Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

อว. จับมือ AIS-IRIS เปิดตัว ‘TARI’ ดัชนีวัดความพร้อม AI องค์กรไทยครั้งแรก

อว. จับมือ AIS-IRIS เปิดตัว 'TARI' ดัชนีวัดความพร้อม AI องค์กรไทยครั้งแรก

ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และกำลังคน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังก้าวขึ้นเป็นปัจจัยที่กำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย แม้หลายองค์กรจะเริ่มนำ AI มาใช้งานแล้ว แต่โจทย์ที่แท้จริงกลับไม่ใช่เรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยี หากเป็นคำถามที่ตอบยากกว่านั้นมาก นั่นคือองค์กรไทยพร้อมแค่ไหนที่จะนำ AI ไปสร้างผลลัพธ์ได้จริง

ด้วยโจทย์นี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จึงร่วมกับ AIS Academy และบริษัท ไอริส คอนซัลติ้ง จำกัด พัฒนา “Thailand AI Readiness Index” หรือ TARI ดัชนีประเมินความพร้อมด้าน AI สำหรับองค์กรไทยที่จัดทำขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศ และเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 โดยตั้งเป้าให้มีองค์กรเข้าร่วมประเมินอย่างน้อย 5,000 แห่งในปีแรก และขยายผลไปถึงกว่า 20,000 แห่งในระยะต่อไป

เดิมพันระดับประเทศ ในวันที่โลกไม่รอใคร

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “วิสัยทัศน์การพัฒนา AI ของประเทศไทย” ว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม นวัตกรรม และกำลังคน

คำถามที่ท่านตั้งไว้ตรง ๆ คือ หากไม่มีมาตรวัด ประเทศไทยจะรู้ได้อย่างไรว่าความพร้อมของตนเองอยู่ตรงจุดใด เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนหรือระดับโลก และดัชนีเปรียบเทียบที่น่าเชื่อถือจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาดความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชนอย่างครบถ้วน นี่คือเหตุผลที่ท่านย้ำแนวคิด “AI for All” ว่าการพัฒนา AI ไม่ใช่ภารกิจของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่เป็นวาระที่ทุกกระทรวงต้องเดินไปด้วยกัน เพื่อรับมือกับความท้าทายหลักของโลก 3 ด้าน ได้แก่ สงครามเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสังคมผู้สูงอายุ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ยังพูดถึงเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ นั่นคืออธิปไตยด้านข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ตั้งแต่การพัฒนาดาวเทียมวงโคจรต่ำเพื่อเก็บข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจอวกาศ ไปจนถึงการเก็บข้อมูลจีโนมิกส์ของคนไทยเพื่อการแพทย์แม่นยำ พร้อมระบุว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีศูนย์ข้อมูล ระบบคลาวด์ และอุตสาหกรรมชิปและเซมิคอนดักเตอร์เป็นของตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงหากผู้ให้บริการต่างชาติปิดกั้นการเข้าถึงเทคโนโลยีในยามจำเป็น เพราะประเทศไทยต้องเป็น “ผู้ประดิษฐ์” ไม่ใช่เพียง “ผู้รับวิทยาการ” อีกต่อไป

ระหว่างการเดินทางไปเยือนศูนย์วิจัย IMEC ที่ยุโรป ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน เล่าว่า ได้เห็นว่าต่างชาติมองประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเอื้อต่อการพัฒนาศูนย์ข้อมูลและโลจิสติกส์ จึงเสนอโมเดลว่า หากภาคเอกชนอย่าง AIS ต้องการลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูล ภาครัฐก็พร้อมเข้าไปสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการฝึกอบรมบุคลากร เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่คนไทย จนสามารถผลิตและเข้าใจเทคโนโลยีเชิงลึกได้ด้วยตนเองในที่สุด

แม้เทคโนโลยี AI จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ท่านย้ำว่า วิทยาศาสตร์พื้นฐานอย่างฟิสิกส์ เคมี ชีวะ และคณิตศาสตร์จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และยังคงเป็นฐานความรู้ที่จำเป็นต่อการนำ AI ไปเพิ่มผลผลิตในภาคเกษตร อุตสาหกรรม หรือการท่องเที่ยวของประเทศ ในตอนท้ายของปาฐกถา ท่านฝากข้อคิดถึงโครงการ TARI ว่าเมื่อเริ่มต้นประเมินแล้ว ควรเปิดรับข้อเสนอแนะอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงดัชนีให้สมบูรณ์ เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และสามารถนำไปเปรียบเทียบกับต่างประเทศได้อย่างเป็นทางการ

ความเห็นนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวไว้ โดยระบุว่า กระทรวง อว. จะมีความจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากตัวชี้วัด TARI เป็นจำนวนมาก และย้อนเล่าถึงบทเรียนเมื่อ 4-5 ปีก่อน เมื่อกระทรวง อว. เคยร่วมจัดทำดัชนี “Thailand i4.0 Index” เพื่อประเมินความพร้อมของอุตสาหกรรมไทยมาแล้ว ข้อมูลจากการประเมินครั้งนั้นถูกนำไปใช้ออกแบบการพัฒนาบุคลากรและหลักสูตรร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเติมเต็มช่องว่างของแต่ละอุตสาหกรรม รวมถึงสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยเข้าไปช่วยงานวิจัยและบริการวิชาการให้ภาคเอกชน กล่าวได้ว่า TARI ไม่ใช่การเริ่มต้นจากศูนย์ แต่เป็นการต่อยอดจากโมเดลที่กระทรวงเคยพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผล

3 หน่วยงาน 3 บทบาท 1 เป้าหมาย

หากมองเฉพาะโจทย์ระดับชาติ TARI อาจดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับผู้บริหารองค์กร แต่เมื่อฟังเสียงจากคนทำงานจริงในอุตสาหกรรม ปัญหากลับใกล้ตัวกว่าที่คิด

บริวัฒน์ ปิ่นประดับ ประธานกรรมการ บริษัท ไอริส คอนซัลติ้ง จำกัด เล่าถึงประสบการณ์ที่ทำงานร่วมกับองค์กรหลากหลายอุตสาหกรรมว่า ผู้บริหารเกือบทุกคนอยากนำ AI มาใช้ แต่กลับตอบไม่ได้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหนดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลงทุน บุคลากร หรือแม้แต่ความพร้อมของผู้บริหารเอง หลายองค์กรแม้จะมีโครงการ AI เกิดขึ้นแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถเชื่อมโยงให้เกิดผลลัพธ์ในระดับองค์กรได้อย่างชัดเจน นี่คือเหตุผลที่ทำให้การมีเครื่องมือวัดความพร้อมที่เป็นมาตรฐานกลางมีความจำเป็น เพราะก่อนจะวางแผนงาน องค์กรต้องเข้าใจจุดเริ่มต้นของตนเองก่อน

เพื่อแก้โจทย์นี้ ความร่วมมือระหว่าง สอวช. AIS Academy และ IRIS Consulting จึงแบ่งบทบาทกันอย่างชัดเจน ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า หนึ่งในความท้าทายของการวางนโยบายด้าน AI คือการมีข้อมูลที่เพียงพอ เชื่อถือได้ และสะท้อนสถานะจริงขององค์กรไทย เพราะปัจจุบันข้อมูลความพร้อมในการนำ AI ไปใช้ยังกระจัดกระจาย ไม่สามารถมองเห็นภาพรวมของแต่ละอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นระบบ สอวช. จึงเข้าร่วมในลักษณะที่เป็น “Data Governor” โดยจะนำข้อมูลภาพรวมจาก TARI มาวิเคราะห์และออกแบบมาตรการสนับสนุนให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละอุตสาหกรรม พร้อมกำกับดูแลข้อมูลอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่องค์กรที่เข้าร่วมและนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงนโยบายได้อย่างเหมาะสม

ขณะที่ AIS Academy เข้ามาในบทบาทของผู้รวมพลังภาคเอกชน กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส กล่าวว่าคำถามสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจยุค AI ไม่ใช่ว่า AI จะมาแทนที่ใคร แต่คือการสร้างความพร้อมให้คน องค์กร และประเทศ สามารถใช้ AI สร้างผลิตภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างไร เพราะความท้าทายของหลายองค์กรในวันนี้ไม่ใช่การขาดเทคโนโลยี แต่คือการไม่รู้ว่าตนเองพร้อมแค่ไหน ควรเริ่มต้นจากตรงไหน “นี่คือโจทย์สำคัญที่เราต้องเร่งตอบให้ได้ร่วมกัน” นางสาวกานติมา กล่าว

คุณกานติมา อธิบายเพิ่มเติมว่า AIS Academy ยึดแนวคิด “ภารกิจคิดเผื่อ” เป็นหลักในการทำงาน ซึ่งไม่ได้มองเพียงการพัฒนาศักยภาพภายในองค์กรของตนเองเท่านั้น แต่ยังคิดเผื่อไปถึงความพร้อมขององค์กรไทย คนไทย และประเทศในภาพรวม จึงเป็นที่มาของความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อให้ TARI เป็นเครื่องมือกลางที่ช่วยให้องค์กรไทยประเมินความพร้อม เห็นช่องว่าง และกำหนดทิศทางการใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทิ้งท้ายว่า การแข่งขันในวันนี้ไม่ได้วัดกันที่ใครมี AI มากกว่า แต่วัดกันที่ใครพร้อมใช้ AI ได้ดีกว่า

ส่วน IRIS Consulting รับหน้าที่ออกแบบตัวดัชนีและแปลงผลการประเมินให้เป็นแผนปฏิบัติงานที่นำไปใช้ได้จริง นายบริวัฒน์ กล่าวว่า IRIS ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบ TARI ให้เป็นมากกว่าดัชนีวัดผล แต่เป็นกรอบความคิดที่ช่วยให้องค์กรไทยมองเห็นทิศทางการพัฒนาของตนเอง และช่วยสร้างภาษากลางด้าน AI Readiness ให้กับประเทศไทยในอนาคต

เปิดโครงสร้าง TARI วัดอะไร วัดอย่างไร

TARI ออกแบบให้ครอบคลุมการประเมินสามระดับ ตั้งแต่ระดับองค์กร ระดับสายงาน ไปจนถึงระดับบุคลากร เพื่อสะท้อนความพร้อมตั้งแต่วิสัยทัศน์ กลยุทธ์ และนโยบายของผู้บริหารระดับสูง ลงไปจนถึงความพร้อมด้านข้อมูล กระบวนการทำงาน กรณีการใช้งาน AI ตลอดจนความรู้ความเข้าใจของพนักงานในการนำ AI ไปประยุกต์ใช้จริง

ภายใต้กรอบนี้ การประเมินแบ่งออกเป็นแปดด้าน เริ่มจากกลยุทธ์และภาวะผู้นำด้าน AI การจัดการข้อมูล เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากรและทักษะด้าน AI ธรรมาภิบาลและความเสี่ยง กรณีการนำ AI ไปใช้งานและการสร้างคุณค่าทางธุรกิจ วัฒนธรรมองค์กรและการบริหารการเปลี่ยนแปลง และสุดท้ายคือการนำ AI ไปใช้จริงและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่จุดเริ่มต้นของความคิดผู้บริหาร ไปจนถึงผลลัพธ์ที่วัดได้จริงในหน้างาน

แต่สิ่งที่ทำให้ TARI ไม่ใช่เพียงแบบสอบถามวัดระดับองค์กรทั่วไป คือการออกแบบให้เดินหน้าผ่านสามขั้นตอนต่อเนื่องกัน เริ่มจาก Measure หรือการวัดผล ที่ช่วยให้องค์กรเข้าใจระดับความพร้อมของตนเองอย่างรอบด้าน มองเห็นทั้งจุดแข็งและช่องว่างที่ต้องพัฒนา จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้น Benchmark หรือการเปรียบเทียบ ซึ่งช่วยให้องค์กรเห็นตำแหน่งของตนเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมเดียวกันและภาพรวมระดับประเทศ เพื่อจัดลำดับความสำคัญของการลงทุน และปิดท้ายด้วยขั้น Activate หรือการนำไปปฏิบัติ ที่เปลี่ยนผลการประเมินให้กลายเป็นแผนงานที่ใช้ได้จริง ทั้งการพัฒนาบุคลากร การปรับกระบวนการทำงาน การเลือกใช้เทคโนโลยี และการสร้างระบบนิเวศด้าน AI ที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละองค์กร

เมื่อ “คน” สำคัญกว่าใบเสร็จค่าเทคโนโลยี

การลงทุนซื้อเทคโนโลยีหรือเครื่องมือด้าน AI จะไม่เกิดประโยชน์ใด หากบุคลากรในองค์กรไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรไม่ควรนำ AI มาใช้เพียงเพื่อตามกระแส แต่ต้องพิจารณาว่าเครื่องมือนั้นตอบโจทย์ความต้องการจริงหรือไม่ เพราะหากกระบวนการคิดของคนทำงานไม่เปลี่ยนตามเทคโนโลยีที่ซื้อมา การลงทุนนั้นก็จะใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่

ด้วยเหตุนี้ ก่อนที่องค์กรจะตัดสินใจลงทุนกับเครื่องมือ AI จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือประเมินความพร้อมของบุคลากรเสียก่อน ทั้งด้านความสามารถในการใช้งานและความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัย ที่ผ่านมาหลายองค์กรพยายามค้นหาจุดยืนของตนเอง แต่ต้องเผชิญความยากลำบาก เพราะขาดมาตรวัดที่เป็นมาตรฐาน จนไม่สามารถเปรียบเทียบขีดความสามารถกับองค์กรข้างเคียงได้ ช่องว่างตรงนี้เองที่ TARI ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ ให้องค์กรสามารถประเมินตนเอง นำผลไปพัฒนาบุคลากร แล้วกลับมาวัดผลซ้ำเพื่อติดตามความก้าวหน้าในระยะยาว

มุมมองนี้ยังเชื่อมโยงกับภาพใหญ่ระดับประเทศ เพราะการมีดัชนีชี้วัดที่ชัดเจนมีความจำเป็นในการเปรียบเทียบขีดความสามารถของไทยกับกลุ่มประเทศอาเซียน ยุโรป หรืออเมริกา และยังช่วยให้เห็นเป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ทั้งการปรับทักษะและเพิ่มทักษะ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาคการศึกษา สถาบันพัฒนาบุคลากร และภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไปพร้อมกัน

จากผู้บุกเบิก 40 ราย สู่เป้าหมาย 20,000 องค์กร

อว. จับมือ AIS-IRIS เปิดตัว 'TARI' ดัชนีวัดความพร้อม AI องค์กรไทยครั้งแรก

ในระยะเริ่มต้น โครงการ TARI ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มบริษัทผู้บุกเบิกที่เข้ามาทดลองใช้ตัวชี้วัด ปัจจุบันมีองค์กรชั้นนำกว่า 40 แห่งจากหลากหลายอุตสาหกรรมให้ความสนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนี้ ก่อนจะขยายผลไปสู่กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน และองค์กรในภาคส่วนต่าง ๆ โดยตั้งเป้าให้มีองค์กรเข้าร่วมประเมินอย่างน้อย 5,000 แห่งในปีแรก และขยายไปถึงกว่า 20,000 แห่งในระยะต่อไป เพื่อให้ธุรกิจไทยทุกระดับสามารถนำ AI ไปใช้สร้างคุณค่าได้จริง

ยิ่งมีการใช้งานดัชนี TARI มากเท่าไร ก็ยิ่งมีข้อมูลนำมาพัฒนาตัวดัชนีให้มีความแม่นยำและเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเท่านั้น เพราะสภาพความพร้อมของแต่ละองค์กรที่ทยอยเข้าร่วม จะเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ประกอบกันขึ้นเป็นภาพรวมและมาตรฐานที่แท้จริงของประเทศไทยในเรื่องนี้ องค์กรที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา Thailand AI Readiness Index สามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนความสนใจได้ที่ https://thailand-tari.ai หรือติดตามความเคลื่อนไหวผ่านช่องทางการสื่อสารของ สอวช. AIS Academy และ IRIS Consulting

ท้ายที่สุดแล้ว คำถามที่ TARI พยายามตอบไม่ใช่ว่าประเทศไทยมี AI มากน้อยเพียงใด แต่คือองค์กรไทยรู้จักตัวเองมากพอหรือยัง ที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมีทิศทาง ไม่ใช่เพียงเพราะกระแสเรียกร้องให้ต้องมี AI ใช้เหมือนใคร ๆ

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

38 ชั่วโมง: เมื่อไทยเหลือเวลาตั้งรับภัยไซเบอร์น้อยกว่าที่เคยเป็นมา

Nature Positive เปลี่ยนเกมธุรกิจโลกเปิดโอกาสใหม่บิ๊กคอร์ป–สตาร์ตอัป

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar