Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ดาต้าเซ็นเตอร์ 8 แสนล้าน… คนไทยได้อะไร

ดาต้าเซ็นเตอร์ 8 แสนล้าน... คนไทยได้อะไร

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) กลายเป็นเครื่องมือของประเทศต่าง ๆ ใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทยในปี 2568 มีการยื่นขอส่งเสริมการลงทุน (BOI) แล้วถึง 28 โครงการ คิดเป็นเม็ดเงินลงทุนสูงกว่า 8 แสนล้านบาท เฉพาะช่วงต้นปี 2569 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อนุมัติ ดาต้าเซ็นเตอร์” ขนาดใหญ่ (Hyperscale) เพิ่มอีก 7 โครงการรวมมูลค่ากว่า 96,000 ล้านบาท

ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย มีมูลค่าเติบโตจาก 2.22 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 สู่ 4.90 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2031 รายงานของ Arizton Advisory & Intelligence ระบุว่า สิ้นปี 2568 กรุงเทพมหานคร เปิดให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว 31 แห่งอีก 8 โครงการ อยู่ระหว่างก่อสร้างในพื้นที่แถบพระราม 9 และรามคำแหง ย่านนี้จึงกลายเป็น ‘มหานครดาต้าเซ็นเตอร์’ ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ระดับองค์กร หรือการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์

ทำไมต้องเป็นพระราม 9 เนื่องจากพื้นที่นี้ เป็นศูนย์กลางเครือข่ายโทรคมนาคมระดับประเทศ มีโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกหลัก และใกล้กับสถานที่ตั้งเครือข่ายผู้ให้บริการโทรคมนาคมในพื้นที่ เปรียบเสมือนศูนย์กลางอินเทอร์เน็ตของประเทศไทย ส่งผลโดยตรงต่อความเสถียร และความเร็วการเชื่อมต่อ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์

สิ่งที่น่ากังวลอย่างมาก คือ ดาต้าเซ็นเตอร์จะส่งผลต่อระบบไฟฟ้าและประปา ซึ่งต้องใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมงและต้องใช้น้ำประปาน้ำจำนวนมากสำหรับหล่อเย็น ลดความร้อนของเซิร์ฟเวอร์ รวมถึงเสียงรบกวน หากกระจุกตัวในพื้นที่เมืองหนาแน่น อาจกระทบต่อเสถียรภาพระบบไฟฟ้า แรงดันน้ำประปา อุณหภูมิพื้นที่โดยรอบ

แม้หลายประเทศยังสร้างดาต้าเซ็นเตอร์กลางเมืองเพื่อรองรับ AI แต่หลาย ๆ เมือง เช่น สิงคโปร์  ลอนดอน แฟรงก์เฟิร์ต เริ่มประสบปัญหา ที่ดินราคาแพง ไฟฟ้าไม่เพียงพอ ข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้ประกอบการทยอยย้ายไปยังเมืองรอง ในบ้านเรา ล่าสุดได้มีการร้องเรียนว่าอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ในกทม. สร้างปัญหาปล่อยคลื่นแล้วเช่นกัน

เหนือสิ่งใด เริ่มมีคำถามถึงความคุ้มค่าของการลงทุนว่าคุ้มหรือไม่ ตัวเลขขอรับการส่งเสริมการลงทุน 800,000 ล้านบาทที่ BOI ภูมิใจ อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย สิ่งสำคัญกว่าประเทศไทยได้อะไรและต้องแลกกับอะไร ต้องเข้าใจว่าดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ใช่โรงงานผลิตรถยนต์ หรืออุตสาหกรรมอิเลคทรอนิกส์ ที่สร้างห่วงโซ่อุปทานจ้างแรงงานจำนวนมาก และทำให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตไปด้วยกัน

ดังนั้นคำถาม จึงไม่ใช่ตัวเลขลงทุนเท่าไหร่ แต่ผลที่คนไทยได้รับคุ้มค่ากับทรัพยากรที่ประเทศไทยยอมแลกหรือไม่

ประเด็นสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์ อยู่ที่การใช้ไฟฟ้ามหาศาล ตัวเลขจากรัฐสภายืนยันว่า ได้ไม่คุ้มเสีย เนื่องจากการใช้น้ำและไฟฟ้ามหาศาล โดยคำขอการใช้ไฟของ ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ยื่นขออนุญาติต่อกฟภ. มีสูงกว่า 26GW แต่การไฟฟ้าสามารถรองรับได้จริงเพียง 4.8GW หรือแค่ 18.7% ของคำขอเท่านั้น หากทุกโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมได้รับอนุมัติพร้อม ๆ กัน ระบบไฟฟ้าของไทยอาจต้องลงทุนขยายกำลังการผลิต สายส่ง สถานีไฟฟ้าย่อยจำนวนมาก

ที่สำคัญ หากต้นทุนเหล่านี้ถูกผลักเข้าสู่ค่าไฟฟ้าของประชาชน นั่นหมายความว่า กำไรเป็นของเอกชน แต่ต้นทุนบางส่วนกลับตกอยู่กับสังคม คือโยนภาระให้ประชาชนคนไทยรับผิดชอบ

ยิ่งไปกว่านั้น BOI ยังให้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษี 8-13 ปี รวมถึงยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักร แต่ตัวฮาร์ดแวร์เซอร์ฟเวอร์ต่าง ๆ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ 100% ทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ ในแต่ละไซต์จ้างงานแค่ไม่กี่สิบคน นั่นเท่ากับเราใช้ทรัพยากรธรรมชาติ โครงสร้างพื้นฐาน และรายได้ทางภาษีเพื่อดึงดูการลงทุน คนไทยที่ได้ประโยชน์มีแค่ผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารในระยะแรกเท่านั้น มูลค่าส่วนใหญ่ไหลกลับไปยังบริษัทเจ้าของเทคโนโลยี แต่สิ่งที่ประเทศไทยใส่พานประเคนให้ มีทั้งที่ดิน ไฟฟ้า น้ำ และสิทธิประโยชน์ทางภาษี

ขณะเดียวกันมีข้อมูลอีกด้าน คือผู้ยื่นขอรับการส่งเสริมหลายราย มีความเชื่อมโยงกับทุนจีน ขณะที่โลกกำลังอยู่ในสงครามเทคโนโนโลยีระหว่างสหรัฐกับจีน โดยเฉพาะการแข่งขัน ด้านชิป AI และกำลังประมวลผล หากไทยเป็นฐานประมวลผลให้บริษัทต่างชาติ ไม่ว่าจะให้บริการลูกค้าทั่วโลกหรือรองรับการแข่งขันของมหาอำนาจ นั่นไม่ใช่เรื่องผิดกฏหมาย แต่รัฐบาลต้องประเมินให้รอบด้านว่า ประเทศไทยกำลังสร้างคุณค่าให้ตัวเอง หรือกำลังเป็นผู้ให้เช่าไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน

บทเรียนจากหลาย ๆ ประเทศไม่ได้แข่งขันด้วยการแจกสิทธิประโยชน์เพียงอย่างเดียว แต่กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ลงทุนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม ลงทุนพลังงานสะอาด สนับสนุนชุมชนหรือร่วมพัฒนาบุคคลากรในประเทศ แม้รัฐนิวยอร์กยังเลือกชะลอการอนุมัติดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ เพื่อทบทวนกติกาให้ชัดเจน เพราะเห็นว่าอุตสาหกรรมนี้อาจกระทบต่อระบบไฟฟ้า สิ่งแวดล้อม และค่าใช้จ่ายของประชาชน เขาไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยี แต่ปฏิเสธการเติบโตแบบไม่มีมีเงื่อนไข ประเทศไทยควรเรียนรู้บทเรียนนี้

วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ความต้องการลงทุนมีมาก ขณะที่ไฟฟ้า น้ำ และพื้นที่ที่เหมาะสมมีจำกัด เมื่ออุปสงค์มากกว่าอุปทาน อำนาจต่อรองควรจะอยู่ที่เจ้าของทรัพยากรคือประเทศไทย

ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องง้อนักลงทุนเหมือนในอดีต แต่ควรต้องถามกับนักลงทุนว่า คุณจะตอบแทนประเทศไทยอย่างไร จึงคุ้มค่าทรัพยากรที่คุณขอใช้

สิ่งที่ควรต่อรองไม่ใช่แค่เม็ดเงินลงทุน แต่รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน การใช้พลังงานสะอาด การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาคนไทย และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย

ถึงเวลาที่ BOI ต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการวัดความสำเร็จ จากมูลค่าการลงทุน มาเป็นการวัดว่า การลงทุนหนึ่งบาท สร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยกี่บาท เพราะโลกในยุค AI สิ่งที่มีค่ามากที่สุดของไทยไม่ใช่แรงงานราคาถูกอีกต่อไป แต่คือไฟฟ้าที่มั่นคง โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อถือได้ และตำแหน่งที่ตั้งของประเทศ ทรัพยากรเหล่านี้เป็นของคนไทยทั้งประเทศ

ดังนั้น อย่าใช้มันเพื่อแลกกับตัวเลขการลงทุนที่สวยงาม แต่ต้องแลกกับความคุ้มค่าของประเทศ ที่สำคัญไม่ใช่ว่า ประเทศไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์กี่แห่ง แต่คำถามคือ ดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านั้นทำให้ประเทศไทยแข็งแกร่งขึ้น หรือทำให้คนอื่นแข็งแกร่งจากการถลุงทรัพยากรของเรา

บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน

จุดเสี่ยงที่ซ่อนในงบประมาณปี 70

ไทยขึ้นชั้นประเทศรายได้สูง… ความหวังหรือแค่ฝัน?

JAS เหนือเมฆ

×

Share

ผู้เขียน

ทวี มีเงิน Avatar