมั่นใจ

เป้าหมายสูงสุด คือการขับเคลื่อนกระบวนการผลิต ลดความเสี่ยงในการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนฐานเศรษฐกิจชีวภาพ หรือ Bio-economy เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตสมุนไพรเกรดพรีเมียมและสารสกัดมูลค่าสูงในภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป

ผู้ประกอบการที่สนใจรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและบริการ สามารถติดต่อได้ที่ ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ เบอร์โทรศัพท์ 02-564-6700 ต่อ 3979 หรืออีเมล praderm@biotec.or.th

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Amity Robotics คว้าทุน Seed Round 7 ล้านดอลลาร์ ปั้น Physical AI ไทยบุกตลาดโลก

BOTNOI เปิดตัว Real-time Voice Translation และ AI Avatar

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar